ฮูหยินของแม่ทัพจี

    บทที่ 36 เรื่องเล่ากับเรื่องจริง

            รถม้าวิ่งผ่านไปยังตรอกใกล้ๆ พลันก็มีควันมากมายลอยมา จีหลุนกับลี่เทียนเป่าแอบลงจากรถม้าแทรกไปตามฝูงชน รถม้าที่มีทหารสองคนขึ้นไปนั่งแทน วิ่งออกไปยังเส้นทางนอกเมืองเพื่อล่อให้คนที่คิดจะลอบสังหารตามไป

            “เจ้าคิดว่าคนที่หวังลอบสังหารคือฝ่ายใด?”

            “เกรงว่าจะมิใช่คนในราชสำนักหมิง”

            “ข้าก็ได้กลิ่นเช่นนั้น ห้าเผ่ามีคนจำนวนไม่น้อย หากผนึกกำลังกับเผ่าทุ่งหญ้าได้ เห็นทีศึกชายแดนตะวันตกจะไม่ใช่เรื่องเล็ก” ลี่เทียนเป่าผงกศีรษะ

            “เพราะเหตุนี้ ข้าถึงต้องให้กัวเอินถงอยู่ในฐานะธิดาผู้นำห้าชนเผ่าต่อไป ไม่เช่นนั้น ศึกนี้แคว้นหมิงคงต้องสิ้นเปลืองทหารและเงินทองอีกไม่น้อย”

                ทั้งสองต่างเดินเข้าไปจนถึงถนนจี้ฮุ่ย ย่านนี้มีคนต่างถิ่นมาพักอาศัยอยู่มากที่สุด เริ่มต้นจากมีพ่อค้าแคว้นเหลียนมาซื้ออาคารและปรับให้เป็นที่พักราคาถูก พวกเขาชักชวนเหล่าพ่อค้าที่รู้จักกันให้มาค้างแรม จากนั้นก็มีคนแคว้นอื่นที่เข้ามาค้าขายในเมืองหลวงแคว้นหมิงมาซื้อบ้านเรือนในย่านนี้เพื่อทำเป็นโรงเตี๊ยมเล็กๆ ราคาประหยัด

                ในที่สุดย่านจี้ฮุ่ยจึงกลายเป็นย่านที่มีคนต่างถิ่นอยู่เต็มไปหมด เหลือกิจการของคนแคว้นหมิงเพียงไม่กี่แห่ง ภัตตาคารห้าชนเผ่าที่จีหลุนเคยมาซื้ออาหารไปฝากกัวเอินถงเมื่อครั้งก่อนก็อยู่ที่นี่

                “เหลาสุราที่เจ้าว่าอยู่ที่ใดหรือ?”

                “สุดถนนโน่นแน่ะ รีบไปเถอะ ใกล้เวลานัดหมายแล้ว”

                คนทั้งสองเร่งฝีเท้าแทรกไปในหมู่คนที่แต่งกายแตกต่างกัน ผู้คนมากมายบนถนนส่งภาษาท้องถิ่นและภาษาชนเผ่าแปลกๆ ที่พวกเขาสองคนฟังไม่ออก เหลาสุราที่นัดหมายเป็นอาคารสองชั้นคูหาเดียว

                “ชั้นสองโต๊ะด้านในสุด” จีหลุนกระซิบ

                ลี่เทียนเป่าเดินนำหน้าขึ้นไปก่อน เมื่อผ่านฉากเข้าไปที่โต๊ะในสุดก็เห็นบุรุษที่นั่งฟุบอยู่บนโต๊ะด้านในก็ทำหน้าฉงน “นี่หรือ? คนที่เจ้านัดเอาไว้ จะได้เรื่องไหม?”

                “ไปฟังเขาก่อนเถอะน่า”

                บุรุษขี้เมาในชุดขาดจนต้องปะชุนไปทั่วร่างเงยหน้าขึ้นมอง “ข้านี่ล่ะถูกแล้ว อุตส่าห์รอนแรมมาจากเซี่ยงซาวานเพื่อส่งข่าวท่านแม่ทัพโดยเฉพาะ จะไม่ฟังข้าเลยได้อย่างไร?”

                “ท่านซาง เหตุใดต้องมาเอง?” แม่ทัพหนุ่มทรุดกายลงนั่ง แล้วหันไปแนะนำให้สหายรู้จักกับซางเหยียนอดีตนายกองที่อาสาเข้าไปแทรกซึมอยู่ในดินแดนห้าชนเผ่าหลายปี

                “ท่านเข้าไปดินแดนเซี่ยงซาวานได้อย่างไร?” กุนซือหนุ่มขมวดคิ้ว “ที่นั่นเข้มงวดเรื่องการผ่านด่านเข้าออกมิใช่หรือ?”

                “ถูกต้อง กว่าข้าจะหาพี่น้องร่วมสาบานเพื่อให้ช่วยพาข้าเข้าไปที่นั่นได้ก็กินเวลาไปหลายเดือน และพอไปอยู่ที่นั่นก็ต้องแสร้งสนใจจะออกบวชไปเฝ้าอยู่วัดในเผ่าเหลียนซาอยู่นานนับปี จากนั้นจึงได้รับความไว้วางใจ แต่เรื่องตัวตนของข้าในดินแดนนั้น ท่านอย่ารู้เลยจะดีกว่า” ซางเหยียนยกยิ้มมุมปาก

                ท่านแม่ทัพกับกุนซือหันไปสบตากันแวบหนึ่ง

                “ที่นั่นเกิดอันใดขึ้นหรือ?” จีหลุนถามด้วยความสนใจ

                “ห้าเผ่าเกิดการแย่งชิงอำนาจกันมานานแล้ว เมื่อหลายปีก่อนหัวหน้าเผ่าเหลียนซาประลองกับหัวหน้าเผ่าฝูซา หลังจากชนะก็ได้เป็นผู้นำห้าชนเผ่า แต่มีข่าวลือว่าเขาบาดเจ็บหนักไม่อาจใช้วรยุทธ์ได้เช่นเดิม บัดนี้บุตรชายทั้งสองของหัวหน้าเผ่าฝูซากลายเป็นผู้แข็งแกร่ง มีข่าวว่าคนของสามเผ่าถูกลอบโจมตีบ่อยครั้ง คาดกันว่าน่าจะเป็นฝีมือของเผ่าฝูซา”

                จีหลุนกับลี่เทียนเป่ามีสีหน้าเคร่งขรึม บุรุษขี้เมาเห็นแล้วก็ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะพลิกจอกสุราในถาดมาวาง

                “จิบกันก่อนเถอะ สุราดีเช่นนี้ ช่วยให้พวกท่านผ่อนคลายได้”

                “ข้าเดาว่าเผ่าฝูซาไม่ได้เห็นด้วยกับการสวามิภักดิ์ต่อแคว้นหมิง”              ลี่เทียนเป่าเอ่ยพร้อมยกจอกสุราขึ้นมาจิบ

                “ถูกต้อง หัวหน้าจิ้นให้บุตรชายทั้งสองหมั้นหมายกับธิดาของชนเผ่าใหญ่อีกสองชนเผ่าในทุ่งหญ้ามังกร คาดว่าเป็นไปเพื่อหวังผนึกกำลัง หากพวกเขาสามารถขึ้นเป็นผู้นำห้าชนเผ่าได้ เห็นทียากจะเลี่ยงศึกชายแดน ซ้ำยังจะกลายเป็นศึกใหญ่ยิ่งกว่าเดิม” คนมาส่งข่าวคลึงจอกสุราในมือไปมา

                “เหล่าจี หากเป็นอย่างท่านซางว่า การแต่งงานของเจ้ากับกัวเอินถงก็ไร้ประโยชน์ต่อแคว้นหมิง ถึงวันนั้นเจ้าคงต้องไปกรำศึกที่ชายแดน หนักหนายิ่งกว่าการสู้รบที่ผ่านมาสี่ปีอีก”

                “ไม่ได้ จะปล่อยให้เกิดศึกชายแดนอีกไม่ได้ ที่ผ่านมาสี่ปี แม้ฝ่ายเราจะไม่มีสูญเสียชีวิตทหารแต่ก็มีผู้พิการและได้รับบาดเจ็บจนไม่อาจจะเป็นทหารได้อีกต่อไปจำนวนมาก งบทางการทหารมากมายสูญเปล่าไปในการสู้รบ แทนที่จะได้นำมาพัฒนาแคว้น ข้าต้องหาหนทางทำให้บิดาของกัวเอินถงยังคงเป็นผู้นำห้าเผ่าต่อไป”

                “ท่านแม่ทัพ ระยะหลังหัวหน้าเผ่ากัวไม่ค่อยออกมาจากเรือน ข้าสงสัยว่าอาการบาดเจ็บของเขาถูกปกปิดเอาไว้หลายปีแล้ว และตอนนี้อาจจะหนักหนามากขึ้นขอรับ”

                “แม้ว่าหัวหน้าเผ่ากัวจะบาดเจ็บหรือป่วยก็ยังมีบุตรชายคนโตอยู่มิใช่หรือ? เหตุใดกัวเยี่ยนสือจึงไม่ขึ้นเป็นผู้นำแทน?” ลี่เทียนเป่าจ้องหน้าท่านซางนิ่ง

                “นี่ก็คือเหตุผลที่ข้าต้องออกมาหาท่านแม่ทัพด้วยตนเอง คนภายนอกไม่รู้ว่ากัวเยี่ยนสือ บุตรชายคนเดียวของกัวเฉิงหัวหน้าเผ่าเหลียนซา จะออกจากถ้ำกักตนเฉพาะในตอนที่ออกรบกับกองทัพแคว้นหมิง  ท่านคงเห็นแล้วว่าชุดเกราะของเขาปิดหน้าเอาไว้มิดชิด เห็นเพียงลูกตา ถึงบัดนี้ยังไม่มีผู้ใดเคยเห็นใบหน้าปัจจุบันของกัวเยี่ยนสือเลย”

                จีหลุนถึงกับชะงัก “ถ้ำกักตัวหรือ? เพราะเหตุใดต้องกักตน?”

                “คนเผ่าเหลียนซาอ้างว่ากัวเยี่ยนสือต้องอยู่ในถ้ำเพื่อคงไว้ซึ่งพลังภายในอันแข็งแกร่ง แม่ทัพจี ท่านเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ที่มีทั้งวิชาเคลื่อนย้ายร่างประจำสกุลจีและยังมีพละกำลังค่อนข้างมากกว่าคนทั่วไปก็ยังไม่อาจเอาชนะกัวเยี่ยนสือได้ พวกท่านต่อสู้กันเกือบสี่ปี ท่านไม่สงสัยบ้างหรือ?”

                “ท่านซาง ถ้ำกักตัวที่ว่านั่น เป็นถ้ำอย่างไร?”

                “ถ้ำที่ว่านั่น เล่าขานกันในหมู่ชาวเผ่าเหลียนซาว่าเคยมีหินพลังจากท้องฟ้าตกเข้าไปในปากปล่อง ฝังลึกอยู่ข้างใน ผู้ที่อาศัยอยู่ในนั้นเพื่อฝึกวรยุทธ์จะสามารถซึมซับพลังของมันได้”

                “มิน่าเล่า กัวเยี่ยนสือผู้นี้จึงต้านทานข้าได้ ต่อสู้กันอยู่เป็นวันก็ไม่อาจรู้แพ้รู้ชนะ ได้แต่รามือแล้วนัดหมายกันใหม่ มิหนำซ้ำยัง....” จีหลุนนึกถึงการบาดเจ็บจนทำให้นกเขาไม่ขันของตนเอง นั่นก็เป็นเพราะกัวเยี่ยนสือ แต่โชคดีที่ได้กัวเอินถงมาช่วยรักษาให้

                “ข้าได้ยินว่ากัวเยี่ยนสือเคยทำให้ท่านบาดเจ็บสาหัสในการต่อสู้ครั้งแรกมิใช่หรือ?” ซางเหยียนถามถึงสิ่งที่เขาเคยสงสัย “ข้าได้ยินก็ยังแทบไม่เชื่อหู เพราะเคยได้ยินว่าท่านเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง เหตุใดแค่รบครั้งแรกก็แพ้เล่า?”

                ลี่เทียนเป่าชะงัก เขากลั้นหัวเราะจนหน้าแดง เหลือบมองไปทางสหาย

                “ท่านซาง ข่าวนี้คนในห้าเผ่าก็รู้ด้วยหรือ?”

                “ใช่ พวกทหารที่ติดตามคุณชายกัวออกรบกลับไปเซี่ยงซาวานก็พูดเรื่องที่แม่ทัพจีได้รับบาดเจ็บจนกลายเป็นข่าวดีครั้งใหญ่ พวกเขาถึงกับจัดงานเลี้ยงฉลองสามวันสามคืน ทว่ากัวเยี่ยนสือก็ไม่ได้ออกมาร่วมงาน มีเพียงหัวหน้าเผ่ากับคุณหนูกัวนั่งรถเข็นออกมาร่วมงาน”

                ใบหน้าของจีหลุนอึมครึมขึ้นหลายส่วน เขาทุบโต๊ะเสียงปัง จากนั้นก็กระดกสุราเข้าไปสองจอก ลี่เทียนเป่าจึงเป็นคนเล่าความจริงให้กับซางเหยียนฟัง

                “เป็นเช่นนี้นี่เอง ที่แท้ แม่ทัพจีก็เป็นนักรบผู้กล้า มีน้ำใจแม้กระทั่งกับศัตรู อย่างนั้นข้าก็สบายใจแล้วที่ท่านไม่ได้แพ้ให้กับกัวเยี่ยนสืออย่างที่ทุกคนเข้าใจ”

                “หึ! หากว่ากัวเอินถงไม่แอบมาสวามิภักดิ์ที่เมืองหลวงเสียก่อน ข้ากับกัวเยี่ยนสือต้องสู้กันจนรู้แพ้รู้ชนะแน่”

                “คุณหนูกัวมาอยู่ในสกุลจีแล้วเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”

                “ท่านซาง นี่ท่านเป็นห่วงนางอย่างนั้นหรือ?” ลี่เทียนเป่านึกประหลาดใจ

                “กัวเอินถงผู้นี้ เมตตาและดูแลคนในชนเผ่าเหลียนซาเป็นอย่างดี แม้ว่านางจะเป็นคนพิการแต่กลับช่วยงานบิดาอย่างแข็งขัน”

                “ซางเหยียน ท่านแน่ใจนะว่านางเป็นคนคอยช่วยงานบิดา? เหตุใดข้าจึงเห็นว่านางเป็นสตรีพิการอ่อนแอ?”

                “ท่านแม่ทัพเข้าใจผิดแล้ว แม้ว่านางจะนั่งรถเข็น แต่ข้าเคยเห็นนางต่อสู้กับคนร้ายที่คิดจะลอบฆ่านางมาแล้ว นางที่นั่งอยู่บนรถเข็น ขว้างกระบี่ปักเข้ากลางหัวใจของคนพวกนั้นถึงสามคนพร้อมกัน”

                จีหลุนกับลี่เทียนเป่าถึงกับกุมจอกสุราแน่น สตรีบนรถเข็นที่พวกเขาเห็นช่างแตกต่างจากเรื่องเล่าของซางเหยียนเหลือเกิน!

               **********

    ไรเตอร์แนะนำ...อีบุ๊กทั้ง 2 เล่ม วางจำหน่ายแล้วบน mebmarket


    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของแม่ทัพจี ที่คุณอ่าน