ไม่ไกลจากตึกใหญ่ของตระกูลเอียน มีสวนดอกไม้แห่งหนึ่ง ก่อสร้างโดยเอียนมู่หลงนั่นเอง
พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งปกคลุมด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ มีต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ใกล้กับประตูทางเข้า ก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น แช่มชื่นอย่างประหลาด
กลิ่นเกสรดอกไม้ หญ้ารก แมลงตัวน้อยๆ เสียงนกร้อง เป็ภาพแห่งธรรมชาติที่ปรากฎต่อหน้าของเด็กหนุ่มแห่งหมู่บ้านเซียงอู่ในขณะนี้ แล้วเด็กหนุ่มก็ร้องออกมาเบาๆครั้งหนึ่ง ยืดอก สูดลมหายใจยาว
เริ่มด้วยการยิ้มน้อยๆ ตามมาด้วยการอ้าปากกว้าง กว้างยิ่งกว่ากว้าง
แล้วก็เผลอหัวเราะออกมาด้วยเสียงอันดัง
เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นทางด้านหลังของเด็กหนุ่ม
“ข้าเชื่อว่าที่นี่อาจจะเหมาะกับเ้านะ ว่าไงล่ะ”
เด็กหนุ่มจะทำอะไรได้เล่า เหลือบตามองหญิงสาวอย่างอายๆ แล้วก็พยักหน้าช้า ๆ
“มาเถอะ…ข้าจะพาเ้าไปรู้จักเฒ่าลู่”
พูดจบแล้ว หญิงสาวก็เดินนำหวูไว่ ผ่านทางน้อย ๆ ที่โรยกรวดอยู่ทางด้านขวา มีกอดอกไม้เรียงรายอยู่สองข้างทาง
“เฒ่าลู่ ใครกันน่ะ คุณหนูเอียน” เด็กหนุ่มโพล่งถามขึ้น
หญิงสาวหันมาแล้วพูดขัน ๆ
“คนที่นี่เรียกเฒ่าลู่ว่าเฒ่าบ้าแห่งสวนดอกไม้”
“หา เฒ่าบ้าเหรอ ตายละ…”
มันเป็กระท่อมไม้หลังเล็ก ๆที่วางตัวเองอยู่บนเนินดินแห่งหนึ่ง มีต้นไผ่สูงชะลูดแทงทะลุผืนหญ้าปลูกอยู่ใกล้ ๆ ถัดออกไปทางขวามีดอกไม้สีสันแปลกตากระจายขึ้นเป็พุ่ม
“นี่…เฒ่าลู่” เอียนซีป้องปากส่งเสียงเจื้อยแจ้วไปยังหน้ากระท่อมไม้หลังนั้น
ชั่วอึดใจ ประตูกระท่อมก็เปิดออก เด็กหนุ่มเห็นมืออันผอมซูบ เหี่ยวย่นนั่นก่อน แล้วจึงเห็นเสื้อสีเทาอันเก่าคร่ำคร่า เต็มไปด้วยรอยปะชุนอันไร้ระเบียบ
ใบหน้านั้นเรียวยาว แก้มตอบ ผมเผ้ารุงรัง เครายาวสีดอกเลา เมื่อเห็นใบหน้านั้นเด็กหนุ่มแทบจะร้องออกมา เพราะมันช่างคล้ายคลึงกับนักพรตที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้เสียเหลือเกิน แต่ครั้นเพ่งอย่างสังเกตจึงรู้ว่าไม่ใช่ เพียงแต่มีบางอย่างที่คล้ายกันเท่านั้น
ในขณะที่นักพรตมีใบหน้ายิ้มแย้ม ดวงตาแจ่มใส และมีทีท่าสำรวมอยู่เสมอ แต่ตาเฒ่าคนที่ยืนอยู่หน้ากระท่อมคนนี้ดูจะปล่อยตัวตามสบาย แถมยังหาวหวอด และบิดร่างไปมา ซ้ายที ขวาที ไม่มีทีท่าระวังตัวแม้แต่น้อย
“อ้อ…คุณหนู” เสียงพูดปนหาวของเฒ่าลู่ดังขึ้น
บุตรสาวคนเดียวของที่ปรึกษาใหญ่แห่งเกียะหยูโคลงศีรษะ คิ้วขมวดขึ้นมาเล็กน้อย
“เฒ่าลู่แอบงีบหลับกลางวันอีกแล้ว”
ตาเฒ่าแห่งสวนดอกไม้ตีหน้าปูเลี่ยน ก่อนจะแก้เขินด้วยการเพ่งมองที่เด็กหนุ่ม
และก่อนที่เด็กหนุ่มจะพูดอะไรออกมา เอียนซีก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน
“เฒ่าลู่…เด็กหนุ่มคนนี้ชื่อหวูไว่ ข้าพามาเพื่อให้มาช่วยทำงานที่นี่”
“เ้าเด็กหนุ่มคนนี้…” เฒ่าลู่เอามือชี้มาที่หวูไว่ และหันไปมองคุณหนูเอียนอย่างงุนงง
หงสาคะนองศึกเม้มปาก ยืนกอดอก และพยักหน้าลงอย่างช้า ๆ
“สวนแห่งนี้ว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เล็ก ๆได้คนมาช่วยดูแลอีกคนก็จะผ่อนงานไปได้อีกตั้งเยอะไม่ใช่หรือ…”
เฒ่าลู่พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ก่อนจะเอ่ยว่า
“ถ้าคุณหนู้าอย่างนั้นก็ได้…”
รับคำเสร็จแล้ว เฒ่าลู่ก็หันมามองหวูไว่ั้แ่หัวจรดเท้าอีกที แล้วก็หัวเราะหึหึอยู่คนเดียว
ประหลาดชะมัดตาเฒ่าคนนี้ เด็กหนุ่มแอบบ่นอยู่ในใจ
หลังจากย้ายมาอยู่ที่อุทยานดอกไม้แห่งนี้ได้เพียงสามวัน หวูไว่ก็พบว่าตาเฒ่าลู่มีอะไรพิกลอยู่มาก
ในแต่ละวัน เฒ่าลู่พูดน้อยมาก จะเรียกว่าถามคำตอบคำก็คงไม่ผิดนัก แถมวันทั้งวันเอาแต่นอนนิ่งเงียบ ขลุกตัวเองอยู่ในห้องนอน
หรือไม่ก็นั่งมองสวนหินได้ทั้งวัน แถมเป็การเฝ้ามองแบบนั่งนิ่ง ไม่ขยับตัวหรือกระพริบตา ราวกับไร้ชีวิตนั่นเลยทีเดียว
บางทีก็เดินไปเดินมาทั่วอุทยานแล้วส่ายหน้าไปมาอยู่เป็นาน
เฒ่าแห่งสวนดอกไม้ไม่เคยออกจากอุทยานไปหาใคร และไม่มีใครมาหาถึงในอุทยานดอกไม้นี้เหมือนกัน
ถึงอย่างนั้นหวูไว่ก็ถือว่าตัวเองพอจะรับความแปลกประหลาดของตาเฒ่าลู่ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
เท่าที่เห็น ตาเฒ่าดูแลสวนดอกไม้แห่งนี้ได้ดีพอสมควร พันธุ์ไม้นานาพันธุ์ เบ่งบาน ออกดอกตามฤดูกาล ส่วนกอดอกไม้ที่เรียงรายอยู่ตรงนั้น ตรงนี้บ้าง ส่งกลิ่นหอม มีแมลง ผีเสื้อบินดอม อยู่ตลอดเวลา
หวูไว่รู้สึกว่าโมงยามที่ทำให้ตาเฒ่าผู้นี้มีความสุขที่สุด ดูจะเป็่ขณะที่ดอกไม้เ่าั้โรยรา ร่วงหล่นจากต้น ปลิวกระจายอยู่ตามพื้นหญ้าเสียมากกว่า เมื่อถึงตอนนั้นตาเฒ่าจะคว้าไม้กวาดมากวาดลานดินที่เต็มไปด้วยดอกที่ร่วงโรย ใบไม้ที่ปลิดปลิวลงมาอย่างเพลิดเพลิน
ใน่เวลาหลายวันที่ผ่านมา เด็กหนุ่มจึงเฝ้ามองยามที่เฒ่าลู่หยิบไม้กวาดขึ้นมาอย่างสนใจใคร่รู้ อยากจะรู้นักว่า ทำไมเฒ่าลู่จึงได้ใส่ใจใบไม้ ใบหญ้าเล็ก ๆ ที่ปลิวกระจายอยู่บนพื้นดินยิ่งกว่า ดอกที่ชูช่ออยู่บนต้นนั่นเสียอีกเล่า
“เ้าสงสัยอะไรนักหรือ เ้าหนุ่ม” อยู่ดีๆ ตาเฒ่าก็พูดโพล่งออกมาในขณะที่หันหลังอยู่แท้ ๆ ทำเอาหวูไว่สะดุ้งเฮือกขึ้นมา อึ้งไปพักใหญ่
“คือว่า…คือว่า ข้าสงสัย”
“สงสัยอะไร”
“สงสัยว่าทำไมท่านผู้เฒ่าดูจะรักและเอาใจใส่ดอกที่เหี่ยวเฉา ใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น เสียยิ่งกว่าที่ออกดอกอยู่บนต้นนั่นเสียอีก”
เฒ่าลู่หันหน้ามาหาเด็กหนุ่ม ส่ายหน้า แล้วบ่น
“โง่เขลา ช่างโง่เขลา”
โง่เขลาหรือ หวูไว่พูดกับตัวเอง
“มีแต่ผู้มีปัญญาเท่านั้น” เฒ่าลู่พูดต่อ แล้วหันไปเก็บกวาดลานกว้างของสวนดอกไม้ต่อไป
เด็กหนุ่มเกาหัวแกรก ๆ
“ถ้าเ้าอยากรู้ เ้าต้องสนใจที่จะมอง” เฒ่าลู่พูดลอย ๆ ขึ้นมาอีก
“มองเหรอ…”
“ไม่ใช่มองด้วยตา”
“หา…อะไรนะ” หวูไว่คราง
ใช้เวลาร่วมเดือนเด็กหนุ่มจึงมีคำตอบให้เฒ่าลู่
“ข้ารู้แล้วว่า อะไรคือการมอง ที่ไม่ได้มองด้วยตา”
ตาเฒ่าประหลาดแห่งสวนดอกไม้ ได้ยินแล้วก็เอามือลูบเคราของตัวเองไปมา แล้วก็ยิ้มน้อยๆ ส่ายหน้าไปมาเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
“มันคือการสังเกต มีสมาธิ และมองทุกอย่างด้วยจิตอันสงบ ใช่หรือไม่ เฒ่าลู่”
เฒ่าลู่หันมองหน้าเด็กหนุ่มแล้วถามขึ้นว่า
“ถ้าอย่างนั้นเ้าเห็นอะไร เ้าพบคำตอบที่เ้าถามหรือยัง”
หวูไว่ยิ้มอย่างเบิกบาน
“มันคือความสุข กับ ความทุกข์ ความงาม กับ ความน่าเกลียด ความเบ่งบาน กับ ความโรยรา และมันคือ สิ่งเล็ก และ ใหญ่”
ฟังคำตอบแล้ว ตาเฒ่าหัวเราะอยู่ในลำคอ มองหน้าหวูไว่
“หาได้ยากนัก…หาได้ยาก” เฒ่าลู่พูดแต่เพียงแค่นั้น
เด็กหนุ่มยิ้มอย่างสุขใจ ่แรก ๆ ที่เขาเฝ้ามองตาเฒ่ากวาดใบไม้บนลานกว้างนั้นอยู่เป็นาน ไม่พบคำตอบว่าอะไรคือการมองอย่างที่ตาเฒ่านั้นว่าสักนิด
จนเวลาผ่านไปอีกหลายวัน เด็กหนุ่มที่จดจ่ออยู่กับตาเฒ่าที่กวาดใบไม้อยู่เบื้องหน้า เริ่มมองเห็นอะไรบางอย่าง ท่ามกลางความเงียบสงบของสวนดอกไม้ เขามองเห็นแต่เฒ่าลู่ เห็นไม้กวาด แล้วก็เห็นใบไม้ที่แห้งเหี่ยว ดอกที่ร่วงโรย
เห็นกระทั่งใบไม้ที่ค่อยๆ ปลิวปลิดจากขั้วและลอยคว้างลงบนพื้น
พอเกิดความรู้สึกเยี่ยงนี้แล้ว หวูไว่ก็หวนคิดถึง่เวลาที่อยู่ในเซียงอู่ นึกถึงป่า ทุ่งหญ้า ลำธาร และ่เวลาที่เดินเคียงข้างลุงเพื่อไปชมพระอาทิตย์ตกดิน
และก็คำสอนของลุง
“ทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติล้วนแต่มีคำตอบทุกอย่างในชีวิตให้กับเราหวูไว่ ต้นไม้ ใบหญ้า กำเนิด เบ่งบาน แล้วก็เหี่ยวเฉา สูญสลายไป และเ้าต้องเข้าใจว่า ไม่อาจเลือกที่จะพบเห็นแต่ความสวยงามเท่านั้น เ้าต้องรู้จักสังเกต มองหา สิ่งที่ไม่สวยงาม ความน่าเกลียดอีกด้วย เ้าต้องมีจิตอิสระซึ่งต้องตื่นตัวต้อนรับทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะทำให้เ้ามีชีวิตอย่างอิ่มเอิบ มองทุกอย่างด้วยความละเอียดลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น”
ใช่แล้ว มันคือการอยู่ร่วมของสรรพสิ่ง นั่นเอง
หลังจากวันนั้นเป็ต้นมา หวูไว่ และเฒ่าลู่ พูดคุยกันมากขึ้น กล่าวได้ว่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสุขสงบ เด็กหนุ่มรับอาสารดน้ำ พรวนดิน ตบแต่งกิ่งก้านของต้นไม่ใหญ่เล็กไว้เกือบหมด นอกจากนั้นยังรับเหมาทั้งเื่ทำอาหาร ซักเสื้อผ้า ปัดกวาดกระท่อมที่อยู่อาศัย อย่างเต็มอกเต็มใจ เหลือหน้าที่กวาดลานดินที่เต็มไปด้วยดอก ใบ ที่ร่วงโรยให้เฒ่าลู่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“เ้าเด็กโง่…” เฒ่าลู่จะเรียกหวูไว่อย่างนี้ยามที่เห็นงานที่เคยทำมีคนมาแย่งทำไปหมด จากนั้นก็จะหัวเราะเสียงดังอยู่ในลำคอ
ซึ่งเด็กหนุ่มเข้าใจไปเองว่านั่นคือการกล่าวขอบใจของตาเฒ่านั่นเอง