ภายในสนามประลองกลางเมืองฟ้าคราม การประลองในกลุ่มที่หนึ่งได้จบลงไปแล้ว เสี่ยวฟ่านและตงห่าวเป็นผู้ที่ชนะและได้ผ่านเข้าสู่รอบถัดไป ซึ่งหลังจากที่การประลองในกลุ่มที่หนึ่งได้จบลง การประลองในกลุ่มที่สองเองก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น
ในกลุ่มที่สองนี้ ผู้ที่น่าจับตามองคือเด็กสาวสองคนที่มีพลังอยู่ในขอบเขตหลอมกายา คนหนึ่งคือหลันหลัน ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือเยว่เหนียงจากสถาบันฟ้าคราม นอกนั้นต่างก็อยู่ในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบกันหมด
“เริ่มได้!”
เสียงประกาศเริ่มการประลองในกลุ่มที่สองดังขึ้น หลันหลันและต้าถงไล่จัดการตัวแทนจากสถาบันอื่น ๆ ไปที่ละคนสองคน ด้านคู่ของเยว่เหนียงเองก็เช่นกัน ทำให้จำนวนคนบนสนามประลองเริ่มลดลงมาเรื่อย ๆ และด้วยความแข็งแกร่งของเด็กสาวทั้งสอง ผ่านไปไม่นาน ก็เหลือเพียงแค่ตัวแทนจากสถาบันฟ้าคราม และตัวแทนจากสถาบันใบเขียวเพียงแค่สี่คนเท่านั้น
การห่ำหันกันระหว่างอัจฉริอันดับหนึ่งของสถาบันใบไม้เขียวและสถาบันฟ้าครามนั้น ทำเอาผู้ชมที่ดูอยู่ต่างก็รู้สึกตื่นเต้น แม้ระดับพลังของหลันหลันจะต่ำกว่าอยู่เล็กน้อย แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ เหมือนอย่างการประลองในกลุ่มที่หนึ่ง ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าพี่น้องหยังฉาจะพ่ายแพ้ให้กับผู้ที่มีระดับพลังที่ต่ำกว่า
บนสนามประลอง เยว่เหนียงเป็นฝ่ายเริ่มลงมือก่อน เธอวาดฝ่ามือที่แฝงเอาไว้ด้วยพลังลมปราณธาตุความมืดอย่างคล่องแคล่ว เล็งโจมตีไปที่ต้าถงเป็นคนแรก
ด้วยขอบเขตพลังที่แตกต่างกัน สำหรับต้าถงแล้ว ฝ่ามือของเยว่เหนียงนั้นถือว่ารวดเร็วมาก มันพุ่งตรงเข้ามาที่ลำตัวก ก่อนจะเลี้ยวขึ้นมาที่บริเวณศีรษะ ทำเอาต้าถงที่มัวแต่ป้องกันบริเวณลำตัว ไม่สามารถยกมือขึ้นป้องกันศีรษะของตนเอาไว้ได้ทัน
ฝ่ามือของเยว่เหนียงใกล้จะถูกศีรษะของต้าถง หลันหลันได้พุ่งตัวเข้ามา ใช้ฝ่ามือของตน ปกป้องต้าถงเอาไว้ได้แบบฉิวเฉียด
ปึก! ปึก!
เมื่อรอดจากการโจมตีของเยว่เหนียงมาได้ ต้าถงรีบกระโดดถอยออกมา และเริ่มทำการโจมตีคู่หูของเยว่เหนียง
แม้ต้าถงและคู่หูของเยว่เหนียงจะเป็นสายสถิตวิญญาณและมีระดับพลังเท่ากัน แต่ต้าถงนั้นมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด เขาสามารถรุกไล่จนอีกฝ่ายนั้นได้แต่ถอยร่น แต่เมื่อถึงคราวที่เขาจะสามารถจัดการกับอีกฝ่ายได้ ทุกครั้งเยว่เหนียงต้องพุ่งเข้ามาขัดขว้างเอาไว้ และต้าถงเองก็เกือบต้องพลาดท่าให้กับนางอีกด้วย ยังดีที่หลันหลันเองก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเอาไว้ได้ทัน
การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างดุเดือด แม้เยว่เหนียงจะมีระดับพลังที่เหนือกว่าหลันหลัน แต่ทั้งสองกลับสู้กันได้อย่างสูสี เหมือนกับว่า...ทั้งสองยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดที่มีอยู่ เก็บซ่อนความสามารถที่แท้จริงของตนเอาไว้ใช้ในรอบถัดไป
ปึก! ปึก! ปึก!
หลันหลันและเยว่เหนียงประมือกันไปได้หลายกระบวนท่า ถึงภายนอกอาจจะดูสูสี แต่เยว่เหนียงก็เริ่มไล่ตามการเคลือนไหวของหลันหลันได้ไม่ทัน เมื่อเยว่เหนียงช้าไปหนึ่งจังหวะ หลันหลันฉีกตัวพุ่งเข้าใส่คู่หูของเยว่เหนียง
ฝ่ามือกลีบบุปผา!
เยว่เหนียงรู้ตัวว่าไม่อาจช่วยคู่หูของตนได้ทันการ เธอจึงเปลี่ยนเป้าหมาย วิ่งเข้าไปประชิดตัวของต้าถง
ฝ่ามือหวนราตรี!
ปัก!
ฝ่ามือของเยว่เหนียงซัดเข้าที่กลางอกของต้าถง แม้ต้าถงจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงใด แต่ด้วยระดับพลังที่แตกต่างกันถึงสองระดับ เขาถูกซัดจนหงายหลัง และไม่สามารถลุกขึ้นมาต่อสู้ได้อีก
ปัก!
ส่วนอีกฝากหนึ่ง หลันหลันเองก็ได้ซัดฝ่ามือเข้าใส่คู่หูของเยว่เหนียงจนล้มลงเช่นกัน ทำให้ในกลุ่มที่สองนั้น หลันหลันและเยว่เหนียงคือผู้ที่ผ่านเข้าสู่รอบถัดไป ซึ่งก็เป็นตามที่ทุกคนได้คาดการณ์ไว้
เมื่อการประลองในกลุ่มที่สองจบลง จ้าวเฉิน ปิงหยุนและตัวแทนที่อยู่ในกลุ่มที่สามก็ได้ก้าวขึ้นสู่สนามประลอง
ตัวแทนแต่ละคนในกลุ่มที่สาม มีระดับพลังที่สูสีกันมาก นอกจากจ้าวเฉินที่อยู่ในขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่เก้าเพียงคนเดียวแล้ว ทุกคนตีรงก็อยู่ระดับที่สิบกันหมด ทำให้เหล่าผู้ชมไม่อาจคาดเดาได้เลย ว่าใครจะเป็นผู้ชนะของกลุ่มที่สาม
ปิงหยุนเดินตามหลังจ้าวเฉินขึ้นสู่สนามประลองด้วยสีหน้าที่ตั้งอกตั้งใจ เนื่องจากเขาได้หมายตาอันดับที่หนึ่งในงานประลองหกสถาบันนี้ไว้ แม้โอกาสที่เขาจะได้เป็นอันดับหนึ่งจะมีอยู่ไม่มาก เขาก็อยากที่จะลองดู เพราะถ้าเขาได้ที่หนึ่งในงานนี้ เขาก็ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องกฎยุวชนผู้สืบทอดอีกต่อไป
จ้าวเฉินที่ยืนอยู่บนสนามประลอง สายตาของเขาได้สอดประสานกับเจียงหวู่ฉาง ตัวแทนของสถาบันลมวสันต์ผู้หนึ่ง
จ้าวเฉินจดจำเจียงหวู่ฉางผู้นี้ได้ อีกฝ่ายคือคนที่เดินสวน ขณะที่พวกเขากำลังเดินชมตลาดอยู่ตอนนั้น แม้ระดับพลังของอีกฝ่ายจะอยู่แค่ขอบเขตกำเนิดลมปราณระดับที่สิบ แต่ลางสังหรณ์ของจ้าวเฉินกลับบอกว่า ความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายนั้น อาจจะเหนืองเยว่เหนียงและมู่ป๋ายเลยทีเดียว
เมื่อตัวแทนทุกคนยืนอยู่บนสนามประลอง เสียงประกาศก็ดังขึ้น “การประลองในกลุ่มที่สาม เริ่มต้นได้!”
การประลองในกลุ่มที่สามได้เริ่มต้นขึ้น เนื่องจากตัวแทนทุกคนมีระดับพลังที่สูสีกัน ตัวแทนแต่ละคนต่างก็เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตัวเอง พวกเขาบุกเข้าโจมตีตัวแทนคนอื่น ๆ ไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงต่อผู้ใดเลย
จ้าวเฉินและปิงหยุนกำลังรับมือกับสองตัวแทนจากสถาบันวารีอัสดงที่พุ่งเข้ามาโจมตี จ้าวเฉินทำการเรียกหมาป่าขนเทาออกมาช่วยต่อสู้ ปิงหยุนใช้ฝ่ามือที่เย็นดุจน้ำแข็งในการปัดป้องการโจมตี ซึ่งผ่านไปไม่กี่กระบวนท่า ตัวแทนทั้งสองคนจากสถาบันวารีอัสดงก็เริ่มตกเป็นรอง
ด้วยความแข็งแกร่งของทั้งคู่ บวกกับหมาป่าขนเทาที่คล่องแคล่วว่องไว จ้าวเฉินและปิงหยุนก็สามารถจัดการกับคนของสถาบันวารีอัสดงได้สำเร็จ ทำให้ตอนนี้นอกจากพวกเขาทั้งสองแล้ว บนสนามประลองก็เหลือตัวแทนจากสถาบันอื่น ๆ อีกเพียงแค่สามคน เป็นตัวแทนจากสถาบันเขี้ยวศิลาสองคน และเจียงหวู่ฉางจากสถาบันลมวสันต์อีกหนึ่งคน
สำหรับตัวแทนจากสถาบันเขี้ยวศิลาแล้ว ตัวแทนจากสถานบันลมวสันต์ที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวย่อมไม่ใช่ปัญหา พวกเขาต้องจัดการกับตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียวที่เหลืออยู่สองคนก่อน โดยเป้าหมายที่พวกเขาเลือกกำจัดเป็นอันดับแรกก็คือโม่เฟิง
โม่เฟิงกับหมาป่าขนเทากำลังรับมือกับตัวแทนของสถาบันเขี้ยวศิลาอยู่ถึงสองคน ซึ่งในขณะที่เขากำลังรับมือกับสองคนนี้อยู่ เขาก็เห็นปิงหยุนวิ่งเข้าไปโจมตีเจียงหวู่ฉางจากสถาบันลมวสันต์ ทำเอาเขาถึงกับต้องรีบตะโกนห้ามออกมา
“อย่า..!”
เสียงตะโกนของจ้าวเฉินนั้นช้าไป รอบกายของปิงหยุนมีละอองน้ำจับตำขึ้นเป็นเกล็ดน้ำแข็ง พวกมันลอยเข้าหาเจียงหวู่ฉางตามคำสั่งของปิงหยุน
ฝนเกล็ดน้ำค้าง!
เจียงหวู่ฉางมองเกล็ดน้ำแข็งของปิงหยุนด้วยใบหน้าที่สงบนิ่ง เริ่มเคลื่อนฝ่ามือที่ห่อหุ้มเอาไว้ด้วยพลังลมปราณของตนเป็นวงกลม รับฝนเกล็ดน้ำค้างของปิงหยุนอย่างนุ่มนวล
หยางเท่ากับหยิน!
ยามที่ฝนเกล็ดน้ำกระทบเข้ากับพลังลมปราณที่ถูกห้อหุ้มเอาไว้บนฝ่ามือของเจียงหวู่ฉาง มันถูกชักนำให้ลื่นไหลไปตามทิศทางที่ฝ่ามือทั้งสองข้างของเขานั้นได้ลากไป
“ได้ยังไงกัน!”
ปิงหยุนรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เปิดโอกาสให้เจียงหวู่ฉางเป็นฝ่ายโจมตีสวนกลับ
หยินเท่ากับหยาง!
ฝนเกล็ดน้ำค้างของปิงหยุนถูกฝ่ามือของเจียงหวู่ฉางชักนำให้พุ่งกลับเข้ามาหาปิงหยุน
ฟิ้วว!
ปิงหยุนเตรียมตัวจะหลบ แต่ทว่า...ฝนเกล็ดน้ำค้างที่พุ่งกลับเข้ามานั้น มันทั้งรวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าเดิมเป็นสองเท่า ทำให้ปิงหยุนนั้นยากที่จะหลบได้หมด เขาจึงรับฝนเกล็ดน้ำค้างเข้าไปอยู่หลายที
ฉึบ ฉึบ ฉึบ!
ปิงหยุนที่รับฝนเกล็ดน้ำค้างเข้าไปหลายที ร่างกายชะงักงัน เจียงหวู่ฉางจึงได้สาวเท้าเข้าประชิด ใช้ลำตัวข้างซ้ายกระแทกร่างของปิงหยุนจนลอยตกขอบสนามประลอง
“ไม่จริงน่า ปิงหยุนตกรอบ?” เสี่ยวฟ่านขยี้ตา ไม่อยากจะเชื่อว่าปิงหยุนจะพ่ายแพ้ให้กับผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน
จ้าวเฉินมองเห็นเห็ตการณ์ทุกอย่าง ถึงเขาจะรีบเรียกสัตว์อสูรตนที่สอง เสือโคล่งเนตรอัคคีออกมาช่วยต่อสู้ แต่กว่าเขาจะจัดการกับตัวแทนของสถาบันเขี้ยวศิลาทั้งสองคนลงได้ ปิงหยุนก็ได้พ่ายแพ้ไปก่อนแล้ว
เมื่อบนสนามเหลือตัวแทนอยู่เพียงแค่สองคน เสียงประกาศผู้ชนะก็ดังขึ้น “การประลองในกลุ่มที่สามสิ้นสุดลง จ้าวเฉินและ....ผ่านเข้าสู่รอบ 8 คนสุดท้าย”
เห็นสีหน้าของปิงหยุนที่กำลังผิดหวังกับตัวเอง จ้าวเฉินจึงเดินเข้าไปหา “เจ้าอย่าได้คิดมาก ความแข็งแกร่งของเจียงหวู่ฉางผู้นี้ แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะได้”
คำพูดของจ้าวเฉินทำให้ปิงหยุนรู้สึกดีขึ้นมาก หากจ้าวเฉินยังถึงกับบอกว่าตนเองก็อาจจะไม่สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ การที่เขาพ่ายแพ้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอายเลย แต่ตอนนี้เขาก็ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้วว่า ซักวันเขาจะต้องเหนือกว่าเจียงหวู่ฉางผู้นี้ให้ได้
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ