บรรยากาศภายในห้องหนังสือพลันหนักอึ้ง ราวกับมีหินผานับพันชั่งกดทับลงบนบ่าของทุกคนจนแทบหายใจไม่ออก...
เหม่ยอันยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าบิดา แผ่นหลังเหยียดตรงแม้ภายในใจจะเต้นรัวราวกองศึก แต่นางรู้ดีว่าวินาทีนี้คือเส้นด้ายบางๆที่กั้นขวางระหว่าง 'ความอยู่รอด' กับ 'หายนะ'
“ของกำนัลจากแดนไกล...”
เสนาบดีหลี่พึมพำแ่เบา สายตาจับจ้องบานประตูไม้สักที่ปิดสนิทราวกับจะมองทะลุไปยังห่อผ้าไหมที่พ่อบ้านประคองรออยู่ด้านนอก
“รับไว้เถิดเ้าค่ะท่านพี่” ฮูหยินหลี่เอ่ยเสียงแ่เจือความกังวล
“ใต้เท้าเกามีน้ำใจไมตรีหากปฏิเสธจะเสียมารยาทต่อสหายเก่าได้...”
“มิได้เ้าค่ะ!”
สุ้มเสียงของเหม่ยอันมิได้เกรี้ยวกราดทว่าเย็นะเืบาดลึกจนบิดามารดาต้องหันขวับมามอง นางเงยหน้าสบตาบิดาแววตาคู่สวยลึกล้ำเกินวัย
“ท่านพ่อ...ท่านจำคำสอนสั่งก่อนสิ้นใจของท่านปู่ได้หรือไม่ ‘ทรัพย์ที่มิได้มาจากหยาดเหงื่อมักเคลือบด้วยยาพิษ’ ...เมื่อครู่ ลูกมิได้เพียงแค่ฝันร้าย หากแต่ลูกเห็น...เห็นตราประทับสีดำทมิฬซุกซ่อนอยู่ภายใต้ทองคำเ่าั้ มันคือตราประทับของศัตรู!
เสนาบดีหลี่เ้ากรมพิธีการชะงักกึก คำว่า ‘ตราศัตรู’กระตุกต่อมระแวงของขุนนางเฒ่าได้อย่างชะงัด เขาเป็คนระวังตัวมาตลอดชีวิตการที่บุตรีที่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวการเมืองพูดจาฉะฉานเช่นนี้ ย่อมมิใช่เื่ปกติ
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของพ่อบ้านดังขึ้นอีกครั้ง
“นายท่าน... ใต้เท้าเกาเร่งรัดขอรับ แจ้งว่ามีธุระด่วนต้องไปต่อ”
ความเร่งรีบผิดวิสัย... พิรุธชัดเจนยิ่งนัก!
เสนาบดีหลี่สูดหายใจลึก ดวงตาที่เคยลังเลพลันแข็งกร้าวขึ้น
“ไปบอกเขา... ว่าข้าป่วยกะทันหัน ไม่สะดวกรับแขก...และไม่รับของเยี่ยมไข้ใดๆ ทั้งสิ้น เชิญเขากลับไป!”
สิ้นคำสั่งเด็ดขาด เหม่ยอันลอบระบายลมหายใจยาวร่างกายที่เคยเกร็งเขม็งค่อยๆ ผ่อนคลายลง นางทำสำเร็จ... กงล้อแห่งโชคชะตาที่เคยบดขยี้ตระกูลหลี่จนแหลกเหลวบัดนี้ถูกนางเอาตัวเข้าขวางจนมันจำต้องเปลี่ยนทิศทาง แม้จะเป็เพียงก้าวเล็กๆทว่าก็นับเป็ชัยชนะแรกที่หอมหวานยิ่งนัก
“อันอัน...” เสนาบดีหลี่หันกลับมามองบุตรีสายตาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย “เ้าเปลี่ยนไป...”
“คนเราเมื่อเฉียดความตาย ย่อมมองเห็นสัจธรรมเ้าค่ะ”นางตอบเลี่ยงๆ ก่อนจะก้มกราบ “ลูกขอตัวไปเตรียมตัวเข้าวังเ้าค่ะ”
นางลุกขึ้นเดินจากมา ทิ้งความสงสัยไว้เื้ั บัดนี้...สนามรบที่แท้จริงกำลังรอนางอยู่
ณ หน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่
ภาพสะท้อนของดรุณีวัยแรกแย้มปรากฏแก่สายตา ผิวขาวดุจหิมะ ริมฝีปากแดงระเรื่อราวผลอิงเถาและดวงตาดอกท้อที่หวานเชื่อม... ช่างเป็รูปโฉมที่ไร้พิษสงงดงามและเปราะบางราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ
เหม่ยอันยกมือขึ้นแตะแก้มตนเอง... ใบหน้านี้แหละที่เคยใช้ล่อลวงให้องค์ชายจิ้นหลงใหล และก็เป็ใบหน้านี้เช่นกันที่ทำให้ซูเฟยริษยาจนแทบคลั่ง
“คุณหนูเ้าคะ งามเหลือเกิน”
ชุนเถาเอ่ยชมเปาะ ขณะบรรจงปักปิ่นหยกขาวลงบนมวยผมดำขลับ
“ใครได้ยลโฉมย่อมต้องตะลึงในความงามของท่านเป็แน่”
เหม่ยอันเหยียดยิ้มมุมปาก... เป็รอยยิ้มจางๆ ที่ไปไม่ถึงดวงตา
“งามแล้วอย่างไรเล่า ในวังหลัง...รูปโฉมเป็เพียงใบเบิกทาง แต่สติปัญญาต่างหากคือเกราะคุ้มกันภัยที่จะช่วยให้รอดชีวิต”
นางลุกขึ้นยืนสะบัดชายแขนเสื้อสีฟ้าครามที่ขับเน้นความสง่างามเยือกเย็นต่างจากชาติก่อนที่นางสวมชุดสีชมพูอ่อนตามคำยุยงของซูเฟยจนดูเหมือนดวงตะวันที่ถูกเมฆบัง
“ไปกันเถอะชุนเถา... ไปดู ‘ละครโรงใหญ่’ ที่พวกเขากำลังจะเปิดแสดงต้อนรับข้า”
กำแพงวังหลวงสูงตระหง่านเสียดฟ้า สีแดงชาดของมันราวกับถูกทาด้วยเืของผู้คนนับหมื่นที่ล้มตายอยู่ภายใต้เงาอำนาจแห่งนี้
ทันทีที่ก้าวเท้าลงจากรถม้า ปลายเท้ายังไม่ทันแตะพื้นหินอ่อนดีความรู้สึกสะอิดสะเอียนก็ตีตื้นขึ้นมาจุกอก...
“อันอัน!”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำเอาขนอ่อนทั่วร่างของเหม่ยอันลุกชันร่างระหงในชุดสีกลีบบัวของ ‘ซูเฟย’ ปรี่เข้ามาจับมือนางไว้แน่นใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ใครเห็นก็ต้องเอ็นดู
“ข้าเป็ห่วงแทบแย่นึกว่าเ้าจะเปลี่ยนใจไม่มาเสียแล้ว”
และข้างกายนั้น... องค์ชายจิ้น ผู้สง่างามยืนไพล่มือส่งสายตาหวานซึ้งมาให้
“ยินดีต้อนรับเหม่ยอัน...วังหลวงคงจืดชืดนักหากไร้เงาเ้า”
ััที่ฝ่ามือทำเอาเหม่ยอันรู้สึกสะอิดสะเอียนราวกับกำลังจับงูพิษภาพความทรงจำยามซูเฟยผลักนางตกบันไดซ้อนทับขึ้นมาจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน อยากจะกระชากหน้ากากจอมปลอมของพวกมันออกมานัก...อยากจะกรีดร้องะโก้องให้ใต้หล้ารู้เห็นถึงความอำมหิตของชายหญิงคู่นี้!
สิ่งที่นางทำได้มีเพียงยอบกายลงอย่างชดช้อยเปลือกตาหลุบต่ำซ่อนเพลิงแค้น
“ขอบพระทัยเพคะองค์ชาย... และขอบใจเ้ามากซูเฟยที่อุตส่าห์มารอรับคนไร้ความสามารถเช่นข้า”
น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย ฟังดูเหมือนคนประหม่าตื่นเต้นแต่แท้จริงแล้วนางกำลังสะกดกลั้นแรงอาฆาต
ซูเฟยลอบสบตากับองค์ชายจิ้นแวบหนึ่ง แววตาเยาะหยันฉายชัด... เหยื่อโง่ๆยังไงก็คือเหยื่อ
“มาเถิด ข้าจะพาเ้าไปรายงานตัวที่กองงานใน”ซูเฟยจูงมือนางเดินนำหน้า ทำตัวราวกับพี่สาวที่แสนดี
“หวังว่าเ้าจะได้เรือนพักดีๆนะ”
ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ... เหม่ยอันรู้ดีว่าซูเฟยเตรียมอะไรไว้ให้นาง
ลานหน้าตำหนักคุนหนิง เต็มไปด้วยเหล่าสาวงามที่รอการคัดเลือก ‘มาม่าหลิว’ หัวหน้าขันทีฝ่ายในร่างท้วมยืนถือบัญชีรายชื่อด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับนางกวาดสายตามองเหม่ยอันหัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยาม
“หลี่เหม่ยอัน... บุตรีเสนาบดีกรมพิธีการ”เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น
“เรือนว่างทางทิศใต้เต็มหมดแล้ว เหลือเพียง... เรือนจื่อเวย ทางทิศเหนือเ้าไปพักที่นั่นแล้วกัน”
เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบทิศ เหล่านางกำนัลต่างรู้ดีว่า ‘เรือนจื่อเวย’คือเรือนร้างที่ทรุดโทรม ห่างไกล และหนาวเหน็บที่สุดในวัง ซูเฟยแสร้งทำหน้าใ
“ตายจริง... เรือนจื่อเวยเชียวหรือ มาม่าหลิว พอจะมีที่อื่นหรือไม่สหายข้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง...”
“กฎคือกฎ!” มาม่าหลิวตวาดเสียงแข็ง “หากไม่พอใจก็กลับบ้านไปเสีย!”
เหม่ยอันมองละครลิงตรงหน้าด้วยความสมเพชซูเฟยคงติดสินบนมาม่าหลิวไว้หนาพอสมควร เพื่อส่งนางไปตายอย่างช้าๆ ในเรือนร้างนั่น
แต่เหม่ยอันคนเก่าตายไปแล้ว...
นางก้าวออกมาข้างหน้า ไม่มีความหวาดกลัวในแววตามีเพียงความนิ่งสงบดุจบ่อน้ำลึก
“เรียนมาม่าหลิวข้าน้อยมิบังอาจเกี่ยงงอนเื่ที่พัก... เพียงแต่...”
นางเว้นจังหวะชำเลืองมองไปทางซูเฟยเล็กน้อย แล้วลดเสียงลงให้ได้ยินกันเพียงวงใน
“ข้าน้อยได้ยินข่าวลือจากหมอหลวงว่า ่นี้พระสนมเอกซูมีอาการเวียนศีรษะบ่อยครั้งหมอหลวงวินิจฉัยว่า ‘กลิ่นดอกเหมย’ ที่รุนแรงเกินไปอาจกระตุ้นอาการประชวร...”
มาม่าหลิวชะงัก คิ้วขมวดมุ่น “เ้าหมายความว่าอย่างไร”
เหม่ยอันคลี่ยิ้มบาง
“เรือนจื่อเวยรายล้อมด้วยป่าเหมยโบราณ ยามนี้กำลังบานสะพรั่งหากข้าน้อยไปพักที่นั่น กลิ่นดอกเหมยย่อมติดกายมา หากบังเอิญต้องไปถวายงานรับใช้แล้วทำให้พระอาการของพระสนมเอกกำเริบขึ้น... ผู้ที่จัดสรรที่พักให้ อาจจะ...ลำบากได้นะเ้าคะ”
คำขู่นิ่มนวล... แต่เชือดเฉือน!
มาม่าหลิวหน้าซีดเผือด นางรู้ดีว่าพระสนมเอกซูอารมณ์ร้ายเพียงใดและนางก็เพิ่งได้ยินเื่อาการแพ้กลิ่นดอกไม้มาแว่วๆ จริงๆ (ซึ่งความจริงแล้วเป็เื่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า แต่เหม่ยอันยกมาใช้ก่อน)
การเสี่ยงทำให้คนโปรดของฮ่องเต้ไม่พอใจเพื่อแลกกับเงินสินบนเล็กน้อยจากซูเฟย... ไม่คุ้มค่า!
“อะ... แฮ่ม!” มาม่าหลิวรีบพลิกสมุดบัญชีมือไม้สั่น
“ข้า... ข้าดูผิดไป จริงสิ ยังมี เรือนไป่เหอ ว่างอยู่หลังหนึ่งพอดีเลย... เ้าไปพักที่นั่นเถิด”
ซูเฟยหันขวับมามองเหม่ยอันด้วยความตกตะลึงแผนการแรกของนางพังครืนไม่เป็ท่า “ขอบพระคุณมาม่าหลิวที่มีเมตตา”
เหม่ยอันน้อมกายย่อตัวลงงดงาม ก่อนจะปรายตามองซูเฟยด้วยหางตา... เสียใจด้วยนะพี่สาวที่หมากตานี้เ้าเดินพลาดเสียแล้ว
เมื่อเข้ามาภายใน ‘เรือนไป่เหอ’ ที่สะอาดสะอ้านและเงียบสงบชุนเถามองผู้เป็นายด้วยสายตาเทิดทูนบูชา
“คุณหนูเก่งกาจยิ่งนักบ่าวเพิ่งรู้เื่พระสนมเอกแพ้กลิ่นดอกเหมย คุณหนูไปรู้มาจากไหนหรือเ้าคะ”
เหม่ยอันที่กำลังนั่งจิบชาชะงักมือ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ เลือนหายไป
ใช่... นางรู้เื่นี้เพราะใน 'ชาติที่แล้ว'พระสนมซูประกาศเื่นี้ออกมาหลังจากนางเข้าวังได้สามเดือน แต่นี่...นางเพิ่งเข้าวังวันแรก
หากสิ่งที่นางพูดไปเมื่อครู่เป็เพียงความทรงจำในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงแล้วเหตุใดมาม่าหลิวถึงดูเชื่อสนิทใจ หรือเหตุการณ์บางอย่าง...กำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่นางจำได้
พลันสายตาของนางก็สะดุดเข้ากับบางสิ่งบนโต๊ะเครื่องแป้ง... มันคือ 'ถุงหอม' ลายปักเป็ดแมนดารินคู่...ลายปักฝีมือของนางที่เคยทำให้องค์ชายจิ้นเมื่อชาติภพก่อน
ทว่าในชาตินี้... นางยังมิทันได้ลงเข็มปักมันด้วยซ้ำ! มือของเหม่ยอันสั่นเทาขณะเอื้อมไปหยิบถุงหอมนั้นขึ้นมากลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยแตะจมูก...กลิ่นเดียวกับยาพิษที่นางเคยโดนใช้ปลิดชีพตนเองในวันที่ตรอมใจตาย นี่มันเกิดอะไรขึ้นเหตุใดของจากอนาคต... จึงมาปรากฏอยู่ที่นี่ หรือว่า... ในกระดานหมากกระดานนี้... มิได้มีเพียงนางคนเดียว...ที่ 'ย้อนเวลา' กลับมา