วีรบุรุษอหังการ

    42 ประชุมห้าชนเผ่า (จบเล่ม ๑)


            เอี้ยนเฟยซาลืมตาขึ้นในยามเช้า เขารู้สึกว่าแขนตนเองชาด้านจนแทบไร้ความรู้สึก โหลวเจียวยังคงนอนหลับสนิทในอ้อมกอดของตนเอง  เขารู้ว่าภายใต้ผ้าห่มขนสัตว์เรือนร่างนี้ยังเปลือยเปล่า เพียงแค่คิดก็ทำให้ความเป็นชายในตัวตื่นขึ้นอีกครั้ง  เขาทำได้เพียงหักห้ามตนเองอย่างไม่เต็มใจ เนื่องจากเช้าวันนี้ตอนพระอาทิตย์ขึ้นพ้นยอดเขา จะเป็นช่วงเวลาเริ่มประชุมห้าชนเผ่านั่นเอง

     

              ชายหนุ่มขยับร่างหญิงสาวที่ยังคงนอนงัวเงียออกไปอย่างระมัดระวัง  ให้นางนอนหนุนหมอนแทนแขนตนเอง โหลวเจียวลืมตาขึ้นและทำท่าคล้ายจะกล่าววาจา  เอี้ยนเฟยซารีบเอามาแตะปากนาง  มองหน้าหญิงสาวด้วยความรักและเอ็นดู กล่าวว่า


              “พักผ่อนต่อไปเถอะ เดี๋ยวสักพักข้าจะให้คนรับใช้ของถานหลันเซ่อเอาอาหารมาให้เจ้า”


              เอี้ยนเฟยซาลุกออกจากผ้าห่มด้วยสภาพเปลือยเปล่า เขาเป็นชายหนุ่มที่ร่างกายเติบโตเต็มที่แล้ว  กล้ามเนื้อบนร่างกายปราศจากไขมันเจือปน  รวมกันเป็นมัดแลดูแข็งแกร่งดั่งหินผา โหลวเจียวเหม่อมองดูแผ่นหลังของชายหนุ่มด้วยความภาคภูมิใจ  ค่ำคืนที่ผ่านมาหล่อนสูญเสียพรหมจรรย์ให้กับเจ้านายผู้นี้  ความเจ็บปวดและสุขสมยังคงวนเวียนอยู่ในหัว  แต่ตอนนี้นางกลับปรารถนาให้เขาย่ำยีตนเองอีกครั้ง นั่นเป็นความต้องการของสตรีที่เพิ่งได้ลิ้มรสแห่งกาม  น่าเสียดายที่เวลาไม่เอื้ออำนวย

     

            ชายหนุ่มแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว  เขาหันมายิ้มให้สตรีของตนเองคราหนึ่ง  และก้าวเท้าเดินออกจากกระโจมไป  หญิงสาวมองตามร่างนั้นด้วยความเสียดาย  แต่นั่นหาได้ทำให้นางหมดไฟรัก หล่อนลูบไล้เรือนร่างของตนเองพร้อมกับนึกถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนคืนที่ผ่าน  ถึงกับเผลอครวญครางออกมาอย่างลืมตัว


            เอี้ยนเฟยซาเพิ่งออกมาจากกระโจม ก็ถูกคนถานหลันเซ่อเชื้อเชิญให้ไปร่วมรับประทานอาหารเช้ากับหัวหน้าเผ่าของตนเอง  เมื่อไปถึงกระโจมสำรับอาหารได้เตรียมพร้อมแล้ว  ทั้งสองลงมือดื่มกินทันที  โดยเฉพาะเอียนเฟยซาที่ดื่มกินอย่างหนัก  ถานหลันเซ่อจึงสัพยอกว่า


            “เมื่อคืนท่านคงหุงข้าวสารเป็นข้าวสุก  จึงสูญเสียพละกำลังไปมากถึงเพียงนี้ ขนาดเรานอนอยู่ห่างจากเจ้าไปห้าหกสิบก้าวยังได้ยินเสียงสตรีร้องเพลงยามวิกาล”


            เอี้ยนเฟยซาถึงกับหน้าแดงสดใส วลีหุงข้าวสารเป็นข้าวสุกหมายถึงการดำเนินเรื่องราวจนแล้วเสร็จ ในที่นี้ถานหลันเซ่อบ่งบอกว่าเขาได้ร่วมหลับนอกกับโหลวเจียวเรียบร้อยแล้ว  ทำให้ชายหนุ่มไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้  ทำได้เพียงยิ้มแห้งแล้วลงมือกินต่อไป

     

            เมื่อทั้งสองรับประทานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็พากันเดินทางไปยังกระโจมที่เตรียมไว้สำหรับการประชุม ซึ่งกระโจมนั้นมีขนาดใหญ่กว่ากระโจมทั่วไปถึงสองเท่า  ด้านในกระโจมมีโต๊ะเก้าอี้เตรียมไว้พอดีกับคนที่จะมาร่วมประชุมในครั้งนี้ ถานหลันเซ่อมานั่งในที่ของประธานซึ่งอยู่ตรงกลางด้านในสุด  หันหน้ามาทางผู้เข้าประชุมที่เหลือ  เอี้ยนเฟยซานั่งอยู่ทางซ้ายของมัน  ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ  หัวหน้าเผ่าที่เหลือทั้งสี่ก็มาถึง รวมไปถึงคนแปลกหน้าที่ดูเข้มแข็งอีกสองคนก็มาถึงแล้วเช่นกัน คาดว่าคงเป็นนักล่าค่าหัวโจรและคนพเนจรที่ถานหลันเซ่อเคยเอ่ยถึง  ซึ่งพวกมันทั้งสองไม่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงตามคำเชิญของบรรดาหัวหน้าเผ่า  เมื่อทุกคนนั่งประจำที่แล้ว  ถานหลันเซ่อก็ลุกขึ้นยืน  ยกสองมือคารวะโดยรอบ  กล่าวว่า


            “สหายทุกท่าน ข้าถานหลันเซ่อผู้นี้ขอกล่าวคำขออภัยต่อทุกท่านที่เรียกประชุมในครั้งนี้  แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมีส่วนเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตบนทุ่งหญ้าของพวกเรา จึงจำเป็นต้องมีการหารือครั้งใหญ่เพื่อหาทางออกร่วมกัน และในฐานะที่เป็นเจ้าภาพก็ขอกล่าวคำยินดีต้อนรับสหายล่าวิญญาณกับภูตพเนจร  ที่เสียสละเวลามาร่วมหารือกับพวกเราในครานี้”


            ล่าวิญญาณที่นั่งติดกับประตูกระโจมลุกขึ้นยืนคารวะทุกคน ส่วนภูตพเนจรเพียงผงกศีรษะคราหนึ่งไม่มีความเคลื่อนไหวอันใด ทุกคนคล้ายชาชินกับพฤติกรรมของมันแล้วจึงไม่ได้แสดงความไม่พอใจออกมา  ถานหลันเซ่อชี้มือไปยังเอี้ยนเฟยซา  กล่าวว่า


            “สหายผู้นี้เป็นคนนำสารของวีรสตรีแห่งทุ่งหญ้ามาถึงพวกเรา  เราต้องการให้เขาเล่ารายละเอียดของสิ่งที่พบเจอและบอกเจตนารมณ์ของวีรสตรีแห่งทุ่งหญ้า”


            เอี้ยนเฟยซาลุกขึ้นยืน  ยกมือคารวะคราหนึ่ง  ทุกสายตาในกระโจมล้วนจับจ้องไปที่เขา ไม่มีผู้ใดยอมละสายตาไปจากบุรุษที่เดินทางพร้อมกับเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ย  หากจะมีสักคนหนึ่งที่ได้เดินเคียงข้างนาง  สมควรเป็นผู้ยิ่งใหญ่ชื่อดังกระฉ่อน ต้องไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืนผู้นี้อย่างแน่นอน

     

            เอี้ยนเฟยซาคล้ายกับเข้าใจเจตนาของคนพวกนี้ เขาเริ่มต้นเล่าเรื่องราวที่ต้องลงจากเขาต้าซานออกเดินทางพร้อมนาง  เล่าถึงสิ่งที่พบเจอกองโจรในทุ่งหญ้า  การติดตามขบวนกองโจรของพวกเขา และปิดท้ายด้วยการวินิจฉัยของจวงซูเม่ยว่ากองโจรกลุ่มนี้สมควรเป็นคนของพรรคมาร พอเอ่ยถึงพรรคมารทุกคนล้วนกอปรด้วยใบหน้าเคร่งเครียด  บางคนแสดงออกถึงความกลัวอย่างเห็นได้ชัด พึงทราบว่าเมื่อครั้นพรรคถูกตีแตกที่เนินหมื่นศพ  ยอดฝีมือบางส่วนได้หลบหนีมายังทุ่งหญ้าแห่งนี้ พวกมันตั้งตัวเป็นโจรกลุ่มใหญ่ที่ออกปล้นบ่อยครั้ง กองกำลังของทุ่งหญ้าทั้งห้าชนเผ่าไม่สามารถเอาชนะผู้เยี่ยมยุทธ์เหล่านี้ได้ หากไม่ได้จวงซูเม่ยมาช่วยกำราบยอดฝีมือเหล่านี้จนสิ้นซาก ป่านนี้ทุ่งหญ้าแห่งนี้คงเปลี่ยนผู้ปกครองไปแล้ว


            “เจ้าแน่ใจว่าเป็นคนของพรรคมาร?”


            เซี่ยงถงฉีที่ตอนนี้อยู่ในอาการคร่ำเครียดกว่าผู้อื่นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ  มันไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพรรคมาร วรยุทธ์ของมันต่ำต้อยที่สุดในบรรดาผู้นำทั้งห้าชนเผ่า  หากต้องเผชิญกับยอดฝีมือชั้นสูงจากพรรคมาร  มันมีโอกาสถูกจู่โจมเป็นคนแรก  เอี้ยนเฟยซายิ้มพลางตอบว่า


            “ข้าไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้  เป็นนางบอกกล่าวแก่เราเช่นนี้เอง หากท่านเคารพและเชื่อถือในตัววีรสตรีแห่งทุ่งหญ้า  ไม่สมควรเกิดคำถามเช่นนี้”


            เซี่ยงถงฉีถลึงตาใส่เอี้ยนเฟยซา มันรู้สึกว่าตนเองถูกเด็กหนุ่มผู้นี้หมิ่นเกียรติ  แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะทำการอาละวาดออกมา จึงทำได้เพียงหุบปากสนิทและรอคอยโอกาสเอาคืน  ภูตพเนจรเห็นดังนั้นจึงลุกจากที่นั่ง  สบสายตากับชายหนุ่ม กล่าวว่า


            “ท่านว่ามียอดฝีมือลึกลับอยู่ในค่ายศัตรูสองคนที่เป็นยอดฝีมือ  ไม่ทราบว่าเป็นยอดฝีมืออยู่ในระดับใด  หรือเป็นเพราะยอดฝีมือสองคนนี้ทำให้วีรสตรีแห่งทุ่งหญ้าไม่กล้าลงมือ”


            “นางบอกเพียงว่าเป็นยอดฝีมือที่ไม่สามารถรับรู้ถึงการคงอยู่ได้ตลอดเวลา แต่พวกนั้นไม่สามารถรับรู้ว่ามีพวกเราแอบมองอยู่นอกค่าย สมควรมีฝีมืออ่อนด้อยกว่าวีรสตรีแห่งทุ่งหญ้าของพวกท่าน  ส่วนสาเหตุที่นางไม่ลงมือจู่โจมลงมือข้าก็ได้บอกไปแล้ว  หรือว่าพวกท่านยังคงสงสัยในฝีมือของนาง”


            ล่าวิญญาณส่งเสียงดังเฮอะ  กล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยามดูแคลนว่า


            “ที่นางไม่ลงมือกำจัดเหล่ามารเพราะมีตัวถ่วงอย่างเจ้าอยู่ด้วย หากลงมือต่อสู้แล้วยังคงต้องคอยพะวงปกป้องเจ้าตลอดเวลา  คงกลายเป็นเสียเปรียบศัตรู”


            “ข้าเองก็คิดเช่นนั้น  จึงออกเดินทางมายังที่นี่”


            เอี้ยนเฟยซาตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม  ไม่แสดงอาการไม่พอใจต่อคำถากถางของผู้คน  ล่าวิญญาณสบถออกมาคำหนึ่ง  ก็นิ่งเงียบไป

     

              “พวกมันมีทั้งหมดเท่าไหร่?”


              “นางบอกว่าสมควรมีมากกว่าสองพันคน  เหมือนจะเป็นกองกำลังเสาะหาเสบียงให้กับทัพใหญ่ ดังนั้นจึงให้ข้ามาที่นี่เพื่อนำทัพไปช่วยเหลือนาง”


              สิ้นเสียงเอี้ยนเฟยซาทั้งกระโจมกลายเป็นเงียบงัน  เป็นเวลาเกือบห้าสิบปีแล้วที่พวกเขาไม่ได้จัดตั้งกองกำลังผสมห้าชนเผ่า บนทุ่งหญ้าที่สงบสุขมาเนิ่นนานกำลังจะเกิดสงครามอีกครั้ง  หากเพียงพวกเขาตกลงใจก่อสงครามครั้งนี้  การทำศึกกับพรรคมารจะไม่มีวันสิ้นสุด  จนกว่าคนของพรรคมารคนสุดท้ายจะถูกกำจัดไป  มันคุ้มค่าที่จะเสี่ยงหรือไม่ ควรปล่อยให้พี่น้องและสัตว์เลี้ยงที่ถูกแย่งชิงไปกลายเป็นของพรรคมารไปทั้งหมดดีหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ผุดขึ้นในสมองของผู้นำทั้งห้า การนำชนเผ่าเข้าสู่สงครามหาได้ถูกใจคนในเผ่าของตนเองทุกคน  แต่การถูกแย่งชิงสัตว์เลี้ยงและผู้คนไปนับว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียเกียรติของบุรุษแห่งทุ่งหญ้า  ผู้นำสมควรนำกองกำลังไปแย่งชิงกลับคืนมา


              “หากพวกเราเข้าสู่สงคราม จะเป็นการประกาศสงครามกับพรรคมารที่มียอดฝีมือลึกลับมากมาย  ข้าเกรงว่าทุ่งหญ้าแห่งนี้จะไม่มีวันสงบสุข”


              “ใช่แล้ว  การเป็นศัตรูกับพรรคมาร  เหมือนเรากำลังขุดหลุมฝังตัวเองอยู่  ทำไมเรื่องกำจัดเหล่ามารร้ายเราไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเหล่าเทพกับผู้คนในแผ่นดินใหญ่”


              ต้ายอิงเสนอความคิดเห็นออกมาก่อน  เซี่ยงถงฉีรีบสนับสนุนทันที  ในฐานะผู้นำที่มีวรยุทธ์ต้อยต่ำที่สุด  มันจำต้องพยายามหลีกเลี่ยงสงครามให้ได้  ถานหลันเซ่อส่งเสียงกระแอมออกมาคราหนึ่ง  ในฐานะที่มันเป็นผู้นำชนเผ่าที่อาวุโสที่สุด สมควรเป็นหน้าที่ของตนเองในการพูดปลุกหัวใจของเหล่าผู้นำนักรบแห่งทุ่งหญ้า  จึงว่า

     

            “ข้าเข้าใจที่ทุกคนกำลังอยู่ในอาการลังเลและหวาดกลัว  พรรคมารเป็นกลุ่มคนที่ยากตอแยมาช้านานแล้ว  ไม่มีใครในทุ่งหญ้าที่อยากจะตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกมัน  แต่เมื่อเขาแทงใส่เรามีดหนึ่ง  เราสมควรแทงกลับไปมีดหนึ่งไม่ใช่หรือ?  โอ เมื่อครั้นยังเด็กบิดาของเราเคยเล่านิทานให้ฟังว่า  มีชาวนาผู้หนึ่งอาศัยอยู่ในทุ่งนากับภรรยา  พวกเขามีสัตว์เลี้ยงเป็นไก่และแกะ อยู่มาวันหนึ่งมีงูเหลือมตัวใหญ่มากินไก่ของพวกเขา  ชาวนาผู้นั้นกลับมาเห็นพอดี  แต่ด้วยความกลัวจึงปล่อยให้งูเหลือมกินไก่ต่อไป  โดยคาดหวังว่าเมื่องูเหลือมอิ่มแล้วมันจะจากไป  แต่สัตว์เดรัจฉานไม่ได้คิดเช่นนั้น  มันรอจนเกิดความหิวอีกครั้ง  ก็เข้าไปจับแกะของชาวนากิน  ชาวนาก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแต่ไม่กล้าช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงของตนเอง  ปล่อยให้งูเหลือมกลืนกินแกะเข้าไป  และหวังว่าเมื่องูเหลือมอิ่มแล้วมันจะจากไป แต่เมื่อมันหิวอีกรอบก็จับภรรยาของชาวนากินเป็นอาหาร  ชาวนาได้แต่มองดูด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าไปช่วยภรรยาของตนเองที่กำลังร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด สุดท้ายแล้วภรรยาของเขาก็เป็นอาหารของเจ้างูเหลือม ชาวนาเสียใจมากและเอาแต่โทษตัวเองที่ไม่ยอมกำจัดงูเหลือมตั้งแต่แรก  ด้วยความเศร้าโศกเสียใจจึงไม่ยอมกินข้าวปลาอาหาร  คนอ่อนล้าและหมดแรงนอนอยู่ในบ้าน  งูเหลือมเห็นดังนั้นจึงเข้าไปจับชาวนากินเป็นอาหาร ท้ายที่สุดแล้วความกลัวก็ทำลายชีวิตของชาวนาจนราบคาบ...”


            “ท่านกำลังเปรียบเปรยว่าพวกเราเป็นชาวนา?”


            เซี่ยงถงฉีผุดลุกขึ้นกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ  ในบรรดาผู้นำทั้งหมดที่อยู่ที่นี่  มันเป็นคนที่จิตใจขลาดเขลาที่สุดในตอนนี้  จึงเกิดอาการกินปูนร้อนท้อง  ไม่สามารถปกปิดสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในใจได้ 


            “ไก่ของพวกเรากำลังถูกกลืนกิน  และข้าจะไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น”


            โหลวช่างลี่อ้าปากกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงห้าวหาญ นี่เป็นการกระทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับเอี้ยนเฟยซา  มันเสนอหน้าออกมาได้ถูกที่ถูกเวลา คำพูดของมันกลายเป็นความกดดันที่ถาโถมเข้าสู่หัวใจของผู้นำคนอื่น  เป็นการเลือกข้างอย่างชัดเจนว่าจะเข้าร่วมกับถานหลันเซ่อ  หากผู้อื่นไม่เลือกแบบเดียวกัน  พวกมันก็จะกลายเป็นชาวนาขี้ขลาดที่ไม่กล้าปกป้องสัตว์เลี้ยงและภรรยาของตนเอง

     

            “ข้าเห็นด้วยกับท่านถานและท่านโหลว  พวกเราสมควรสั่งสอนเจ้างูเหลือมคราหนึ่ง”

      

            กัวเจียอี้ลุกขึ้นกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มตามเคย  ต้ายอิงส่งเสียงกระแอมคราหนึ่ง  ผงกศีรษะคราหนึ่งเป็นการบอกว่าจะเข้าร่วมในศึกครั้งนี้ ตอนนี้ทุกสายตาจึงจับจ้องไปยังเซี่ยงถงฉีที่ยังไม่ให้คำตอบ  มันรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกยิ่งนัก  จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงห้าวห้วนว่า


            “ข้าตกลงใจร่วมทางสู่ปรโลกพร้อมกับพวกท่าน  พอใจหรือยัง?”


            ทุกคนล้วนส่งเสียงหัวเราะออกมา  ไม่มีผู้ใดถือสาเซี่ยงถงฉีผู้ขลาดเขลา  ถานหลันเซ่อลุกขึ้นยืนอีกครั้ง  ในมือชูถ้วยสุราไว้ระดับอก  กล่าววาจาด้วยเสียงอันดังว่า


            “สุราถ้วยนี้เพื่อสาบานว่าพวกเราห้าชนเผ่าแห่งทุ่งหญ้าจะร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน  จะไม่มีผู้ใดทอดทิ้งพวกพ้องไว้ด้านหลัง  กองกำลังห้าชนเผ่าจะต้องประสบชัย”


            พูดจบก็ดื่มสุราจนหมดถ้วย หัวหน้าเผ่าที่เหลือและสองแขกรับเชิญก็กระทำเช่นเดียวกัน เมื่อดื่มเสร็จสิ้นทุกผู้คนก็ส่งเสียงคำรามออกมา  บรรยากาศกลายเป็นฮึกเหิมสุดขีด  นิทานของเสือเฒ่าอย่างถานหลันเซ่อสามารถปลุกธาตุทระนงภายในของเหล่านักรบแห่งทุ่งหญ้าจนตื่นขึ้น บางทีความกลัวอาจจะทำให้คนงอมืองอเท้ารอรับการเชือดเฉือน แต่บางครั้งความคิดปกป้องทรัพย์สมบัติและครอบครัวก็สามารถทลายกำแพงความกลัวได้เช่นกัน  ซึ่งคราครั้งนี้พวกเขาทำสำเร็จ

          

            “อีกเจ็ดวันให้หลังเรามาเจอกันณ ทุ่งหญ้าสีเงิน”


            ทุกคนผงกศีรษะตอบรับ  แล้วเดินออกจากกระโจมทันที  เพียงครู่เดียวในกระโจมก็เหลือเพียงเอี้ยนเฟยซากับถานหลันซู่ที่กำลังเอนหลังกับพนักพิงของเก้าอี้อย่างโล่งใจ  ในที่สุดแผนการรวมทัพสู้ศึกบนทุ่งหญ้าก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี  ทำให้มันรู้สึกหัวใจพองโต  นี่คงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ร่วมรบเคียงข้างวีรสตรีในดวงใจอีกครั้ง  ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด  ภาพจำในสนามรบครานั้นยังชัดเจน


            เอี้ยนเฟยซาเดินออกไปนอกกระโจม  เขาเงยเหม่อมองไปบนฟากฟ้าที่แต่งแต้มไปด้วยก้อนเมฆหลากรูปลักษณ์  ในใจรู้สึกยินดีที่กระทำภารกิจสำเร็จ  เพื่อแลกกับยิ้มเดียวของสาวงาม  ความเหนื่อยยากครั้งนี้นับเป็นเรื่องเล็ก  แต่เมื่อนึกถึงสาวงามอีกคนในกระโจมรับรองแขก  ชายหนุ่มทำได้เพียงถอนหายใจอย่างอับจนปัญญา  ตนเองเมื่อมีสตรีอื่นเคียงข้างแล้ว  ก็คงหมดโอกาสในการไขว่คว้าบุปผาสวรรค์ นางคงไม่ลดตัวลงหาบุรุษที่จิตใจโลเลไม่มั่นคง  เขาเข้าใจในสัจธรรมข้อนี้ดี

     

            เพียงไม่ทราบว่าตอนนี้สาวงามที่หมายปองจะเป็นเช่นไร?

             

             

             

            หลิวหนิงเทียนยืนบนก้อนหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง  เบื้องหน้าของเขาเป็นสมรภูมิที่ใช้สู้รบตลอดสี่วันที่ผ่านมา ลมพัดพาให้เสื้อผ้าและเส้นผมของเขาปลิวพลิ้วไสวตามแรงลม  กระบี่ในมือเย็บเยียบแม้จะแปดเปื้อนโลหิตของศัตรูมากมายก็ตามแววตาของยอดฝีมือผู้นี้ยังคงเปล่งประกายคมกล้าเช่นเดิม บนร่างของเขามีร่องรอยดาบกระบี่ที่ตัดเสื้อผ้าขาดเป็นรอย ตอนนี้เสื้อผ้าสีขาวถูกย้อมจนแดงฉานด้วยโลหิตของศัตรูเกือบทั้งผืน

       

            การต่อสู้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องถึงสี่วัน  ทั้งสองฝ่ายล้วนประสบความสูญเสีย ฝั่งเมืองผิงเหยามีนักสู้ล้มตามเกือบสองพันคน  แต่คนที่เหลือยังคงมีความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว  กลับกันฝั่งพรรคมารที่สูญเสียคนไปร่วมสามพันคน  ตอนนี้เอาแต่หลบอยู่ในค่ายของตนเอง  ไม่ยอมออกมาสู้รบเหมือนเคย หวงหยางหลิวเองก็ไม่กล้าวู่วามจู่โจมที่มั่นของศัตรู  กลัวว่านั่นจะเป็นหลุมพรางประการหนึ่ง  ในการต่อสู้ที่ผ่านมาพรรคมารส่งสี่ยมบาลทมิฬมารับมือกับเขา  คนทั้งสี่ประสานเสริมกันกลมกลืนจนยากเอาชนะได้  ผลการต่อสู้จึงทำได้เพียงเสมอกันครั้งแล้วครั้งเล่า  อีกทั้งยังไม่ปรากฏเงาของกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ที่สมควรเป็นคู่มือของเขา  ทำให้คนบังเกิดความรู้สึกกังวลอยู่ลึก ๆ ในใจ  เขายังรู้สึกเป็นห่วงสหายอย่างเซียวเหลิ่งเหวินไม่น้อย  แม้ว่ามันจะมีวิทยายุทธ์เลิศล้ำกว่าตนเอง แต่คนของพรรคมารล้วนถนัดในการใช้เล่ห์เหลี่ยมเพทุบาย  เกรงว่าวายุเทพที่สัตย์ซื่อจะถูกล่อลวงให้ไปติดกับดัก

     

            ที่ด้านหลังของเขามีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา  คนผู้นี้เปรียบเสมือนมือขวาของตนเอง  จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหลิวจิ้นป้าน ผู้เป็นทั้งน้องชายและรองเจ้าสำนักกระบี่อมตะ

     

            “ท่านพี่ เราเห็นว่าเวลานี้เป็นโอกาสอันดีในการคว้าชัยชนะ ทำไมพวกเราไม่ยกทัพออกไปจู่โจมใส่พวกมารที่กำลังเสียขวัญ  หากลงมือรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด  ฆ่าล้างบางพวกมันให้สิ้นซากในคราเดียว  หากปล่อยไว้นานกว่านี้เกรงว่าพวกมันจะฟื้นตัวได้อีกครั้ง”


            “บางทีข้าเองก็คิดกระทำดังเจ้าว่า  แต่พรรคมารที่หลบซ่อนมายาวนาน  เมื่อกลับมาก่อการอีกครั้ง  ไม่สมควรแตกพ่ายง่ายดายปานนี้  เรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังความนัยอย่างแน่นอน  พวกเราไม่อาจวู่วาม”


            หลิวจิ้นป้านไม่กล่าวกระไรอีก  เพียงยืนรอรับคำสั่งต่อไปอย่างเงียบงัน วาจาของเจ้าสำนักอย่างหลิวหนิงเทียนเป็นประกาศิตเสมอมา  ทุกคนในสำนักล้วนปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด  ไม่ใช่เพียงเพราะยำเกรงแต่สืบเนื่องจากความเคารพยกย่องเป็นหลัก


            หลิวหนิงเทียนมองไปยังสมรภูมิที่มีผู้คนเพิ่มมาอีกหนึ่งคน  คนผู้นั้นเดินมาอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง  กระบี่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวของมันสมควรเป็นกระบี่เลื่องชื่อเล่มหนึ่ง  คนที่มาพร้อมกับกระบี่และมีอาถรรพ์ถึงเพียงนี้มีไม่กี่คนในยุทธภพ  และคนที่มาตอนนี้คือคู่มืออันดับหนึ่งของเขา  กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่  หลังจากหายหน้าหายตาไปเกือบสี่วัน  วันนี้มันปรากฏตัวขึ้นเพื่อพิสูจน์ผลแพ้ชนะกับเขาอีกครา

     

            “ในที่สุดเจ้าก็มาสักที  ข้ารอคอยจนหลงลืมไปแล้วว่ายังมีมือกระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่อยู่  ในสถานการณ์เช่นนี้เจ้ากลับโผล่มาเพื่อท้าประลองอย่างนั้นหรือ?”


            “หาได้เป็นเช่นนั้นไม่  ข้ามาเพื่อสังหารเจ้า”


            หลิวหนิงเทียนหัวร่อออกมา  กล่าวว่า


            “ยังคงพูดจาโอหังดังเดิม  พลังฝีมือของเจ้าในตอนนี้ไม่ได้เหนือกว่าข้าแล้ว  บางทีวิชากระบี่ของข้าอาจจะเลิศล้ำสูงส่งกว่ายอดฝีมือผู้โรยราเช่นเจ้าแล้วตอนนี้”


            กระบี่ภูตคร่ำครวญชงไฉ่ไม่ได้กล่าวอันใด  มันเพียงส่ายหัวไปมาพร้อมกับรอยยิ้มอันชั่วร้าย  เมื่อหลิวหนิงเทียนหันไปมองทางทิศตะวันออก  ก็พบเห็นยอดฝีมืออีกผู้หนึ่งกำลังย่ำเท้าเข้ามา  เป็นคนที่เขาเคยประมือด้วยมาก่อน  ผู้ที่วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินเรียกว่าทายาทมาร มันเดินมาด้วยร่างกายที่สมบูรณ์แบบไร้รอยขีดข่วน  ไม่ได้มีเค้าของความเจ็บปวดใด ๆ ทั้งสิ้น  หรือว่าวายุเทพที่เกรียงไกรเสมอมาจะพ่ายแพ้ให้กับคนผู้นี้

     

            หลิวหนิงเทียนรู้สึกใจหายในทันใด  หากแม้แต่วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินยังไม่สามารถเอาชนะคนผู้นี้ได้  แล้วใครเล่าจะเป็นคนหยุดยั้งพรรคมารเอาไว้  เพียงแค่คิดก็ทำให้จิตใจเกิดความว้าวุ่นสับสน  จิตกระบี่ที่เคยมั่นคงตลอดมาเกิดแรงกระเพื่อมสั่นไหว ไม่สามารถรักษาจิตกระบี่ขั้นสูงสุดเอาไว้ได้  ทำได้เพียงหันหลังไปสั่งการหลิวจิ้นป้านด้วยน้ำเสียงร้อนรนว่า


            “ส่งสัญญาณตามหลิวอิงและหัวหน้าสาขามาที่นี่โดยด่วน”


            หลิวจิ้นป้านที่เคยนอบน้อมเชื่อฟังตลอดมากลายเป็นแข็งทื่อ  ไม่เคลื่อนไหวร่างกายแม้แต่น้อยนิด  แววตาของมันเย็นชาไร้ความรู้สึก มือของมันชักกระบี่ออกแล้วจ่อมาทางด้านหลังของเจ้าสำนักตนเอง  มันต้องการให้หลิวหนิงเทียนตกตายในวันนี้  ตำแหน่งเจ้าสำนักกระบี่อมตะย่อมต้องตกเป็นของมัน  ชั่วชีวิตที่ล่วงเลยผ่านมาเกือบร้อยปี  มันอยู่ใต้เงาของพี่ชายผู้นี้มาตลอด  ทั้งด้านวรยุทธ์และความสำเร็จ  มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะขึ้นแทนที่เขาได้  นั่นก็คือความตาย  เมื่อพรรคมารยื่นข้อเสนอมา มันใช้เวลาพิจารณาเพียงครู่เดียวก็ตอบรับข้อเสนอนั้น  เวลาของตนเองสมควรมาถึงแล้ว

     

            หลิวหนิงเทียนกลับกลายเป็นเยือกเย็นในทันใด  เขาทอดถอนใจอย่างยาวนานคราหนึ่ง  คราครั้งนี้คนนับว่าตกหลุมพรางของศัตรูทั้งภายนอกและภายใน  กระบี่ในมือกลับกลายเป็นมิตรสหายเพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้อุ่นใจในยามนี้

     

            ท่ามกลางวงล้อมของสองยอดฝีมือพรรคมาร  และหนึ่งมือกระบี่ที่ตนเองปลุกปั้นมา  กระบี่อมตะหลิวหนิงเทียนใช่จะสิ้นชื่อในวันนี้หรือไม่

     

            ลมหนาวพัดพามาอีกครั้ง การต่อสู้เพื่อดิ้นรนมีชีวิตกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครา

             

             

             

            (จบเล่ม๑)

             

             

            สวัสปีใหม่ผู้อ่านที่รักทุกท่านนะครับ  ตอนนี้ก็จบเล่ม ๑ ไปแล้วเรียบร้อย  ซึ่งเรื่องราวยังคงต้องลุ้นระทึกต่อไป  ในเล่ม ๒ เอี้ยนเฟยซาจะมีบทบาทมากขึ้นและเข้าสู่ยุทธภพแดนมนุษย์ ซึ่งโครงสร้างยุทธภพที่นี่มีความซับซ้อนกว่าแดนเทพมากมาย ซึ่งเรื่องราวจะตื่นเต้นโลดโผนมากกว่าเดิม  แต่สำหรับเหล่าเทพจะมีบทบาทน้อยลง  ถึงกระนั้นก็อัดแน่นไปด้วยเรื่องราวเหนือความคาดหมายมากมาย  ยอดฝีมือในเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพที่เหลือจะปรากฏตัวออกมาอีกหลายคน รวมไปถึงยอดฝีมือแดนมนุษย์และพรรคมาร   

            ผมเองกำลังจะรีไรท์ช่วงต้นของภาค๑ สักหน่อย  เพราะมีนักอ่านหลายคนทักมาบอกว่ากว่าจะเข้าถึงเรื่องราวของเอี้ยนเฟยซามันนานเกินไป  ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับพวกเขา  จึงอาจจะมีการรีไรท์สักครั้ง  ซึ่งถ้าผมรีไรท์แล้วมันจะขึ้นแจ้งเตือนอย่างแน่นอน  แต่การรีไรท์ไม่ได้ส่งผลให้เล่ม ๒หยุดชะงักแน่นอน  จะยังอัพนิยายต่อไป  จนกว่าจะไม่มีคนอ่านครับ 

            อีกอย่างหนึ่ง  ผมกำลังจะทำภาคเสริมแทรกลงในนิยาย  ซึ่งภาคเสริมนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในปัจจุบันโดยตรง  ไม่ได้มีส่วนสำคัญในการดำเนินเรื่องของภาคหลัก  แต่เป็นคล้ายกับการเล่าย้อนประวัติของตัวละครสำคัญที่โผล่ออกมาในเรื่อง  เช่น เรื่องราวการก่อสร้างเมืองของหวงหยางหลิว (สมัยหนุ่ม)  เรื่องราววีรสตรีแห่งทุ่งหญ้า (เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ย)  ตำนานเทพวายุ (ชีวิตวัยหนุ่มของวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวิน) เป็นต้น  ซึ่งอาจจะทำการติดเหรียญถูก ๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้โดเนตค่าไฟ  ค่ากาแฟให้บ้างตามแต่ศรัทธา  555  (ภาคหลักยังอ่านฟรีเรื่อยๆ ครับ  ยังไม่มีแพลนจะติดเหรียญ)    

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    เหนือพิภพ สยบสวรรค์ (ภาค 2 สยบสวรรค์)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.13M 1288
    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    นิยาย แฟนตาซี
    81K 280
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    หมื่นจักรภพสยบราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.77M 4643
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    นิยาย แฟนตาซี
    787K 1107
    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    ระบบเซียนหมื่นวิถี (นิยายแปล)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    271K 1043
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810