“มันน่าเจ็บใจนัก!!”
เสียงเจ้าลูกหมาป่าโลหิตเอ่ยด้วยความแค้น พลางใช้สี่เท้ากระโดดลงบนที่นอนของเรนเดล มันแยกเขี้ยวคำรามด้วยความเจ็บใจ หลังจากเรนเดลเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
“บอกตามตรงว่าฉันเองก็แปลกใจ” เรนเดลกล่าว “ร่างใหม่ที่ฉันอาศัยอยู่นี้ ดูท่าจะเป็นคนใจเย็นมากๆ มากเสียจนอาจจะกลายเป็นคนขี้ขลาดได้ ถ้าไม่มีพลังของฉันอยู่”
“ไม่เหมาะกับอาร์กัสเลย” เจ้าลูกหมาป่าโลหิต ซึ่งมีนามว่าดาร์ดเนสกล่าว “ถ้าเป็นอาร์กัสเมื่อชาติที่แล้ว จะไม่มีทางสนใจนังผู้หญิงที่มาขัดขวางแน่ๆ เพราะเจ้าร่างใหม่นี่มันรักนังไอรินแบบไม่ลืมหูไม่ลืมตายังไงล่ะ”
“ไม่จริงหรอกครับ” คราวนี้เป็นเสียงของเจ้าจิ้งจอกขาวกล่าว ที่เรนเดลตั้งชื่อให้มันว่าสโนว์ “เพราะว่าเรนเดลเป็นผู้ชายที่เปี่ยมไปด้วยจิตใจอันอ่อนโยน และมีเมตตาต่างหาก ตัวตนของข้าถึงได้กำเนิดขึ้นมาจากพลังของเขาน่ะครับ”
“นั่นสินะ” ลูกหมาป่ากล่าว “ถ้านับตามจริง นายถือว่าเป็นสัตว์ภูติที่แท้จริงของเรนเดล ส่วนใหญ่เป็นสัตว์ภูติที่มาทำพันธสัญญาที่หลัง หวังว่านายจะไม่มีนิสัยใจอ่อนแบบเรนเดลล่ะ”
“ขอโทษพวก” เจ้าจิ้งจอกสโนว์กล่าว “นายสังเกตุไหม ว่าขนของฉันสีขาวแต่กลับมีพลังของธาตุมืด ซึ่งจุดเด่นของธาตุมืดคือสีดำ...มันบ่งบอกถึงจิตใต้สำนึกของเจ้าของร่างยังไงล่ะ”
“ว่ามีความขัดแย้งกันเอง” เรนเดลกล่าวต่อจนจบ “แต่มันจะแค่ช่วงนี้เท่านั้นล่ะ”
เรนเดลมองนาฬิกาบนหัวเตียง เขาพบว่าตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว ทั้งเซร่า โคโตโนฮะ และโจแอนนาต่างตั้งใจเก็บเกี่ยวเรียนรู้เวทมนตร์จากเขาอย่างเต็มที่ กว่าทั้งสามจะยอมเลิกฝึกฝนก็ปาไปถึงสองทุ่ม
และผลการฝึกสอนของเรนเดลก็ดีเกินคาด ทั้งสามคนสามารถร่ายเวททุกบทของพวกเธอเอง โดยไม่จำเป็นต่องกล่าวบทเวทได้แล้ว บางบทถึงแม้จะต้องกล่าว ก็เป็นการกล่าวบทคัดย่อสั้นๆ ที่กินเวลาไม่เกินห้าวินาทีเท่านั้น
พวกเธอทั้งสามเน้นโจมตีฉาบฉวยและรวดเร็ว และสามารถสู้ประชิดแบบใช้ศิลปะการต่อสู้ผสมได้บ้าง แม้ว่าเซร่าและโจแอนนาจะยังทำได้ไม่ดีนัก เนื่องจากพวกเธอทั้งสองไม่มีพื้นฐานของมวยมาก่อน ส่วนโคโตโนฮะนั้นคือดาวจรัสแสงที่แท้จริง เธอทำตามที่เรนเดลสอนได้ทุกอย่าง และบางอย่างเธอต่อยอดได้เองโดยที่เรนเดลไม่ได้สอน เรนเดลคิดว่าโคโตโนฮะจะสามารถเป็นจอมเวทเจ็ดดาราธาตุสายฟ้าได้แน่ๆ ไม่ว่านิโคลัสจะซ่อนอะไรอยู่ก็ตาม หากทั้งสองต้องประลองกันเพื่อชิงตำแหน่ง
“เราจะร่ายบทเวทเพื่อหวังผลของมันก็ต่อเมื่อมั่นใจว่าได้เปรียบ หรือไม่มีอะไรมาขัดขวางแล้วเท่านั้น...การโจมตีที่รวดเร็วและได้ผล ย่อมดีกว่าการโจมตีที่รุนแรง แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้ หรือตายก่อนจะใช้”
นี่คือสิ่งที่เรนเดลสอนทั้งสามสาว แรกๆโจแอนนากับโคโตโนฮะค่อนข้างอึดอัด ที่พลังเวทของพวกเธอเบาลงจนเหลือแค่หนึ่งส่วนสี่ บางเวทลดลงมาเหลือหนึ่งส่วนสิบ แต่เมื่อเรนเดลลองให้แต่ละคนสู้กับเซร่าที่ผ่านการฝึกคัดย่อบทเวท หรือไม่ต้องร่ายบทเวทได้แล้ว พวกเธอทั้งสองคนพบว่าเซร่าโจมตีพวกเธอได้ก่อนเสมอ และหากเป็นการต่อสู้จริง พวกเธอคงจะแพ้เซร่าอย่างแน่นอน
“ฉันเคยคิดมาตลอดนะเซร่า” โจแอนนากล่าวกับเซร่าหลังพักการฝึกซ้อม “ว่าเธอมันหัวช้า และไม่มีทางเป็นจอมเวทได้แน่ๆ แต่วันนี้ฉันเข้าใจแล้วล่ะ...ว่าฉันคิดไปเอง”
“โจแอนนา เธอน่ะเรียนรู้ไวนะ” เซร่ากล่าวพลางส่งยิ้มให้พี่สาวต่างแม่ “ฉันใช้เวลาถึงหนึ่งวันในการทำความเข้าใจการคัดย่อบทเวท แต่เธอกลับใช้เวลาแค่สองชั่วโมง และครึ่งชั่วโมงในการฝึกใช้เวทโดยไม่ต่องร่าย”
“นั่นเพราะฉันมีอาจารย์พิเศษสอนตั้งแต่สามขวบ ในขณะที่เธอไม่เคยมี” โจแอนนากล่าวก่อนจะรับน้ำดื่มจากโคโตโนฮะ ที่ไปกดมาจากตู้หยอดเหรียญ ซึ่งมีราคาถึงขวดละสิบเหรียญทองแดง จากปกติมันมีราคาเพียงสามเหรียญทองแดงเท่านั้น ราคาที่เกินมาเป็นค่าบำรุงตู้น้ำที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า จากเทคโนโลยีที่สาบสูญ และค่าการตลาดจากของแปลกใหม่
“คุยไรกัน พี่น้องคู่นี้” โคโตโนฮะกล่าวแทรก ก่อนจะมานั่งข้างๆ “ฉันคุยด้วยคนสิ”
“กำลังคุยเรื่องที่เรนเดลอาจจะชอบเธอน่ะ คุณไทจิ” โจแอนนากล่าวพลางยิ้มแบบแปลกๆ “ไม่สังเกตุหรือ ว่าเขามองเธอมากกว่าพวกฉันอีกนะ”
โคโตโนฮะหน้าแดงระเรื่อ กล่าวจะไอเบาๆเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องที่เธอได้ยิน
เรนเดลมองดูสามสาวอยู่ห่างๆ เขายิ้มอย่างมีความสุข ก่อนจะตะโกนเรียกให้สามสาวมาฝึกซ้อมต่อ แน่นอนว่าเขาฝึกพวกเธอถึงแค่สองทุ่ม ถึงแม้พวกเธออยากจะฝึกทั้งคืนก็ตามที
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ซึ่งเรนเดลกลับมาที่ห้องนอนแล้ว เขาใช้เวลามากกว่าสามชั่วโมง ในการฝึกโคจรประสานเวทกับสัตว์ภูติสองตัวของเขา จนพวกมันมีพลังพอจะพูดภาษามนุษย์ได้ และเขาก็ได้เล่าเรื่องของไอรินให้ฟังเมื่อตอนบ่าย เพื่อจะทดสอบว่าพวกมันเข้าใจภาษามนุษย์ และสามารถพูดตอบโต้ได้ขนาดไหน แน่นอนว่าเจ้าดาร์คเนสโวยวายโมโหตามประสาของมัน ในขณะที่เจ้าสโนว์มีนิสัยประนีประนอม และชอบความสงบ
“คืนนี้ไม่ต้องนอน เราจะฝึกกันจนถึงเช้า” เรนเดลกล่าวกับสัตว์ภูติของเขา “ฉันเดาได้เลยว่าอีกไม่นานความวุ่นวายจะเข้ามาหาฉัน พลังมหาเวทระดับเจ็ดนั้นยังไม่เพียงพอแน่ๆ”
“ขั้นเจ็ดจะเลื่อนไปขั้นแปด ต้องใช้เวลาเจ็ดวัน มันไม่ง่ายเหมือนที่ผ่านมาแล้ว” ดาร์คเนสกล่าว “เรนเดล นายต้องห้ามบาดเจ็บหรือถูกรบกวน และห้ามทานมื้อเย็นระหว่างที่กำลังฝึกเลื่อนขั้น ในเวลานี้ไม่เหมาะจะเลื่อนขั้นมหาเวทแน่ๆ รอเรื่องที่นายบรรลุมหาเวทสองขั้นซ้อนเพลาๆลงไปก่อนดีกว่า”
“ฉันรู้” เรนเดลกล่าว “แต่นายลืมไปหรือเปล่า ว่าฉันเป็นใคร การบาดเจ็บ มีคนรบกวน หรือมีมานาของอาหารแทรกแทรงเพราะกินมื้อเย็น ไม่อาจรบกวนการฝึกของฉันได้ ฉันจะสำเร็จขึ้นแปดภายในหนึ่งวันให้ดู”
“แต่มันแอบเสี่ยงนะ” ดาร์คเนสหูลู่ มันกล่าวด้วยความเป็นห่วง “นายกำลังจะเล่นนอกตำราของอาจารย์เลยนะ จำไม่ได้หรือ ว่าท่านอาจารย์นายเตือนว่ามหาเวท ไม่ควรฝึกนอกตำรา”
“จะบอกให้นะ ว่าขั้นสองถึงเจ็ดที่ผ่านมา ฉันก็นอกตำรามาตลอด” เรนเดลกล่าว “เวทมนตร์มันก็เหมือนกับวิทยาศาสตร์ ควรมีความก้าวหน้า ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่ และฉันจะริเริ่มเขียนตำราใหม่ขึ้นมา ในชาตินี้แหละ”
“ตามใจล่ะกัน ท่านอดีตหัวหน้าเหล่าเจ็ดดารา” ดาร์คเนสกล่าวเสียงขุ่น “เจ้าเป็นนายข้า ข้าไม่อาจห้ามได้อยู่แล้ว”
“ผมขอเสนอดังนี้ครับ” เจ้าจิ้งจอกสโนว์กล่าวขึ้นแทรกทันที “แทนที่จะจดจ่อกับมหาเวทในระดับที่สูงขึ้น เอาเวลานี้มาฝึกเวทอื่นๆให้หลากหลายดีไหมครับ เพื่อการต่อสู้ที่พลิกแพลง และมีประสิทธิภาพ”
“จะบอกอะไรให้นะ เจ้าจิ้งจอกน้อย” หมาป่าดาร์คเนสกล่าว “หมาป่าร้อยฝูงไม่อาจเป็นดั่งหนึ่งราชสีห์ได้ฉันใด วิชาที่หลากหลายก็ไม่อาจสู้วิชาที่ระดับสูงกว่าได้ฉันนั้น หนึ่งวิชาในระดับสูงสุด ย่อมดีกว่าวิชาที่ฝึกแบบจับฉ่ายมานับร้อยนับพัน”
“เข้าท่านะ เจ้าสโนว์” แต่ทว่าเรนเดลกลับเห็นด้วยกับความคิดของเจ้าจิ้งจอก “ตัวตนแห่งภัยพิบัติเมื่อคราวก่อน มันแแพ้ฉันก็เพราะฉันมีเวทที่หลากหลายกว่า...ฝึกอย่างอื่นให้สำเร็จรอไปก่อนก็ไม่เสียหายอะไรนี่”
“เห็นมั้ย ความคิดฉันถูก” เจ้าลูกจิ้งจอกกล่าวก่อนจะยิ้มเยาะลูกหมาป่าโลหิต “เพราะว่านี่คือเรนเดล และเรนเดลไม่มีวันฝึกวิชาออกมาเป็นจับฉ่ายยังไงล่ะ”
เรนเดลเรียกเวทเก็บของ แล้วหยิบเอาตำราเรียนเวทมนตร์จากชั้นหนังสือในนั้นออกมาสิบกว่าเล่ม เขาหยิบออกมาทั้งหมด และทำการคัดว่าจะฝึกเล่มไหน ส่วนเล่มที่เขาไม่เอา ก็จะเก็บกลับคืนที่เดิม
“นายมีตำราเวทเยอะขนาดนี้เลยหรือ” ดาร์คเนสกล่าว “ฉันไม่ยักกะรู้ว่านายสะสมคัมภีร์เวทตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เอามาจากห้องสมุดน่ะสิ” เรนเดลกล่าว “มันไม่ยากเกินความสามารถฉันหรอก ที่จะเปิดประตูมิติในห้องนอนเชื่อมต่อกับห้องสมุดของโรงเรียน...เปิดไปที่อื่นก็ได้นะ ถ้าเราเคยไปเหยียบที่นั่นมาแล้ว”
“เรนเดลครับ” จิ้งจอกขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงตระหนก “กรุณาปิดประตูมิติเถอะ ท่านก็น่าจะรู้ว่าปีศาจหรือตัวตนแห่งภัยพิบัติใช้ช่องทางนี้ได้ไม่ใช่หรือ”
“เออ...ฉันจงใจเปิดล่อเพื่อให้มันมาเองนั่นแหละ”
สิ้นเสียงของเรนเดล เสียงร้องโหยหวนของอะไรบางอย่างก็ดังมาจากเวทช่องมิติของเรนเดล มือของซากศพเน่าเปื่อยที่มีกรงเล็บยาวน่ากลัวยื่นออกมาจากวงเวทของเรนเดล หมายขย้ำคอของเขา แต่ทันทีที่มันจะสัมผัสกับตัวของเรนเดล มือของมันก็ถูกวงเวทสีดำขวางกั้น พร้อมกับดูดกลืนท่อนแขนของมันหายไปจนหมด เจ้าปีศาจร้องเสียงแหลมพลางรีบถอยหนีเรนเดลทันที แต่แน่นอน เรนเดลไม่ยอมให้จบแค่นั้น
เรนเดลขยายประตูมิติให้ใหญ่ขึ้น ก่อนที่เขาและสองสุนัขจะเดินเข้าไป เจ้าปีศาจที่มาตามประตูมิตินั้นเป็นปีศาจสาวในชุดพยาบาล สภาพร่างของนางแทบจะเหลือแต่โครงกระดูก มีเพียงส่วนใบหน้าเท่านั้น ที่บ่งบอกว่าเคยเป็นมนุษย์มาก่อน
“ฉันติดหนี้ศิลานักปราชญ์ของท่านอาจารย์ฟิลิปปาเอาไว้” เรนเดลกล่าว “ตอนแรกตั้งใจจะออกไปด้านนอกเพื่อล่าไอ้พวกนี้ แต่ดูเหมือนว่าใช้วิธีนี้จะง่ายกว่า”
“ให้ผมจัดการมันเถอะครับ” จิ้งจอกขาวกล่าว “แค่นี้ไม่คณามือข้าหรอก”
“ตั้งใจแบบนั้นนั่นแหละ” เรนเดลกล่าว “คืนนี้พวกเราสามคน จะดักฆ่าอันเดด ปีศาจ หรือแม้กระทั่งตัวตนแห่งภัยพิบัติที่หลุดมาในมิติของฉัน”
“เข้าใจล่ะ” หมาป่าดาร์คเนสกล่าว “การอัพระดับพลังเวท นอกจากฝึกโคจร การต่อสู้จริงก็เป็นการพัฒนาระดับด้วยนี่หน่า”
หลังจากนั้นจนถึงเช้า เรนเดลและสองสุนัขก็ดักรอที่หน้าประตูมิติ เพื่อฆ่าพวกปีศาจและอันเดดที่หลุดเข้ามา แน่นอนว่าทั้งคืนพวกเขาดักฆ่าพวกมันได้มากกว่ายี่สิบตัว บ่งบอกให้รู้ว่าเวทประตูมิตินั้นไม่ปลอดภัยอย่างมาก และอันตรายขนาดไหน เรนเดลได้ศิลานักปราชญ์มาถึงห้าก้อนจากการฝึกครั้งนี้ อีกทั้งมหาเวทวิหารแห่งความศรัทธาของเขาก็เลื่อนเป็นระดับหกแล้ว และเวทคลื่นลำแสงก็เลื่อนระดับจนเป็นระดับเจ็ด
“เรนเดล...เมื่อคืนได้นอนหรือเปล่าคะ” โคโตโนฮะเอ่ยถามเขาทันทีเมื่อเข้าห้อง เนื่องจากเธอสังเกตุว่าเรนเดลดวงตาค่อนข้างคล้ำ เรนเดลพบว่าที่นั่งเรียนในห้องเปลี่ยนไป จากสิบเอ็ดที่ เหลือเพียงเก้าเท่านั้น
“ไอรินลาออกแล้วค่ะ” เซร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “เมื่อเช้าฉันพึ่งไปถามฝ่ายธุรการมา”
“ฉันลองไปหาที่บ้านพักของเธอ” โคโตโนฮะกล่าว “ก็พบว่าคนใช้ของเธอทยอยมาขนของเก็บกลับบ้านแล้ว เธอคงไม่คิดจะกลับมาจริงๆแล้วล่ะค่ะ”
“ยัยบ้าเอ้ย” เรนเดลกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ “ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเลยจริงๆ”
“มันเกิดเรื่องอะไรกันคะ” โคโตโนฮะกล่าว “อย่าบอกนะว่าเพราะการทะเลาะวิวาทเมื่อวาน ไอรินถึงขั้นลาออกเลยน่ะค่ะ”
“เธอเลือกแล้วน่ะสิ” เรนเดลกล่าวเสียงเรียบ “เลือกที่จะกลับไปหาฟรังซัวร์...เธอคิดถูกแล้วล่ะ”
“ท่าทางจะเป็นปัญหาภายในสินิคะ” เซร่าเอ่ยถามเสียงค่อย เธอกลัวว่านี่จะเป็นการรบกวนเรนเดล จึงไม่กล้าถามอะไรไปมากกว่านี้
“ประมาณนั้นแหละเซร่า” เรนเดลกล่าวก่อนจะมองหาที่นั่งของตัวเอง เขาพบว่าที่นั่งของเขาตอนนี้ เลื่อนมาหน้าสุดของห้อง ตรงริมประตูทางเข้าห้อง ส่วนเรียวจินั่งตรงกลาง และริมหน้าต่างที่โจเซฟเคยนั่ง ตอนนี้กลายเป็นที่ของนิโคลัส ดูเหมือนว่าเหล่าเชื้อพระวงศ์ จะถูกจัดให้มานั่งหน้าสุด
ส่วนแถวกลางนั้นเป็นของสามสาว เริ่มด้วยที่นั่งริมประตูเป็นที่นั่งของเซร่า เธอนั่งด้านหลังเรนเดลพอดี ส่วนแถวกลางเป็นที่นั่งของโจแอนนา และริมหน้าต่างเป็นที่นั่งของโคโตโนฮะ
ส่วนแถวหลังห้องทั้งสามนั้น เป็นที่นั่งของลูเธอร์ เร็น และฮายาโตะ บรรดาองครักษ์ของเชื้อพระวงศ์และคนใหญ่คนโตนั่นเอง
“ติดต่อไปก็ไม่รับ” โคโตโนฮะกล่าวก่อนจะควักคฑาเวทมนตร์สำหรับติดต่อสื่อสารระยะไกลขึ้นมา ในยุคนี้มันใช้แทนโทรศัพท์ น้อยคนนักที่จะมีมันในครอบครอง เนื่องจากราคาสูงมาก เรนเดลมีอันหนึ่ง แต่เป็นของสำหรับสภานักเรียนเท่านั้น
“ง่ายๆเลยนะ โคโตโนฮะ” เรนเดลกล่าว “หล่อนไม่บอกใคร นั่นหมายความว่าหล่อนไม่เคยเห็นใครเป็นเพื่อนยังไงล่ะ”
“ใจร้ายจังเลยนะคะ” เซร่ากล่าวเสียงเศร้า “มีอะไรก็น่าจะปรึกษากันก่อนแท้ๆ นี่ไปโดยไม่พูดไม่ลาสักคำ”
“ตัดสินใจแล้วล่ะค่ะ” โคโตโนฮะกล่าวพลางถอนใจ “ในเมื่ออีกฝ่ายใจร้ายกับเราก่อน เราก็ไม่ควรจะเอ่ยถึงเธออีก เราควรปล่อยไอรินไปตามทางของเธอเถอะ”
เสียงประตูห้องเปิดออก พร้อมกับเพื่อนๆคนอื่นๆค่อยๆทยอยเดินเข้ามา โจแอนนานั้นใต้ตาคล้ำเหมือนเรนเดล บ่งบอกให้รู้ว่าเธอคงแอบไปฝึกต่อ จนไม่ได้นอนเช่นกัน
วันนี้อาจารย์สอนมาช้ากว่านักเรียนทุกคน เมื่อเสียงประตูเปิดออก เหล่านักเรียนพบว่าไม่ใช่อาจารย์ฟิลิปปาคนเดียวที่มาสอน แต่วันนี้มีอาจารย์อีกคน ที่พวกเขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
อาจารย์ชายสูงอายุดูท่าทางเคร่งขรึม เรนเดลเคยพบกับเขามาแล้ว ตอนที่อาจารย์ใหญ่เรียกพบเขากับเซร่า ตอนสังหารตัวตนแห่งภัยพิบัติได้้ เรนเดลจำได้ว่าเขาอยู่ข้างๆอาจารย์หญิงแก่คนนึง แต่ตอนนั้นพ่อของไอรินพูดเรื่องหมั้น เขาจึงไม่มีโอกาสได้ทักทายอาจารย์ทั้งสอง
“นักเรียนจ๋า ครูขอแนะนำให้พวกเธอได้รู้จัก ท่านผู้นี้คือเจ้าหน้าที่อาวุโสของสมาคมจอมเวทอาร์คาเดีย ผู้ทำหน้าที่คัดเลือกนักรบเวทเฉพาะกิจ และทำหน้าที่สอบวัดระดับจอมเวทสากล ท่านอาจารย์พิเศษเบอร์นาด”
“ฉันเบอร์นาด ไม่มีนามสกุล” อาจารย์แก่กล่าวเสียงแหบแห้ง “จะมาประกาศข่าวสำคัญให้พวกเธอห้องหนึ่งรับทราบ”
อาจารย์เบอร์นาดเรียกประตูเวทเก็บของส่วนตัวออกมา ก่อนจะกางกระดาษรายชื่อของเขา
“ฉัน เบอร์นาด ตัวแทนจากสมาคมจอมเวท ขอแต่งตั้งเรนเดล ฟอกการ์ด เจ้าชายแห่งราชรัฐจิ้งจอกแดง รักษาการณ์ตำแหน่งจอมเวทเจ็ดดาราธาตุมืด และจะมีพิธีแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ เมื่อเขาอายุสิบเจ็ดปี”
โคโตโนฮะปรบมือเป็นคนแรก ก่อนที่เพื่อนๆในห้องจะปรบมือตาม
“ด้วยผลงานอันโดดเด่น พวกเราสมาคมจอมเวท ขอมอบระดับจอมเวทสากลขั้นสีเขียวระดับหนึ่งให้กับเรนเดล ฟอกการ์ด และเซร่า ไพรมารี่...ขอจบประกาศเพียงเท่านี้”
เพื่อนๆในห้องทุกคนปรบมือให้อีกครั้งหนึ่ง เรนเดลและเซร่าก้มหัวขอบคุณเพื่อนๆทุกคน ก่อนจะนั่งลงกับโต๊ะ
“และครูยังมีข่าวพิเศษจะประกาศให้พวกเธอทราบด้วยนะจ๊ะ” อาจารย์ฟิลิปปากล่าวด้วยสีหน้าชื่นมื่น “ครูภูมิใจจริงๆ ที่ห้องของเรา มีคนได้เป็นสมาชิกสภานักเรียนถึงสองคน นั่นคือเจ้าชายเรนเดล และเจ้าชายเรียวจิ ตอนนี้ที่นั่งในสภานักเรียนของปีหนึ่ง ยังเหลืออีกสามที่นะจ๊ะ นักเรียนจ๋า”
“ต้องทำยังไงถึงจะได้เป็นสภานักเรียนคะ” โจแอนนากล่าวพลางยกมือถาม หากเธอไม่พยายามทำอะไรสักอย่าง เมื่อกลับบ้านเธอจะต้องถูกแม่ของเธอต่อว่า เพราะลูกอนุอย่างเซร่าได้เลื่อนระดับจอมเวทสากลแซงเธอไปแล้ว อย่างน้อยเธอต้องมีผลงานตรงนี้
“งานของสภานักเรียน คือตรวจตราสอดส่องความเรียบร้อยภายในโรงเรียน” อาจารย์ฟิลิปปากล่าว “นอกจากผลการเรียนดีแล้ว ฝีมือการต่อสู้ทางเวทมนตร์ก็ต้องไม่น้อยหน้าใครด้วยนะจ๊ะ...ทางโรงเรียนจะจัดงานประลองเวทมนตร์ เพื่อคัดเลือกนักเรียนสามคนที่แข็งแกร่งที่สุด จากนักเรียนทั้งสิบห้อง เข้ามารับตำแหน่งนะจ๊ะ”
“หนูขอสมัครค่ะ!!”
ทั้งโจแอนนา และเซร่าต่างยกมือพร้อมๆกัน ทำเอาอาจารย์ยิ้มด้วยความยินดี
“ขอโทษนะจ๊ะ นักเรียนจ๋า เขาให้ลงสมัครได้แค่ห้องละคนน่ะจะ”
“เซร่า...เธอได้ระดับลูกแก้วสากลไปแล้วนะ จะมาเอาอันนี้อีกหรือ” โจแอนนากล่าวด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“ขอโทษนะ โจแอนนา” เซร่ากล่าว “แค่เรื่องนี้เท่านั้น ที่ฉันลงให้เธอไม่ได้”
สองพี่น้องต่างมารดาจ้องหน้ากันอย่างเอาเรื่อง จนอาจารย์ต้องยกมือห้ามทันที
“หากพวกเธอทั้งสองอยากจะลงคัดเลือกจริงๆ มีอยู่ทางเดียวแล้วล่ะจะ พวกเธอทั้งสองคนต้องประลองกันเอง หากใครชนะ ก็จะได้สิทธิในการลงสมัครประลองแย่งชิงตำแหน่งสมาชิกสภานักเรียน”
“ฉันจะแสดงพลังของตระกูลให้ดู เซร่า” โจแอนนากล่าว “เรื่องประลองฉันมั่นใจว่าไม่ด้อยกว่าเธอแน่นอน”
“ทางฉันก็เหมือนกันค่ะ” เซร่ากล่าว “จะแสดงให้เห็นว่าตัวฉันที่ได้รับการฝึกจากเรนเดล แข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนเพียงใด”