เอี้ยนเฟยซาลืมตาขึ้นในยามเช้า เขารู้สึกว่าแขนตนเองชาด้านจนแทบไร้ความรู้สึก โหลวเจียวยังคงนอนหลับสนิทในอ้อมกอดของตนเอง เขารู้ว่าภายใต้ผ้าห่มขนสัตว์เรือนร่างนี้ยังเปลือยเปล่า เพียงแค่คิดก็ทำให้ความเป็นชายในตัวตื่นขึ้นอีกครั้ง เขาทำได้เพียงหักห้ามตนเองอย่างไม่เต็มใจ เนื่องจากเช้าวันนี้ตอนพระอาทิตย์ขึ้นพ้นยอดเขา จะเป็นช่วงเวลาเริ่มประชุมห้าชนเผ่านั่นเอง
ชายหนุ่มขยับร่างหญิงสาวที่ยังคงนอนงัวเงียออกไปอย่างระมัดระวัง ให้นางนอนหนุนหมอนแทนแขนตนเอง โหลวเจียวลืมตาขึ้นและทำท่าคล้ายจะกล่าววาจา เอี้ยนเฟยซารีบเอามาแตะปากนาง มองหน้าหญิงสาวด้วยความรักและเอ็นดู กล่าวว่า
“พักผ่อนต่อไปเถอะ เดี๋ยวสักพักข้าจะให้คนรับใช้ของถานหลันเซ่อเอาอาหารมาให้เจ้า”
เอี้ยนเฟยซาลุกออกจากผ้าห่มด้วยสภาพเปลือยเปล่า เขาเป็นชายหนุ่มที่ร่างกายเติบโตเต็มที่แล้ว กล้ามเนื้อบนร่างกายปราศจากไขมันเจือปน รวมกันเป็นมัดแลดูแข็งแกร่งดั่งหินผา โหลวเจียวเหม่อมองดูแผ่นหลังของชายหนุ่มด้วยความภาคภูมิใจ ค่ำคืนที่ผ่านมาหล่อนสูญเสียพรหมจรรย์ให้กับเจ้านายผู้นี้ ความเจ็บปวดและสุขสมยังคงวนเวียนอยู่ในหัว แต่ตอนนี้นางกลับปรารถนาให้เขาย่ำยีตนเองอีกครั้ง นั่นเป็นความต้องการของสตรีที่เพิ่งได้ลิ้มรสแห่งกาม น่าเสียดายที่เวลาไม่เอื้ออำนวย
ชายหนุ่มแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาหันมายิ้มให้สตรีของตนเองคราหนึ่ง และก้าวเท้าเดินออกจากกระโจมไป หญิงสาวมองตามร่างนั้นด้วยความเสียดาย แต่นั่นหาได้ทำให้นางหมดไฟรัก หล่อนลูบไล้เรือนร่างของตนเองพร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนคืนที่ผ่าน ถึงกับเผลอครวญครางออกมาอย่างลืมตัว
เอี้ยนเฟยซาเพิ่งออกมาจากกระโจม ก็ถูกคนถานหลันเซ่อเชื้อเชิญให้ไปร่วมรับประทานอาหารเช้ากับหัวหน้าเผ่าของตนเอง เมื่อไปถึงกระโจมสำรับอาหารได้เตรียมพร้อมแล้ว ทั้งสองลงมือดื่มกินทันที โดยเฉพาะเอียนเฟยซาที่ดื่มกินอย่างหนัก ถานหลันเซ่อจึงสัพยอกว่า
“เมื่อคืนท่านคงหุงข้าวสารเป็นข้าวสุก จึงสูญเสียพละกำลังไปมากถึงเพียงนี้ ขนาดเรานอนอยู่ห่างจากเจ้าไปห้าหกสิบก้าวยังได้ยินเสียงสตรีร้องเพลงยามวิกาล”
เอี้ยนเฟยซาถึงกับหน้าแดงสดใส วลีหุงข้าวสารเป็นข้าวสุกหมายถึงการดำเนินเรื่องราวจนแล้วเสร็จ ในที่นี้ถานหลันเซ่อบ่งบอกว่าเขาได้ร่วมหลับนอกกับโหลวเจียวเรียบร้อยแล้ว ทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้ ทำได้เพียงยิ้มแห้งแล้วลงมือกินต่อไป
เมื่อทั้งสองรับประทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็พากันเดินทางไปยังกระโจมที่เตรียมไว้สำหรับการประชุม ซึ่งกระโจมนั้นมีขนาดใหญ่กว่ากระโจมทั่วไปถึงสองเท่า ด้านในกระโจมมีโต๊ะเก้าอี้เตรียมไว้พอดีกับคนที่จะมาร่วมประชุมในครั้งนี้ ถานหลันเซ่อมานั่งในที่ของประธานซึ่งอยู่ตรงกลางด้านในสุด หันหน้ามาทางผู้เข้าประชุมที่เหลือ เอี้ยนเฟยซานั่งอยู่ทางซ้ายของมัน ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ หัวหน้าเผ่าที่เหลือทั้งสี่ก็มาถึง รวมไปถึงคนแปลกหน้าที่ดูเข้มแข็งอีกสองคนก็มาถึงแล้วเช่นกัน คาดว่าคงเป็นนักล่าค่าหัวโจรและคนพเนจรที่ถานหลันเซ่อเคยเอ่ยถึง ซึ่งพวกมันทั้งสองไม่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงตามคำเชิญของบรรดาหัวหน้าเผ่า เมื่อทุกคนนั่งประจำที่แล้ว ถานหลันเซ่อก็ลุกขึ้นยืน ยกสองมือคารวะโดยรอบ กล่าวว่า
“สหายทุกท่าน ข้าถานหลันเซ่อผู้นี้ขอกล่าวคำขออภัยต่อทุกท่านที่เรียกประชุมในครั้งนี้ แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีส่วนเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตบนทุ่งหญ้าของพวกเรา จึงจำเป็นต้องมีการหารือครั้งใหญ่เพื่อหาทางออกร่วมกัน และในฐานะที่เป็นเจ้าภาพก็ขอกล่าวคำยินดีต้อนรับสหายล่าวิญญาณกับภูตพเนจร ที่เสียสละเวลามาร่วมหารือกับพวกเราในครานี้”
ล่าวิญญาณที่นั่งติดกับประตูกระโจมลุกขึ้นยืนคารวะทุกคน ส่วนภูตพเนจรเพียงผงกศีรษะคราหนึ่งไม่มีความเคลื่อนไหวอันใด ทุกคนคล้ายชาชินกับพฤติกรรมของมันแล้วจึงไม่ได้แสดงความไม่พอใจออกมา ถานหลันเซ่อชี้มือไปยังเอี้ยนเฟยซา กล่าวว่า
“สหายผู้นี้เป็นคนนำสารของวีรสตรีแห่งทุ่งหญ้ามาถึงพวกเรา เราต้องการให้เขาเล่ารายละเอียดของสิ่งที่พบเจอและบอกเจตนารมณ์ของวีรสตรีแห่งทุ่งหญ้า”
เอี้ยนเฟยซาลุกขึ้นยืน ยกมือคารวะคราหนึ่ง ทุกสายตาในกระโจมล้วนจับจ้องไปที่เขา ไม่มีผู้ใดยอมละสายตาไปจากบุรุษที่เดินทางพร้อมกับเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ย หากจะมีสักคนหนึ่งที่ได้เดินเคียงข้างนาง สมควรเป็นผู้ยิ่งใหญ่ชื่อดังกระฉ่อน ต้องไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืนผู้นี้อย่างแน่นอน
เอี้ยนเฟยซาคล้ายกับเข้าใจเจตนาของคนพวกนี้ เขาเริ่มต้นเล่าเรื่องราวที่ต้องลงจากเขาต้าซานออกเดินทางพร้อมนาง เล่าถึงสิ่งที่พบเจอกองโจรในทุ่งหญ้า การติดตามขบวนกองโจรของพวกเขา และปิดท้ายด้วยการวินิจฉัยของจวงซูเม่ยว่ากองโจรกลุ่มนี้สมควรเป็นคนของพรรคมาร พอเอ่ยถึงพรรคมารทุกคนล้วนกอปรด้วยใบหน้าเคร่งเครียด บางคนแสดงออกถึงความกลัวอย่างเห็นได้ชัด พึงทราบว่าเมื่อครั้นพรรคถูกตีแตกที่เนินหมื่นศพ ยอดฝีมือบางส่วนได้หลบหนีมายังทุ่งหญ้าแห่งนี้ พวกมันตั้งตัวเป็นโจรกลุ่มใหญ่ที่ออกปล้นบ่อยครั้ง กองกำลังของทุ่งหญ้าทั้งห้าชนเผ่าไม่สามารถเอาชนะผู้เยี่ยมยุทธ์เหล่านี้ได้ หากไม่ได้จวงซูเม่ยมาช่วยกำราบยอดฝีมือเหล่านี้จนสิ้นซาก ป่านนี้ทุ่งหญ้าแห่งนี้คงเปลี่ยนผู้ปกครองไปแล้ว
“เจ้าแน่ใจว่าเป็นคนของพรรคมาร?”
เซี่ยงถงฉีที่ตอนนี้อยู่ในอาการคร่ำเครียดกว่าผู้อื่นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ มันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพรรคมาร วรยุทธ์ของมันต่ำต้อยที่สุดในบรรดาผู้นำทั้งห้าชนเผ่า หากต้องเผชิญกับยอดฝีมือชั้นสูงจากพรรคมาร มันมีโอกาสถูกจู่โจมเป็นคนแรก เอี้ยนเฟยซายิ้มพลางตอบว่า
“ข้าไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ เป็นนางบอกกล่าวแก่เราเช่นนี้เอง หากท่านเคารพและเชื่อถือในตัววีรสตรีแห่งทุ่งหญ้า ไม่สมควรเกิดคำถามเช่นนี้”
เซี่ยงถงฉีถลึงตาใส่เอี้ยนเฟยซา มันรู้สึกว่าตนเองถูกเด็กหนุ่มผู้นี้หมิ่นเกียรติ แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำการอาละวาดออกมา จึงทำได้เพียงหุบปากสนิทและรอคอยโอกาสเอาคืน ภูตพเนจรเห็นดังนั้นจึงลุกจากที่นั่ง สบสายตากับชายหนุ่ม กล่าวว่า
“ท่านว่ามียอดฝีมือลึกลับอยู่ในค่ายศัตรูสองคนที่เป็นยอดฝีมือ ไม่ทราบว่าเป็นยอดฝีมืออยู่ในระดับใด หรือเป็นเพราะยอดฝีมือสองคนนี้ทำให้วีรสตรีแห่งทุ่งหญ้าไม่กล้าลงมือ”
“นางบอกเพียงว่าเป็นยอดฝีมือที่ไม่สามารถรับรู้ถึงการคงอยู่ได้ตลอดเวลา แต่พวกนั้นไม่สามารถรับรู้ว่ามีพวกเราแอบมองอยู่นอกค่าย สมควรมีฝีมืออ่อนด้อยกว่าวีรสตรีแห่งทุ่งหญ้าของพวกท่าน ส่วนสาเหตุที่นางไม่ลงมือจู่โจมลงมือข้าก็ได้บอกไปแล้ว หรือว่าพวกท่านยังคงสงสัยในฝีมือของนาง”
ล่าวิญญาณส่งเสียงดังเฮอะ กล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามดูแคลนว่า
“ที่นางไม่ลงมือกำจัดเหล่ามารเพราะมีตัวถ่วงอย่างเจ้าอยู่ด้วย หากลงมือต่อสู้แล้วยังคงต้องคอยพะวงปกป้องเจ้าตลอดเวลา คงกลายเป็นเสียเปรียบศัตรู”
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น จึงออกเดินทางมายังที่นี่”
เอี้ยนเฟยซาตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่แสดงอาการไม่พอใจต่อคำถากถางของผู้คน ล่าวิญญาณสบถออกมาคำหนึ่ง ก็นิ่งเงียบไป
“พวกมันมีทั้งหมดเท่าไหร่?”
“นางบอกว่าสมควรมีมากกว่าสองพันคน เหมือนจะเป็นกองกำลังเสาะหาเสบียงให้กับทัพใหญ่ ดังนั้นจึงให้ข้ามาที่นี่เพื่อนำทัพไปช่วยเหลือนาง”
สิ้นเสียงเอี้ยนเฟยซาทั้งกระโจมกลายเป็นเงียบงัน เป็นเวลาเกือบห้าสิบปีแล้วที่พวกเขาไม่ได้จัดตั้งกองกำลังผสมห้าชนเผ่า บนทุ่งหญ้าที่สงบสุขมาเนิ่นนานกำลังจะเกิดสงครามอีกครั้ง หากเพียงพวกเขาตกลงใจก่อสงครามครั้งนี้ การทำศึกกับพรรคมารจะไม่มีวันสิ้นสุด จนกว่าคนของพรรคมารคนสุดท้ายจะถูกกำจัดไป มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยงหรือไม่ ควรปล่อยให้พี่น้องและสัตว์เลี้ยงที่ถูกแย่งชิงไปกลายเป็นของพรรคมารไปทั้งหมดดีหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ผุดขึ้นในสมองของผู้นำทั้งห้า การนำชนเผ่าเข้าสู่สงครามหาได้ถูกใจคนในเผ่าของตนเองทุกคน แต่การถูกแย่งชิงสัตว์เลี้ยงและผู้คนไปนับว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียเกียรติของบุรุษแห่งทุ่งหญ้า ผู้นำสมควรนำกองกำลังไปแย่งชิงกลับคืนมา
“หากพวกเราเข้าสู่สงคราม จะเป็นการประกาศสงครามกับพรรคมารที่มียอดฝีมือลึกลับมากมาย ข้าเกรงว่าทุ่งหญ้าแห่งนี้จะไม่มีวันสงบสุข”
“ใช่แล้ว การเป็นศัตรูกับพรรคมาร เหมือนเรากำลังขุดหลุมฝังตัวเองอยู่ ทำไมเรื่องกำจัดเหล่ามารร้ายเราไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเหล่าเทพกับผู้คนในแผ่นดินใหญ่”
ต้ายอิงเสนอความคิดเห็นออกมาก่อน เซี่ยงถงฉีรีบสนับสนุนทันที ในฐานะผู้นำที่มีวรยุทธ์ต้อยต่ำที่สุด มันจำต้องพยายามหลีกเลี่ยงสงครามให้ได้ ถานหลันเซ่อส่งเสียงกระแอมออกมาคราหนึ่ง ในฐานะที่มันเป็นผู้นำชนเผ่าที่อาวุโสที่สุด สมควรเป็นหน้าที่ของตนเองในการพูดปลุกหัวใจของเหล่าผู้นำนักรบแห่งทุ่งหญ้า จึงว่า
“ข้าเข้าใจที่ทุกคนกำลังอยู่ในอาการลังเลและหวาดกลัว พรรคมารเป็นกลุ่มคนที่ยากตอแยมาช้านานแล้ว ไม่มีใครในทุ่งหญ้าที่อยากจะตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกมัน แต่เมื่อเขาแทงใส่เรามีดหนึ่ง เราสมควรแทงกลับไปมีดหนึ่งไม่ใช่หรือ? โอ เมื่อครั้นยังเด็กบิดาของเราเคยเล่านิทานให้ฟังว่า มีชาวนาผู้หนึ่งอาศัยอยู่ในทุ่งนากับภรรยา พวกเขามีสัตว์เลี้ยงเป็นไก่และแกะ อยู่มาวันหนึ่งมีงูเหลือมตัวใหญ่มากินไก่ของพวกเขา ชาวนาผู้นั้นกลับมาเห็นพอดี แต่ด้วยความกลัวจึงปล่อยให้งูเหลือมกินไก่ต่อไป โดยคาดหวังว่าเมื่องูเหลือมอิ่มแล้วมันจะจากไป แต่สัตว์เดรัจฉานไม่ได้คิดเช่นนั้น มันรอจนเกิดความหิวอีกครั้ง ก็เข้าไปจับแกะของชาวนากิน ชาวนาก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแต่ไม่กล้าช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงของตนเอง ปล่อยให้งูเหลือมกลืนกินแกะเข้าไป และหวังว่าเมื่องูเหลือมอิ่มแล้วมันจะจากไป แต่เมื่อมันหิวอีกรอบก็จับภรรยาของชาวนากินเป็นอาหาร ชาวนาได้แต่มองดูด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าไปช่วยภรรยาของตนเองที่กำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด สุดท้ายแล้วภรรยาของเขาก็เป็นอาหารของเจ้างูเหลือม ชาวนาเสียใจมากและเอาแต่โทษตัวเองที่ไม่ยอมกำจัดงูเหลือมตั้งแต่แรก ด้วยความเศร้าโศกเสียใจจึงไม่ยอมกินข้าวปลาอาหาร คนอ่อนล้าและหมดแรงนอนอยู่ในบ้าน งูเหลือมเห็นดังนั้นจึงเข้าไปจับชาวนากินเป็นอาหาร ท้ายที่สุดแล้วความกลัวก็ทำลายชีวิตของชาวนาจนราบคาบ...”
“ท่านกำลังเปรียบเปรยว่าพวกเราเป็นชาวนา?”
เซี่ยงถงฉีผุดลุกขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ ในบรรดาผู้นำทั้งหมดที่อยู่ที่นี่ มันเป็นคนที่จิตใจขลาดเขลาที่สุดในตอนนี้ จึงเกิดอาการกินปูนร้อนท้อง ไม่สามารถปกปิดสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในใจได้
“ไก่ของพวกเรากำลังถูกกลืนกิน และข้าจะไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น”
โหลวช่างลี่อ้าปากกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ นี่เป็นการกระทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับเอี้ยนเฟยซา มันเสนอหน้าออกมาได้ถูกที่ถูกเวลา คำพูดของมันกลายเป็นความกดดันที่ถาโถมเข้าสู่หัวใจของผู้นำคนอื่น เป็นการเลือกข้างอย่างชัดเจนว่าจะเข้าร่วมกับถานหลันเซ่อ หากผู้อื่นไม่เลือกแบบเดียวกัน พวกมันก็จะกลายเป็นชาวนาขี้ขลาดที่ไม่กล้าปกป้องสัตว์เลี้ยงและภรรยาของตนเอง
“ข้าเห็นด้วยกับท่านถานและท่านโหลว พวกเราสมควรสั่งสอนเจ้างูเหลือมคราหนึ่ง”
กัวเจียอี้ลุกขึ้นกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตามเคย ต้ายอิงส่งเสียงกระแอมคราหนึ่ง ผงกศีรษะคราหนึ่งเป็นการบอกว่าจะเข้าร่วมในศึกครั้งนี้ ตอนนี้ทุกสายตาจึงจับจ้องไปยังเซี่ยงถงฉีที่ยังไม่ให้คำตอบ มันรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกยิ่งนัก จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงห้าวห้วนว่า
“ข้าตกลงใจร่วมทางสู่ปรโลกพร้อมกับพวกท่าน พอใจหรือยัง?”
ทุกคนล้วนส่งเสียงหัวเราะออกมา ไม่มีผู้ใดถือสาเซี่ยงถงฉีผู้ขลาดเขลา ถานหลันเซ่อลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ในมือชูถ้วยสุราไว้ระดับอก กล่าววาจาด้วยเสียงอันดังว่า
“สุราถ้วยนี้เพื่อสาบานว่าพวกเราห้าชนเผ่าแห่งทุ่งหญ้าจะร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน จะไม่มีผู้ใดทอดทิ้งพวกพ้องไว้ด้านหลัง กองกำลังห้าชนเผ่าจะต้องประสบชัย”
พูดจบก็ดื่มสุราจนหมดถ้วย หัวหน้าเผ่าที่เหลือและสองแขกรับเชิญก็กระทำเช่นเดียวกัน เมื่อดื่มเสร็จสิ้นทุกผู้คนก็ส่งเสียงคำรามออกมา บรรยากาศกลายเป็นฮึกเหิมสุดขีด นิทานของเสือเฒ่าอย่างถานหลันเซ่อสามารถปลุกธาตุทระนงภายในของเหล่านักรบแห่งทุ่งหญ้าจนตื่นขึ้น บางทีความกลัวอาจจะทำให้คนงอมืองอเท้ารอรับการเชือดเฉือน แต่บางครั้งความคิดปกป้องทรัพย์สมบัติและครอบครัวก็สามารถทลายกำแพงความกลัวได้เช่นกัน ซึ่งคราครั้งนี้พวกเขาทำสำเร็จ
“อีกเจ็ดวันให้หลังเรามาเจอกันณ ทุ่งหญ้าสีเงิน”
ทุกคนผงกศีรษะตอบรับ แล้วเดินออกจากกระโจมทันที เพียงครู่เดียวในกระโจมก็เหลือเพียงเอี้ยนเฟยซากับถานหลันซู่ที่กำลังเอนหลังกับพนักพิงของเก้าอี้อย่างโล่งใจ ในที่สุดแผนการรวมทัพสู้ศึกบนทุ่งหญ้าก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทำให้มันรู้สึกหัวใจพองโต นี่คงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ร่วมรบเคียงข้างวีรสตรีในดวงใจอีกครั้ง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด ภาพจำในสนามรบครานั้นยังชัดเจน
เอี้ยนเฟยซาเดินออกไปนอกกระโจม เขาเงยเหม่อมองไปบนฟากฟ้าที่แต่งแต้มไปด้วยก้อนเมฆหลากรูปลักษณ์ ในใจรู้สึกยินดีที่กระทำภารกิจสำเร็จ เพื่อแลกกับยิ้มเดียวของสาวงาม ความเหนื่อยยากครั้งนี้นับเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อนึกถึงสาวงามอีกคนในกระโจมรับรองแขก ชายหนุ่มทำได้เพียงถอนหายใจอย่างอับจนปัญญา ตนเองเมื่อมีสตรีอื่นเคียงข้างแล้ว ก็คงหมดโอกาสในการไขว่คว้าบุปผาสวรรค์ นางคงไม่ลดตัวลงหาบุรุษที่จิตใจโลเลไม่มั่นคง เขาเข้าใจในสัจธรรมข้อนี้ดี
เพียงไม่ทราบว่าตอนนี้สาวงามที่หมายปองจะเป็นเช่นไร?
หลิวหนิงเทียนยืนบนก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง เบื้องหน้าของเขาเป็นสมรภูมิที่ใช้สู้รบตลอดสี่วันที่ผ่านมา ลมพัดพาให้เสื้อผ้าและเส้นผมของเขาปลิวพลิ้วไสวตามแรงลม กระบี่ในมือเย็บเยียบแม้จะแปดเปื้อนโลหิตของศัตรูมากมายก็ตามแววตาของยอดฝีมือผู้นี้ยังคงเปล่งประกายคมกล้าเช่นเดิม บนร่างของเขามีร่องรอยดาบกระบี่ที่ตัดเสื้อผ้าขาดเป็นรอย ตอนนี้เสื้อผ้าสีขาวถูกย้อมจนแดงฉานด้วยโลหิตของศัตรูเกือบทั้งผืน
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องถึงสี่วัน ทั้งสองฝ่ายล้วนประสบความสูญเสีย ฝั่งเมืองผิงเหยามีนักสู้ล้มตามเกือบสองพันคน แต่คนที่เหลือยังคงมีความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว กลับกันฝั่งพรรคมารที่สูญเสียคนไปร่วมสามพันคน ตอนนี้เอาแต่หลบอยู่ในค่ายของตนเอง ไม่ยอมออกมาสู้รบเหมือนเคย หวงหยางหลิวเองก็ไม่กล้าวู่วามจู่โจมที่มั่นของศัตรู กลัวว่านั่นจะเป็นหลุมพรางประการหนึ่ง ในการต่อสู้ที่ผ่านมาพรรคมารส่งสี่ยมบาลทมิฬมารับมือกับเขา คนทั้งสี่ประสานเสริมกันกลมกลืนจนยากเอาชนะได้ ผลการต่อสู้จึงทำได้เพียงเสมอกันครั้งแล้วครั้งเล่า อีกทั้งยังไม่ปรากฏเงาของกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ที่สมควรเป็นคู่มือของเขา ทำให้คนบังเกิดความรู้สึกกังวลอยู่ลึก ๆ ในใจ เขายังรู้สึกเป็นห่วงสหายอย่างเซียวเหลิ่งเหวินไม่น้อย แม้ว่ามันจะมีวิทยายุทธ์เลิศล้ำกว่าตนเอง แต่คนของพรรคมารล้วนถนัดในการใช้เล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย เกรงว่าวายุเทพที่สัตย์ซื่อจะถูกล่อลวงให้ไปติดกับดัก
ที่ด้านหลังของเขามีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา คนผู้นี้เปรียบเสมือนมือขวาของตนเอง จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหลิวจิ้นป้าน ผู้เป็นทั้งน้องชายและรองเจ้าสำนักกระบี่อมตะ
“ท่านพี่ เราเห็นว่าเวลานี้เป็นโอกาสอันดีในการคว้าชัยชนะ ทำไมพวกเราไม่ยกทัพออกไปจู่โจมใส่พวกมารที่กำลังเสียขวัญ หากลงมือรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด ฆ่าล้างบางพวกมันให้สิ้นซากในคราเดียว หากปล่อยไว้นานกว่านี้เกรงว่าพวกมันจะฟื้นตัวได้อีกครั้ง”
“บางทีข้าเองก็คิดกระทำดังเจ้าว่า แต่พรรคมารที่หลบซ่อนมายาวนาน เมื่อกลับมาก่อการอีกครั้ง ไม่สมควรแตกพ่ายง่ายดายปานนี้ เรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังความนัยอย่างแน่นอน พวกเราไม่อาจวู่วาม”
หลิวจิ้นป้านไม่กล่าวกระไรอีก เพียงยืนรอรับคำสั่งต่อไปอย่างเงียบงัน วาจาของเจ้าสำนักอย่างหลิวหนิงเทียนเป็นประกาศิตเสมอมา ทุกคนในสำนักล้วนปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เพียงเพราะยำเกรงแต่สืบเนื่องจากความเคารพยกย่องเป็นหลัก
หลิวหนิงเทียนมองไปยังสมรภูมิที่มีผู้คนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน คนผู้นั้นเดินมาอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง กระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวของมันสมควรเป็นกระบี่เลื่องชื่อเล่มหนึ่ง คนที่มาพร้อมกับกระบี่และมีอาถรรพ์ถึงเพียงนี้มีไม่กี่คนในยุทธภพ และคนที่มาตอนนี้คือคู่มืออันดับหนึ่งของเขา กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ หลังจากหายหน้าหายตาไปเกือบสี่วัน วันนี้มันปรากฏตัวขึ้นเพื่อพิสูจน์ผลแพ้ชนะกับเขาอีกครา
“ในที่สุดเจ้าก็มาสักที ข้ารอคอยจนหลงลืมไปแล้วว่ายังมีมือกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่อยู่ ในสถานการณ์เช่นนี้เจ้ากลับโผล่มาเพื่อท้าประลองอย่างนั้นหรือ?”
“หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ข้ามาเพื่อสังหารเจ้า”
หลิวหนิงเทียนหัวร่อออกมา กล่าวว่า
“ยังคงพูดจาโอหังดังเดิม พลังฝีมือของเจ้าในตอนนี้ไม่ได้เหนือกว่าข้าแล้ว บางทีวิชากระบี่ของข้าอาจจะเลิศล้ำสูงส่งกว่ายอดฝีมือผู้โรยราเช่นเจ้าแล้วตอนนี้”
กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ไม่ได้กล่าวอันใด มันเพียงส่ายหัวไปมาพร้อมกับรอยยิ้มอันชั่วร้าย เมื่อหลิวหนิงเทียนหันไปมองทางทิศตะวันออก ก็พบเห็นยอดฝีมืออีกผู้หนึ่งกำลังย่ำเท้าเข้ามา เป็นคนที่เขาเคยประมือด้วยมาก่อน ผู้ที่วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเรียกว่าทายาทมาร มันเดินมาด้วยร่างกายที่สมบูรณ์แบบไร้รอยขีดข่วน ไม่ได้มีเค้าของความเจ็บปวดใด ๆ ทั้งสิ้น หรือว่าวายุเทพที่เกรียงไกรเสมอมาจะพ่ายแพ้ให้กับคนผู้นี้
หลิวหนิงเทียนรู้สึกใจหายในทันใด หากแม้แต่วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินยังไม่สามารถเอาชนะคนผู้นี้ได้ แล้วใครเล่าจะเป็นคนหยุดยั้งพรรคมารเอาไว้ เพียงแค่คิดก็ทำให้จิตใจเกิดความว้าวุ่นสับสน จิตกระบี่ที่เคยมั่นคงตลอดมาเกิดแรงกระเพื่อมสั่นไหว ไม่สามารถรักษาจิตกระบี่ขั้นสูงสุดเอาไว้ได้ ทำได้เพียงหันหลังไปสั่งการหลิวจิ้นป้านด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า
“ส่งสัญญาณตามหลิวอิงและหัวหน้าสาขามาที่นี่โดยด่วน”
หลิวจิ้นป้านที่เคยนอบน้อมเชื่อฟังตลอดมากลายเป็นแข็งทื่อ ไม่เคลื่อนไหวร่างกายแม้แต่น้อยนิด แววตาของมันเย็นชาไร้ความรู้สึก มือของมันชักกระบี่ออกแล้วจ่อมาทางด้านหลังของเจ้าสำนักตนเอง มันต้องการให้หลิวหนิงเทียนตกตายในวันนี้ ตำแหน่งเจ้าสำนักกระบี่อมตะย่อมต้องตกเป็นของมัน ชั่วชีวิตที่ล่วงเลยผ่านมาเกือบร้อยปี มันอยู่ใต้เงาของพี่ชายผู้นี้มาตลอด ทั้งด้านวรยุทธ์และความสำเร็จ มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะขึ้นแทนที่เขาได้ นั่นก็คือความตาย เมื่อพรรคมารยื่นข้อเสนอมา มันใช้เวลาพิจารณาเพียงครู่เดียวก็ตอบรับข้อเสนอนั้น เวลาของตนเองสมควรมาถึงแล้ว
หลิวหนิงเทียนกลับกลายเป็นเยือกเย็นในทันใด เขาทอดถอนใจอย่างยาวนานคราหนึ่ง คราครั้งนี้คนนับว่าตกหลุมพรางของศัตรูทั้งภายนอกและภายใน กระบี่ในมือกลับกลายเป็นมิตรสหายเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้อุ่นใจในยามนี้
ท่ามกลางวงล้อมของสองยอดฝีมือพรรคมาร และหนึ่งมือกระบี่ที่ตนเองปลุกปั้นมา กระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนใช่จะสิ้นชื่อในวันนี้หรือไม่
ลมหนาวพัดพามาอีกครั้ง การต่อสู้เพื่อดิ้นรนมีชีวิตกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครา
(จบเล่ม๑)
สวัสปีใหม่ผู้อ่านที่รักทุกท่านนะครับ ตอนนี้ก็จบเล่ม ๑ ไปแล้วเรียบร้อย ซึ่งเรื่องราวยังคงต้องลุ้นระทึกต่อไป ในเล่ม ๒ เอี้ยนเฟยซาจะมีบทบาทมากขึ้นและเข้าสู่ยุทธภพแดนมนุษย์ ซึ่งโครงสร้างยุทธภพที่นี่มีความซับซ้อนกว่าแดนเทพมากมาย ซึ่งเรื่องราวจะตื่นเต้นโลดโผนมากกว่าเดิม แต่สำหรับเหล่าเทพจะมีบทบาทน้อยลง ถึงกระนั้นก็อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวเหนือความคาดหมายมากมาย ยอดฝีมือในเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพที่เหลือจะปรากฏตัวออกมาอีกหลายคน รวมไปถึงยอดฝีมือแดนมนุษย์และพรรคมาร
ผมเองกำลังจะรีไรท์ช่วงต้นของภาค๑ สักหน่อย เพราะมีนักอ่านหลายคนทักมาบอกว่ากว่าจะเข้าถึงเรื่องราวของเอี้ยนเฟยซามันนานเกินไป ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับพวกเขา จึงอาจจะมีการรีไรท์สักครั้ง ซึ่งถ้าผมรีไรท์แล้วมันจะขึ้นแจ้งเตือนอย่างแน่นอน แต่การรีไรท์ไม่ได้ส่งผลให้เล่ม ๒หยุดชะงักแน่นอน จะยังอัพนิยายต่อไป จนกว่าจะไม่มีคนอ่านครับ
อีกอย่างหนึ่ง ผมกำลังจะทำภาคเสริมแทรกลงในนิยาย ซึ่งภาคเสริมนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในปัจจุบันโดยตรง ไม่ได้มีส่วนสำคัญในการดำเนินเรื่องของภาคหลัก แต่เป็นคล้ายกับการเล่าย้อนประวัติของตัวละครสำคัญที่โผล่ออกมาในเรื่อง เช่น เรื่องราวการก่อสร้างเมืองของหวงหยางหลิว (สมัยหนุ่ม) เรื่องราววีรสตรีแห่งทุ่งหญ้า (เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ย) ตำนานเทพวายุ (ชีวิตวัยหนุ่มของวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวิน) เป็นต้น ซึ่งอาจจะทำการติดเหรียญถูก ๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้โดเนตค่าไฟ ค่ากาแฟให้บ้างตามแต่ศรัทธา 555 (ภาคหลักยังอ่านฟรีเรื่อยๆ ครับ ยังไม่มีแพลนจะติดเหรียญ)