ลานสวนเมเปิ้ล!
ลานตั้งอยู่ทางทิศประจิมของสำนักดาราสวรรค์ที่แห่งนี้เป็นเขตซึ่งศิษย์ในสำนักมาฝึกวิชากันเป็นปกติ
คล้องกับชื่อ ที่แห่งนี้มีป่าเมเปิ้ลอยู่ด้วยทุกครั้งเมื่อย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง ใบเมเปิ้ลที่นี่จะแดงฉานราวกับเปลวไฟ ทั้งป่าราวกับทะเลเมเปิ้ลสีแดงดึงดูดเหล่าอาจารย์และศิษย์นับไม่ถ้วนให้มาดูชม
ลานสวนเมเปิ้ลเป็นลานไม้ที่สำนักดาราสวรรค์สร้างไว้
ประโยชน์ของลานไม้ที่ว่านี้คือเป็นค่ายกลให้ศิษย์ทั้งหลายได้ฝึกซ้อมดูความปราดเปรียวของการเคลื่อนไหวความคล่องแคล่วของร่างกาย รวมไปถึงการตอบสนองว่าว่องไวเพียงไหน...
ลานไม้ที่ใหญ่ที่สุดใช้ไม้จำนวนหลายพันต้นด้วยกัน ขนาดของไม้ไม่มีกฎตายตัวความยาวก็แตกต่างกันไป
ด้านล่างลานไม้ยังติดตั้งค่ายกลอันมหัศจรรย์ไว้ด้วย หากเปิดค่ายกลเมื่อใดมิติขอบเขตของลานไม้ทั้งลานจะเปลี่ยนแปรไม่หยุดนิ่ง ถึงเวลานั้นตำแหน่งของแท่นไม้จะเปลี่ยนได้ตามใจชอบ มิหนำซ้ำแม้แต่ใบหญ้า อิฐหิน และเม็ดทรายบนพื้นก็ยังเปลี่ยนเป็น ‘ศาสตราวุธลับ’ ที่มีพลังบุกโจมตีอีกด้วย
ส่วนเหล่าศิษย์ที่อยู่ในค่ายกลไม้จะต้องทรงตัวไปพร้อมกับหลบเลี่ยงศาสตราวุธที่จู่โจมเข้ามาจากมุมมรณะทุกรูปแบบ
ดูผิวเผินแล้วลานไม้นี้ดูไม่มีอะไรพิเศษ
แต่พอศิษย์มากมายล้มจากลานไม้จนหน้าบวมฉึ่งกันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วต่างก็ไม่กล้าดูเบาค่ายกลนี้อีกเลย
นอกจากค่ายกลลานไม้แล้ว สำนักดาราสวรรค์ยังมีพื้นที่ฝึกวิทยายุทธอื่นอีกเช่น ค่ายกลหุ่นทองแดงที่ไว้ฝึกความสามารถในการรับมือคู่ต่อสู้ ค่ายกลสังหารมายาที่ไว้ยกระดับพลังการต่อสู้ห้ำหั่นไหนจะค่ายกลหมื่นธนูที่ไว้ฝึกความเร็ว...
แน่นอนว่าศิษย์สำนักยุทธขั้นสูงทั้งหลายล้วนชอบ ‘ลานสัประยุทธ์’ เสียมากกว่า
เนื่องด้วยฉู่เหินไม่ทันได้ทำความเข้าใจเรื่องราวของสำนักดาราสวรรค์สักเท่าใดสิ่งที่เขาเข้าใจในสำนักยุทธขั้นสูงอื่นก็เป็นไปในทางภาพรวมเสียมากกว่า
เขาไม่รู้กระทั่งว่าสำนักดาราสวรรค์มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงไหน
เดินวนอยู่นานกว่าฉู่เหินจะตามหาลานสวนเมเปิ้ลเจอ
ผ่านแมกไม้เมเปิ้ลอันดกหนาไป ฉู่เหินก็มาถึงสถานที่รวมตัวศิษย์ของอาจารย์ซีหลานที่ซ่งเฉิงเลี่ยบอกกล่าวไว้ก่อนหน้านี้
บนลานอันกว้างขวางหลังคาเปิด ยังมีเวทีสูงทรงกลมตั้งวางไว้อยู่
เวทีสูงนั้นมีแท่นไม้เรียงรายหลายพันต้นด้วยกัน
แท่นไม้สีดำสนิท เรียงลำดับตามใจ ยาวที่สุดยาวกว่าสามเมตรสั้นที่สุดไม่ถึงหนึ่งเมตร
ค่ายกลยังไม่เปิด แท่นไม้จึงยังอยู่ในสภาพหยุดนิ่ง
ศิษย์ไม่น้อยฝึกเคลื่อนไหวร่างกายอยู่บนนั้นต่างคนต่างโงนเงนจนน่ากลัวว่าจะตกลงมา ผู้ที่คล่องตัวหน่อยก็จะจับคู่ฝึกรับท่าของกันและกัน...
ฉู่เหินมองมาแต่ไกลก็อดประหลาดใจไม่ได้
ความเร็วระดับนี้ดูเหมือนจะง่ายดาย แต่ถ้าให้ทำขึ้นมาจริงๆ อย่างไรก็ไม่ง่ายเลยลานไม้ที่หยุดนิ่งก็ยังมีคนทรงตัวไม่อยู่ เกิดเปิดค่ายกลขึ้นมาไม่ล้มกันระเนระนาดหมดหรือ
“เฮ้ ศิษย์พี่ฉู่เหิน ทางนี้...”
ทันใดนั้น เสียงอันก้องใสดังแว่วมา
ฉู่เหินมองไปตามเสียง เห็นเด็กหนุ่มหน้าตาสะสวยท่าทางตุ้งติ้งคนนั้นนั่นเอง
คนผู้นี้คือหนึ่งในศิษย์สายตรงทั้งสามของอาจารย์ซีหลานในปีนี้ฉู่เหินจำนามอีกฝ่ายได้ นามว่าหลี่ฮุนเย่!
ปีนี้อาจารย์ซีหลานเสนอชื่อศิษย์สายตรงเพียงสามคนเท่านั้นยามนั้นนางได้ให้ศิษย์อันดับหนึ่งของนางอย่างเหอชิงหยวนรับหน้าที่ใช้ตัวหมากคัดเลือกศิษย์ในลานเจ็ดดาว
ภายหลังจึงได้สามคนนี้มา ได้แก่ ฉู่เหิน หลี่ฮุนเย่ และดรุณีอีกคนนามว่าโจวลู่
...
อีกห้าหกคนยืนอยู่ข้างหลี่ฮุนเย่ ผู้หญิงนามว่าโจวลู่ก็อยู่ในนั้นด้วยแต่เหอชิงหยวนผู้นั้นกลับไม่ได้อยู่ที่นี่
ใครก็รู้กันดีว่าศิษย์ในอาณัติของอาจารย์ซีหลานนั้นมีจำนวนน้อยที่สุดแล้ว
แต่พลังโดยรวมกลับแกร่งที่สุดเสียนี่
บางส่วนฝึกฝนที่ด้านนอกบางส่วนเก็บตนฝึกวิชา...ดังนั้นหากมิใช่ในโอกาสพิเศษอาจารย์ซีหลานย่อมจะไม่เรียกรวมพลศิษย์ทั้งหมดใต้อาณัติ
“ศิษย์พี่ฉู่เหิน ท่านมาเสียทีนะ” หลี่ฮุยเย่ทักทายอย่างเป็นไมตรี
ฉู่เหินยิ้มเล็กน้อยเป็นเชิงตอบรับ
“เฮอะๆ เป็นแค่ศิษย์ใหม่ หน้าใหญ่ดีจริงนะ สำคัญตัวเองมากนักหรือไร?”เสียงเหน็บแหนมดังเสียดแทงโสตประสาทขึ้นกะทันหัน
ผู้พูดนั้นคือบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงยาวหล่อเหลาไม่หยอก
แต่ทว่าหว่างคิ้วของเขากลับมีแต่แววเย้ยหยัน
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าตัวพูดเหน็บแหนมฉู่เหิน
หนุ่มสาวที่เหลือต่างก็เข้ามาชมเฉกเช่น ‘ดูละคร’
ฉู่เหินไม่ขุ่นเคืองอันใด กอดอกหลวมๆ พลางตอบ“ศิษย์พี่ท่านนี้สั่งสอนได้ดียิ่ง ศิษย์น้องด้วยต้องเสาะหาศาสตราวุธจึงมารายงานตัวกับอาจารย์ซีหลานช้าจนเกินไปหวังว่าศิษย์พี่หญิงศิษย์พี่ชายทุกท่านจะให้อภัย”
ความจริงแล้วเป็นเหอชิงหยวนต่างหากที่ให้ฉู่เหินจัดการเรื่องอาวุธให้เรียบร้อยก่อนค่อยมารายงาน
แต่ใครจะรู้เล่าว่าหอกเงามืดนั้นแทบจะผลาญหินผลึกหยวนทั้งหมดที่ฉู่เหินมีฉู่เหินจึงจำเป็นต้องเดินทางไปยังเทือกเขาไร้กระดูกเพื่อสังหารสัตว์ปีศาจและสำเร็จภารกิจที่เครือการค้าประคองเมฆมอบหมายให้
ด้วยเหตุนี้ถึงได้มารายงานตัวเป็นศิษย์ใหม่กับอาจารย์ซีหลานช้าจนเกินไป
ฉู่เหินรู้ดีว่าอาจารย์ซีหลานมีตำแหน่งเช่นไรในสายตาของศิษย์สำนักดาราสวรรค์ทั้งปวงเขาไม่ปรากฏตัวเลยตลอดหนึ่งเดือนย่อมจะทำให้บางคนไม่พอใจเป็นธรรมดา
แต่กงการเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องดึงดัน ฉู่เหินออกปากขอโทษเองนี่แหละเหมาะสมที่สุดแล้ว
...
กระนั้นชายหนุ่มผู้นั้นดูจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำขอโทษของฉู่เหินสักเท่าใดนัก
เขายังหัวเราะเยาะเย้ยอีกว่า “ตั้งนานกว่าจะจัดการเรื่องอาวุธเสร็จสิ้นช่างมีประสิทธิภาพในการทำงานที่ ‘เร็ว’ ดีจริง คนที่ไม่เห็นหัวใครเลยเยี่ยงเจ้า ควรค่าพอเป็นศิษย์สายตรงของอาจารย์ซีหลานหรือ?ข้าว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องมาอีกแล้ว ไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า”
“อู่เจ๋อ พูดแค่สองประโยคก็พอแล้ว”
ศิษย์สาวมัดหางเปียสวมชุดสีน้ำเงินรู้สึกว่าอีกฝ่ายพูดจารุนแรงเกินไปจึงมองฉู่เหินแล้วบอก“แค่ศิษย์ใหม่เท่านั้นเอง ทำผิดพลาดบ้างมันเรื่องธรรมดา”
“ใช่แล้วขอรับ ศิษย์พี่อู่เจ๋อ ศิษย์พี่หญิงหลิ่วเยว่พูดถูกที่สุดท่านอย่าต่อว่าศิษย์พี่ฉู่เหินเลย”หลี่ฮุยเย่ข้างกันพูดแทนฉู่เหินอีกสองสามประโยคไปด้วย
ความจริงแล้วหลี่ฮุยเย่กับฉู่เหินไม่ได้สนิทสนมกัน
แต่อย่างไรเสียก็เป็นศิษย์ใหม่ของปีนี้ด้วยกันผนวกกับเมื่อครั้งศิษย์เลือกอาจารย์นั้นฉู่เหินได้ประมือกับหลินเทาที่ลานเจ็ดดาวเพราะแย่งชิงตำแหน่งกันมาก่อน
ภาพฉู่เหินกำราบหลินเทาศิษย์อันดับหนึ่งของปียังตราตรึง
หลี่ฮุยเย่เองก็ชื่นชมฉู่เหินเพราะเหตุนี้แต่ศิษย์ใหม่อีกคนอย่างโจวลู่กลับเบ้ปากยืนอยู่ด้านข้างไม่พูดอะไร
...
“ฮึ เด็กใหม่ เหตุผลแค่นี้คงใช้เป็นข้อแก้ตัวที่ทำผิดได้หรอกนะ”
อู่เจ๋อไม่ยอมเลิกราไม่พอ ยังจ้องฉู่เหินอย่างเย็นยะเยือกแกมออกคำสั่ง“อาจารย์ซีหลานไม่ต้องการศิษย์เยี่ยงเจ้าเจ้าเองก็ไม่สมควรจะเป็นศิษย์ของอาจารย์ซีหลาน รีบไสหัวไปเสีย!”
“เหอะๆ หากข้าไม่มีสิทธิ์จริง กลัวว่าศิษย์พี่อย่างเจ้าก็คงไม่ดีไปกว่ากันสักเท่าไรกระมัง?”
น้ำคำแสนเบาและเย็นดลให้ทุกผู้ทุกนามตกใจเห็นเพียงฉู่เหินคลี่ยิ้มพิมพ์ใจบนใบหน้า
ฟังคำกระทบกระเทียบเสียดสีติดต่อกันเช่นนี้ เป็นใครๆก็ไม่อาจมองข้ามได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะเมื่อฉู่เหินขอโทษไปแล้วอีกฝ่ายกลับยังราวีไม่เลิก ฉู่เหินก็ถึงเวลาต้องโต้กลับเสียที
“เจ้าว่าอะไรนะ?” อู่เจ๋อสีหน้ามืดมนลงทันใด
“เหอะๆ ข้าจะไสหัวหรือไม่ไสก็ไม่ใช่กงการที่เจ้าจะมาตัดสินอาจารย์ซีหลานจะต้องการข้าหรือไม่ต้องการ ก็ต้องให้นางเป็นผู้ตัดสินไฉนเล่าจะต้องการให้เจ้ามาเจ้ากี้เจ้าการอยู่ที่นี่? ศิษย์พี่ท่านนี้จะสำคัญตนผิดไปหน่อยแล้วกระมัง?”
น้ำคำอันเรียบนิ่งแฝงไว้ด้วยความดูถูกและเหยียดหยาม
ฉู่เหินไม่อาจยอมอ่อนข้อต่อคนผู้เอาขนไก่ไปทำลูกศรเย่อหยิ่งจองหองเช่นนี้เป็นอันขาด
พวกหลิ่วเยว่ หลี่ฮุยเย่ โจวลู่ เป็นต้น ต่างก็หน้าเปลี่ยนไปตามๆ กันไม่มีใครคาดคิดว่าฉู่เหินจะกล้าต่อปากต่อคำกับอู่เจ๋อ
ศิษย์คนอื่นรอบลานสวนเมเปิ้ลก็เริ่มหันเหความสนใจมาทางนี้แล้ว
สายตาพิลึกพิลั่นอันประหลาดใจเต็มทีมองตรงมา
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“ไม่รู้สิ เหมือนศิษย์พี่อู่เจ๋อกับฉู่เหินจะโต้เถียงกันแล้ว”
“ไม่กระมัง! ศิษย์พี่อู่เจ๋อถูกเด็กใหม่ด่าเข้าหรือนี่?”
...
เมื่อสัมผัสได้ถึงแววตาอยากรู้อยากเห็นรอบด้านแล้วเปลวเพลิงในใจอู่เจ๋อก็ลุกโชนพลุ่งพล่าน เด็กใหม่แต่กลับกล้าลูบคมตนต่อหน้าสาธารณะหรือ?น่าอับอายสิ้นดี
อากาศธาตุเต็มไปด้วย ‘กลิ่นดินปืน’ บรรยากาศหนาววูบถึงจุดเยือกแข็ง
“ศิษย์พี่ฉู่เหิน รีบขอโทษศิษย์พี่อู่เจ๋อเร็วเข้าเขาจะได้ไม่ทำให้พี่ลำบากใจ” หลี่ฮุยเย่แนะ
“ไม่จำเป็น” อู่เจ๋อสะบัดแขนเสื้อด้วยความโกรธ ชี้หน้าฉู่เหินแล้วด่าทอ“วันนี้ข้าจะสั่งสอนเจ้าให้รู้ในฐานะศิษย์พี่ว่าอะไรที่เรียกว่าเคารพครูบารักษาหลักการ”
“ฮึ!” ฉู่เหินแค่นหัวเราะ“ดูจากที่เจ้ากระแนะกระแหนข้าไม่เลิกรามาตั้งนาน เข้าใจคำว่าเคารพผู้อื่นด้วยหรือ?”
“หุบปาก!”
อู่เจ๋อโมโหจัด พลานุภาพปราณสาดซัดอบอวลจากในร่าง พวกหลิ่วเยว่ หลี่ฮุยเย่และโจวลู่ข้างกันถอยหนี
พลันนั้น อู่เจ๋อเงื้อฝ่ามือตบเข้าหาหน้าฉู่เหิน
“นอนลงไปเสีย!”
“ฮึ!” ฉู่เหินเพ่งมองพลังหยวนแท้หนักหนาอบอวลออกจากร่าง เหวี่ยงแขนฟาดรับการบุกของอีกฝ่ายซึ่งๆ หน้า
เพี้ยะ!
พลังฝ่ามือทั้งสองปะทะเข้าหากันอย่างหนักหน่วงพลังหยวนแท้แตกซ่านเบ่งบานจากช่องว่างระหว่างกลาง ลูกหลงกระแสอากาศปั่นป่วนดลให้ใบเมเปิ้ลที่กองกันอยู่ปลิวว่อน
ท่ามกลางสายตาตกตะลึง ฉู่เหินกับอู่เจ๋อต่างถอยหลังกันไปคนละสองสามก้าว
“เจ้าเด็กนั่นรับพลังฝ่ามือของศิษย์พี่อู่เจ๋อได้อย่างนั้นหรือ?” เสียงอุทานดังมาจากฝูงชน
“เจ้าเด็กนี่ ศิษย์พี่อู่เจ๋อพลังระดับเชื่อมหยวนขั้นสามเชียวนะ”
...
อู่เจ๋อเองก็ประหลาดใจที่ฉู่เหินรับฝ่ามือของตนได้โดยไม่พ่ายเช่นกัน
“ฮึ ไม่นึกเลยว่าจะพอมีน้ำยา มิน่าเล่าถึงได้อหังการนัก?”
“ขอบพระคุณที่เอ่ยชม ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าจะมีความอดทนอดกลั้นน้อยนิดเพียงนี้เห็นทีว่าในบรรดาศิษย์สายตรงของอาจารย์ซีหลานเจ้าคงจะเป็นพวกชั้นล่างที่สุดกระมัง” ฉู่เหินตอบกลับเย็นชา
อู่เจ๋อโกรธเกรี้ยว เขาชี้หน้าฉู่เหินแล้วประกาศิต “ไอ้ชั้นต่ำ ปากดีนักนะกล้าขึ้น ‘ค่ายกลไม้’ กับข้าหรือไม่?”
“คิดว่ากลัวหรือไร?”
………………………..