พวกเหล่าจางลืมเรื่องที่ได้ยินไปอย่างรวดเร็วทันทีที่ได้ลิ้มรสอาหารจากฝีมือเสียวจิ่วมิคาดว่าแม้แต่เหลาชั้นดีในเมืองหลวงยังมิอาจเทียบกับ ข้าวเหลืองโรยต้นหอมในถ้วยแถมเนื้อไก่อบเครื่องเทศก็นุ่มอร่อยไส้ผักและไหลบัวที่ยัดในตัวไก่ก็มีรสชาติถูกปาก รับประทานได้ง่ายและเพลิดเพลินนักโดยเฉพาะน้ำแกงปลาใส่รากบัว ยามรับประทานคู่กับข้าวก็เข้ากันดี
เหล่าจางกับพวกถึงกับเติมข้าวกันเป็นครั้งที่สองที่สามด้วยความอร่อยที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน
“นับถือ ๆวันนี้เป็นลาภปากของพวกข้านัก” หนึ่งในคนสำนักคุ้มภัยรีบกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม ทั้งที่ในปากยังเคี้ยวเนื้อไก่อยู่หนุบหนับ
“น้องจิ่ว ช่างเป็นผู้เยี่ยมยุทธ์อาหารแต่ละอย่างรสชาติอร่อย แปลกตา แต่กลับคุ้นเคยราวกับฝีมือคนในบ้าน”อีกคนรีบสนับสนุน เห็นทีช่วงหลายวันที่เหลือคงต้องรบกวนน้องชายคนใหม่แสดงฝีมืออีกเป็นแน่
วงล้อมรอบกองไฟของสำนักคุ้มภัยจึงเป็นไปอย่างสนุกสนานผู้คนต่างพูดคุยเจรจากันอย่างออกรส แม้ช่วงแรก ๆ พวกเขาจะยังเกรงแม่นางสกุลสวี่กับสาวใช้อีกคนอยู่บ้างแต่ไม่นานก็เริ่มเคยชิน แม่นางผู้เป็นคุณหนูเองก็ไม่ได้วางมาดแบ่งแยกชนชั้นบรรยากาศจึงผ่านไปด้วยดี
ขณะที่มื้ออาหารใกล้เสร็จสิ้นก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น
วี้ !!! วิ้ววว !!
เสียงกรีดร้องของนกชนิดหนึ่งดังขึ้นกลางฟ้าตามมาด้วยเสียงกระแทกกับพื้นดินโครมใหญ่ เกิดเป็นฝุ่นคละคลุ้ง รอจนผงคลีจางหายจึงพบว่าสิ่งที่ตกลงมาคือเหยี่ยวแดงตัวหนึ่ง
ผู้คนที่เห็นเหตุการณ์ต่างลุกขึ้นมองด้วยความแปลกใจเหยี่ยวแดงตัวนี้ขนาดเกือบครึ่งจั้งแม้ยังไม่กางปีกย่อมแสดงว่ามันมิใช่สัตว์ป่าทั่วไปโดยแน่
“คุณชายนั่น ...” หนึ่งในคนสำนักฝึกตนรีบร้องบอกฮั่วเฉินชายหนุ่มจึงรุดกายเข้าใกล้พลางสำรวจรอบหนึ่ง ก็ยืนยันได้ว่ามันคือสัตว์เวทประจำกายของอาวุโสฮั่วซีคนสนิทของฮั่วเฉินที่มีฐานะเป็นผู้อาวุโสกึ่งบ่าว ด้วยเป็นเพียงญาติห่าง ๆผู้หนึ่งของตระกูล แต่นายท่านผู้เฒ่าชุบเลี้ยงและให้วิชาความรู้ต่อมาเมื่อฮั่วเฉินจำเริญวัยก็ได้อาวุโสฮั่วซีติดตามดูแล
ฮั่วเฉินหยิบโอสถฟื้นฟูออกมาจากแหวนจัดเก็บแล้วป้อนใส่ปากเหยี่ยวแดงตัวใหญ่หากด้วยโอสถที่ป้อนมีคุณสมบัติเพียงขั้นต้นจึงไม่สามารถฟื้นฟูให้หายได้ทันทีทันใด
“อาวุโสฮั่วเป็นถึงระดับปฐพีขั้นสูงเหยี่ยวแดงเองก็ระดับหวงขั้นสูง มิคาดว่าเหยี่ยวแดงจะถูกทำร้ายบาดเจ็บเช่นนี้”หนึ่งในศิษย์สำนักฝึกตนกล่าวขึ้นด้วยความกังวลใจฮั่วซีผู้นั้นออกเดินทางล่วงหน้าเพื่อกรุยทางไปพร้อมกับมือดีเกือบ ๑๐ คนซึ่งทุกคนล้วนถ้าไม่ใช่ปฐพีขั้นต้นก็เป็นปฐพีขั้นกลางทั้งสิ้น
“เรื่องนี้ชักไม่ชอบมาพากลเกรงว่าถ้าเหยี่ยวแดงยังอาการไม่ดีขึ้น คงไม่อาจนำทางไปยังกลุ่มผู้อาวุโสได้ ระหว่างนี้พวกเจ้าสักสี่คนเดินทางย้อนกลับไปทางชิงลู่ปล่อยพลุสัญญาณส่งข่าวให้คนของเราทางโน้น”
“รับคำสั่ง”สี่ผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นต้นประสานรับคำแล้วขี่ม้าของพวกองครักษ์ย้อนกลับไปทางเก่า
“เกิดอะไรขึ้น” โต้วจิงซินย่อมได้ยินเสียงกรีดร้องของเหยี่ยวเวทนางจึงลงมาหวังกอบกู้ศักดิ์ศรีของตน นางชั่วดีก็เป็นบุตรีขุนนางใหญ่โอสถวิเศษใดก็พอมีครอบครองไว้บ้างยิ่งเห็นเหยี่ยวเวทบาดเจ็บไม่ฟื้นเลยเสนอตัวหยิบโอสถเม็ดหนึ่งออกมาหวังทำดีเอาหน้า
“มิมีประโยชน์โอสถที่ข้าป้อนให้มันเมื่อครู่มีระดับหวงสูงสุดเช่นเดียวกัน” ฮั่วเฉินส่ายหน้าปฏิเสธเขาไม่ได้ตัดรอนน้ำใจของอีกฝ่าย ยอมรับขวดโอสถมา แต่เมื่อตรวจสอบพบว่ามันมีระดับเดียวกันกับที่เขาป้อนให้เหยี่ยวแดงจึงยื่นกลับคืนไป
โต้วจิงซินเสียหน้าไปบ้าง แต่ยอมเดินผละไปด้านข้างมีน้องสาวคนเล็กคอยยืนประกบ ยามนี้เหยี่ยวเวทของอาวุโสฮั่วบาดเจ็บหนักเมื่อนางทำดีเอาหน้าไม่ได้ผลก็จำต้องเงียบไว้ ชั่วดีอย่างไรยามนี้นางไร้โทสะมิถูกยั่วยุ จึงพออ่านสถานการณ์ออกไม่เข้าไปเกะกะให้เป็นที่น่ารำคาญใจของผู้คน
ด้านกลุ่มของสำนักคุ้มภัยยามนี้ไม่มีใครสงบอยู่ได้พวกเขาแม้ไม่รู้ว่าอาวุโสฮั่วเป็นผู้ใด แต่จากคำของคุณชายฮั่วและศิษย์สำนักฝึกตน มีหรือที่จะคาดเดาไม่ได้ว่าภัยร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาพวกเขาจึงนั่งไม่ติดถี่ด้วยใจกระวนกระวาย ลึก ๆ ก็ลุ้นให้เจ้าเหยี่ยวแดงฟื้นคืนสติเสียทีจะได้รู้เบาะแสเพิ่มเติมบ้าง
ยามนี้เห็นเพียงจะมีสามนายบ่าวเท่านั้นที่ยังนั่งที่เดิมของตนเสียวจิ่วหยิบฝักบัวมานั่งแกะเม็ด แล้ววางใส่ใจก่อนส่งให้นายสาว ส่วนเสี่ยวปาก็หยิบผ้าเนื้อบางเบามาคอยปัดไล่ยุ่งไล่แมลงให้คุณหนูทั้งที่ความจริงปราณที่นางแผ่ออกมาก็สามารถขับไล่พวกมันได้หมดสิ้นแต่มันเป็นความเคยชินเสียมากกว่า
“เสี่ยวปา”
“เจ้าคะ ?” สาวใช้คนสนิทรามือที่กำลังโบกผ้าปัดไปมาลงแล้วหันไปมองผู้เป็นนายอย่างรวดเร็ว
“เจ้านำโอสถฟื้นฟูเม็ดนี้ไปมอบให้คุณชายฮั่ว”กลางฝ่ามือของฝูอวี้ฉยง ปรากฏโอสถเม็ดขาวกลมเกลี้ยงแวววาวเม็ดหนึ่งยามมันสะท้อนแสงก็เผยให้เห็นไอวิเศษสีครามเจือจางดุจควันบางเบา
อันว่าโอสถในผีโจวมีหลากสีสันแต่ก็มีแบบมาตรฐานที่ใช้กัน หากโอสถของภูตเมามายนั้นกลับมีสีเดียวกันทั้งหมดต่างกันเพียงกลิ่นและระดับสังกัดที่มันครอบครอง
แม้โอสถฟื้นฟูเม็ดนี้จะไม่ใช่โอสถระดับสูงสุดที่ฝูอวี้ฉยงมีแต่จากการประเมินอาการของเจ้าเหยี่ยวแดง เพียงระดับเสวียนขั้นต้น ก็พอรักษาอาการมันให้ดีขึ้นได้ในเวลา๑ เค่อ
ต้องทราบว่าฝูอวี้ฉยงผู้นี้เป็นหลานสาวผู้ใดก่อนภูตเมามายจากแคว้นฉินได้มอบโอสถหลากหลายชนิดเป็นของกำนัลแก่นาง ล้วนเป็นโอสถที่ท่านผู้เฒ่าปรุงไว้มานานหลายปีคัดเลือกมาแต่ของดี ๆ ในกรุ หลายต่อหลายครั้งฝูอวี้ฉยงก็ได้พวกมันนี่แหละช่วยชีวิตไว้
ไม่เว้นแม้แต่ต้าขุยที่ครั้งนั้นนางได้ใช้จิตนำพาขวดโอสถขวดหนึ่งออกมาจากแหวนจัดเก็บแล้วโยนให้เจ้านกขนเทาจนมันรอดตายมาได้
เหล่าจางเห็นโอสถในมือของฝูอวี้ฉยงถึงกับตกใจ
เขามิได้คร่ำหวอดด้านโอสถที่พอซื้อหามาครอบครองก็เป็นเพียงระดับหวงกลางหรือหวงสูงแต่โอสถวิเศษมีไอพลังต่างสีบอกระดับไว้ไหนเลยที่เขาจะแยกไม่ออกว่าโอสถเม็ดนี้อยู่ระดับใด
แม้ระดับหวงขั้นสูงสุดกับระดับเสวียนขั้นต้นห่างกันเพียงหนึ่งขั้น แต่กลับมีอานุภาพแตกต่างกันอย่างมากมิหนำซ้ำโอสถระดับเสวียนในแดนปุถุชน มิใช่สิ่งที่หามาครอบครองได้ง่ายนัก หากมิใช่ทายาทของตระกูลหรือสำนักบำเพ็ญโอสถก็ย่อมต้องเป็นผู้อาศัยอยู่ในแดนเบื้องบนเท่านั้นที่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ
โอสถที่หาได้ยากเช่นนี้ แม่นางน้อยผู้หนึ่งถึงกลับใช้ออกอย่างไม่คิดเสียดาย
แม้กระทั่งฮั่วเฉินซึ่งเห็นเสี่ยวปานำโอสถมาให้ก็ตกอยู่ในอาการเดียวกันหากความเป็นความตายของผู้อาวุโสฮั่วซีกลับทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธโอสถเม็ดนี้ได้
“ขอบคุณแม่นางสวี่ที่เมตตา”ในฐานะคุณชายอันดับหนึ่งคนใหม่ของต้าฉินเขาย่อมได้รับเกียรติและการปฏิบัติชั้นดีจากผู้คนรายล้อมมิจำเป็นที่เขาต้องเอ่ยปากด้วยซ้ำ แต่ฮั่วเฉินกลับกระทำมันด้วยความสุภาพ มิหยิ่งผยองในฐานะและสมญาที่ได้รับเพียงเท่านี้ฝูอวี้ฉยงก็ต้องยอมรับกับตนเองว่านางตัดสินไม่ผิด
อย่างน้อยคุณชายตระกูลฮั่วก็มิใช่เพียงผู้ดีจอมปลอมเขาผู้นี้สามารถคบหาเป็นสหายได้
โต้วจิงซินจ้องมองอย่างแค้นเคืองใจ
“นังแพศยา” หญิงสาวกัดฟันกรอดพึมพำกับตนเองอย่างเจ็บใจหากน้องสาวที่อยู่ข้างกายก็รีบส่ายหน้าบอกให้นางระงับโทสะไว้ เพราะเหตุแห่งอาวุโสฮั่วซีเป็นเรื่องสำคัญหากอาละวาดออกมายามนี้ ฮั่วเฉินคงตัดขาดพวกนางสองพี่น้องได้ไม่ยาก
โต้วจิงซินจึงได้แต่ระงับความเจ็บใจนั้นภายในมาตรว่าวันใดได้กลับเมืองหลวง นางจะแก้แค้นหญิงแพศยาให้หลาบจำ
เหยี่ยวแดงเมื่อได้รับโอสถระดับเสวียนขั้นต้นเข้าไปก็รับรู้ได้ถึงปราณพลังระดับสูงแล่นผ่านร่างต้องรู้ว่าผู้ปรุงโอสถเม็ดนี้คือภูตเมามายผู้เก่งกาจตำรับโอสถก็ล้วนปรับปรุงเป็นฉบับเฉพาะตนคุณสมบัติของมันจึงดีกว่าโอสถฟื้นฟูระดับเดียวกัน
ปราณสีครามสังกัดเสวียนแผ่รายล้อมรอบเน่ยตันของเจ้านกตัวใหญ่จนภายนอกของมันมีไอวิเศษและสนามพลังระดับหวงขั้นสูงสุดกระจายออกมา ไม่ช้าอาการบาดเจ็บของเจ้าเหยี่ยวเวทก็บรรเทาลงและสามารถขยับกายลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง
“ผู้อาวุโสเล่า”ฮั่วเฉินรีบเอ่ยถาม สัตว์เวทเองก็รีบกางปีกส่งสัญญาณคล้ายจะนำทางไปให้
แม้ฮั่วเฉินไม่อาจเข้าใจเจ้าเหยี่ยวตรงหน้าทว่าเหยี่ยวแดงของฮั่วซีกลับสามารถเข้าใจภาษามนุษย์ขอเพียงเขาป้อนคำถามได้ถูกก็จะได้รับคำตอบที่ต้องการ
“อาวุโสฮั่วตกอยู่ในอันตรายใช่หรือไม่”
วี้ วี้มันรีบตอบรับพร้อมส่งเสียงร้องตอบมาอย่างรวดเร็ว
ฮั่วเฉินสอบถามต่ออีกหลายประโยคก็เริ่มรับรู้สถานการณ์อันแสนตึงเครียด เขาหันไปแจ้งแก่พวกสำนักคุ้มภัยว่ามิอาจรั้งอยู่ต่อจำต้องติดตามไปช่วยเหลือผู้อาวุโสเกรงว่าต้องเสียมารยาทแล้ว หากเหล่าจางซึ่งรับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดย่อมมิตำหนิติเตียนที่อีกฝ่ายแยกไปทำเรื่องของสำนัก
พวกเหล่าจางเป็นชาวยุทธ์จิตใจกว้างขวาง กล้าได้กล้าเสียอย่างพวกนักเลง เมื่อเห็นฝั่งฮั่วเฉินมีภัยจึงแบ่งคนครึ่งหนึ่งให้ติดตามเข้าร่วมกับฝ่ายสำนักฝึกตนและองครักษ์ไปด้วยโดยมีเหล่าจางเป็นผู้นำอีกอย่างของที่คุ้มกันในครานี้ก็ไม่ได้มีราคาค่างวดขนาดนั้นที่กลุ่มของเหล่าจางติดตามลงมาทางสายนี้ แท้จริงมีเบื้องลึกแฝงอยู่ ด้วยเพราะคนสำนักคุ้มภัยมังกรขาวหลายคนหายสาบสูญไปจากเหตุปล้นชิงหลายครั้ง
เมื่อได้โอกาสที่มีสำนักฝึกตนเดินทางลงใต้พวกเขาจึงรีบติดตามมาด้วย หวังว่าจะพอได้เบาะแสอะไรเข้าบ้าง
“เหล่าจาง”
“แม่นางสวี่”ผู้มากวัยกว่าหันมาทางฝูอวี้ฉยง พลางค้อมลงเล็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว
“ข้าจะให้เสี่ยวปาติดตามท่านไปด้วยโปรดรอสักครู่” ว่าจบผู้พูดก็ลุกจากที่นั่งพลางเดินนำเสี่ยวปาไปยังรถม้าของพวกนาง เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน ฝูอวี้ฉยงก็พาเสี่ยวปาเข้าสู่ทะเลกาลพิภพอย่างรวดเร็วเสี่ยวปาและเสียวจิ่วเติบโตอยู่ภายในโลกแห่งนี้มาหลายสิบปี ย่อมคุ้นเคยกับมันดีแม้ไม่รู้ว่าแท้จริงมันคือพลังอันใด แต่หญิงสาวกลับคุ้นเคยและไม่ได้หวาดกลัว
“หลับตาลง”
“เจ้าค่ะ”
นิ้วมือของฝูอวี้ฉยงตวัดวาดครั้งนี้นางไม่ได้ใช้ยันต์กระดาษ หรือ ยันต์โลหิตกลับเป็นการร่างร่ายกลางอากาศใช้ปลายนิ้วเป็นสื่อ ใช้อากาศถ่ายทอดสาร ปลายนิ้วเชื่อมผสานเป็นหนึ่งกับใจเคลื่อนไหวคล่องแคล่วอย่างที่ผู้ร่ายยันต์ก็ไม่ทันได้สังเกตจนเมื่อยันต์เวทติดตามประทับลงกลางหน้าผากของเสี่ยวปาแล้วฝูอวี้ฉยงเพิ่งได้ตระหนักว่านางเผลอทำอะไรออกไปเองอีกคราหนึ่งแล้ว
แต่สถานการณ์ตอนนี้ก็ยังไม่สามารถวางใจใดได้นางจึงจำตัดความสงสัยออกจากใจอีกครา
“เจ้าติดตามเหล่าจางไปหากตึงมือเกินไปให้เดินปราณของตนเองไปยังบริเวณหน้าผาก ข้าจะได้รับรู้”
“เจ้าค่ะ”เสี่ยวปาพยักหน้ารับด้วยความงุนงง แม้นางมีความรู้มากมายกลับไม่เคยได้ยินวิธีการที่คุณหนูของนางว่าแม้แต่น้อยด้วยโลกแห่งการฝึกตนย่อมมีสมบัติเวทชนิดหนึ่งที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันหากผ่านการประทับอักขระจากผู้ประทับอักขระแล้วย่อมกลายเป็นสมบัติเวทที่มีคุณสมบัตินี้
ทว่าคุณหนูกลับไม่ได้มอบสิ่งใดให้กับนางนางเพียงรู้สึกเย็น ๆ บริเวณหน้าผากของตนเอง หากคุณหนูเป็นคนระดับใดเล่าไหนเลยเสี่ยวปาจะกล้าแคลงใจ ขนาดนางกับน้องชายก้าวขาสู่ปรภพแล้วแท้ ๆคุณหนูยังพาพวกเขากลับขึ้นมาได้เลย คุณหนูเลี้ยงพวกนางมายี่สิบปี ยามก้าวขาออกมาภายนอกกลับพบว่าพวกตนโตขึ้นเป็นเพียงหนุ่มสาววัยแรกรุ่นเท่านั้นมิหนำซ้ำโลกภายนอกกลับผ่านเวลาไปเพียงสามเดือนกว่า ๆ เท่านั้น
นางจึงยึดมั่นและเชื่อถือคุณหนูสุดหัวใจ
ผู้คนมากกว่า ๓ ใน ๔ของขบวนทั้งหมดได้เดินทางออกไปแล้วกว่า ๑ ชั่วยาม
เมื่อเสี่ยวปาไม่อยู่ก็เป็นหน้าที่ของเสียวจิ่วที่ต้องปรนนิบัติรับใช้ผู้เป็นนายซึ่งชายหนุ่มทำได้ดีไม่มีขาดตกบกพร่องคืนนี้ฝูอวี้ฉยงมิคิดนอนหลับเพราะต้องเตรียมตัวให้พร้อมหากเกิดเรื่องขึ้นหลังเสียวจิ่วนำน้ำล้างหน้าและผ้าเช็ดหน้าออกไปทำความสะอาดหญิงสาวจึงนั่งขัดสมาธิบนเตียงนอน เคลื่อนไหวปราณในร่างเข้าออกเป็นคำรบมั่นคงเมื่อจิตเข้าสู่สภาวะแห่งความว่างเปล่า ประสาทรับรู้ก็กระจายออกรอบกายและแผ่ขยายจนกินรัศมีได้หลายพันก้าวรอบตัว
“เสียวจิ่ว” ผู้เป็นนายลืมตาขึ้นส่วนเสียวจิ่วที่เพิ่งกลับเข้ามารีบสาวเท้าเข้ามาใกล้พลางไต่ถามด้วยคิดว่านายหญิงมีสิ่งใดจะสั่งการ
“อะไรหรือขอรับ”
“เจ้าออกไปเฝ้าเวรยามร่วมกับคนของเหล่าจางในรัศมีไม่เกินพันก้าว มีกลุ่มคนกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่”
ด้วยสถานะของนางตอนนี้สามารถรับรู้ได้แม้กระทั่งจำนวนคนและระดับที่แน่ชัด เห็นว่าคนกลุ่มนี้แม้มีเกือบสามสิบคนแต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งเกินกว่าเสียวจิ่วจะรับมือไม่ได้ที่นางให้เขาออกไปเพราะอยากให้เสียวจิ่วได้ฝึกปรือฝีมือกับสถานการณ์จริงเพื่อสั่งสมประสบการณ์ให้เพิ่มพูนขึ้น
เสียวจิ่วจึงรีบเดินออกมาสมทบกับคนอื่นๆ ที่ยังจับกลุ่มล้อมรอบกองไฟ แม้บรรยากาศไม่ครึกครื้นเช่นก่อนเกิดเรื่องแต่คนสำนักคุ้มภัยที่เหลือก็ยังพูดคุยกับเสียวจิ่วด้วยดี จนเวลาผ่านไปราวหนึ่งถ้วยชาก็เกิดเสียงลมวูบไหวดังมาจากด้านหนึ่งของป่าเรียกสายตาของทุกคนให้หันไปมอง
“แย่แล้ว” คนของเหล่าจางร่ำร้องอย่างใจหายเพราะมองเห็นว่ากำลังมีกลุ่มชายฉกรรจ์แต่งตัวแปลกตาวิ่งถืออาวุธตรงมาที่พวกเขาหลายสิบคนมิทันที่พวกเขาจะได้ชักอาวุธ พวกมันก็เคลื่อนเข้ามาล้อมปิดทางหนีจนมิดชิดมาตรว่าความเร็วของพวกมันรวดเร็วราวสายฟ้า เห็นทีแรกห่างไปนับร้อยก้าวเพียงพริบตากลับเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้ห่างเพียงไม่กี่สิบก้าวเท่านั้นเอง
“วางอาวุธลง” หนึ่งในผู้นำกล่าวขึ้นเสียงเหี้ยมมันเป็นชายกลางคนผอมสูงไว้เคราแพะแปลกตา ท่าทีดูหลุกหลิกไม่น่าเชื่อถือ ขณะพูดดวงตาก็กลิ้งกลอกไปมาจนสะดุดเข้ากับกระโจมขาวหลังใหญ่ มันรีบสาวเท้ารวดเร็วคิดเปิดกระโจมออกแต่มิทันที่จะได้สัมผัสม่านทางเข้า กลับถูกพลังลึกลับซัดเข้าใส่จนกระอักโลหิตสาดพุ่งราวฝนกระหน่ำทั้งร่างยังลอยลงกระแทกกับพื้นตกอยู่ด้านหน้าพวกสมุนที่ยังงุนงงกับสิ่งที่เกิด
“บังอาจ เจ้ากล้าเหิมเกริมกับพวกเราโจรหมาป่ารึ”มือขวาคนสนิทรีบพยุงร่างของนายของมัน พลางตวาดเสียงดังคิดข่มขวัญคนในกระโจม ส่วนคนเจ็บรีบหยิบโอสถออกมาจากแหวนที่สวมติดนิ้วโอสถที่หยิบมาเป็นถึงชั้นหวงขั้นสูง
ด้วยพวกมันปล้นชิงสมบัติของคนสัญจรมาหลายเดือนล้วนได้ของล้ำค่าติดตัวมาหลายอย่าง แม้แต่แหวนจัดเก็บหรือโอสถฟื้นฟูระดับหวงก็ยังมีติดกายมิน่าพวกโจรป่าจึงได้เหิมเกริมทำเรื่องท้าทายกฎหมายอย่างไม่กลัวตายเช่นนี้
ด้านเสียวจิ่วหยุดยืนกับที่คอยระวังภัยให้พวกคนสำนักคุ้มภัยเดิมเขาควรเป็นผู้รับมือกับพวกมัน แต่ผู้นำกลุ่มโจรที่มาดันก้าวพลาดล่วงเกินคุณหนูเข้าให้แล้วนางเลี้ยงดูเขามายี่สิบปี มีหรือที่เสียวจิ่วจะไม่รู้จักนิสัยนายของตนเอง ครานี้นางไม่มีวันปล่อยพวกมันไปง่ายดายอย่างแน่นอน
‘ดีต่อดี เลวต่อเลวผู้ใดดีต่อข้า ข้าย่อมตอบแทนกลับเป็นสิบเท่า ผู้ใดร้ายต่อข้าข้าย่อมตอบแทนกลับเป็นร้อยเท่า’ นั่นคือคติที่คุณหนูยึดถือแม้ทีแรกเสียวจิ่วจะงุนงงไปบ้างเพราะที่เคยได้ยินมา คือหากผู้ใดร้ายต่อตนจะร้ายตอบเป็นสิบเท่า หากผู้ใดดีต่อตน จะดีตอบเป็นร้อยเท่า
แต่ชายหนุ่มอยู่กับคุณหนูทุกวันมาตลอดยี่สิบปีสุดท้ายสิ่งที่เคยรู้เคยจำมา ก็ถูกกลบฝังด้วยการอบรมสั่งสอนของผู้เป็นนายจนหมดสิ้น
“เหิมเกริมไม่เหิมเกริมเป็นเรื่องของข้าข้ามิอาจหาญให้ลูกตะพาบต้องมาเดือดเนื้อร้อนใจแทน” เสียงนั้นมาก่อนตัว เพียงเปิดฉากวาจาก็ตวัดฉวัดเฉวียนเรียกเลือด
ยามผ้าม่านกระโจมเปิดออกร่างโปร่งขาวดุจหยกก็ก้าวออกมา แม้รูปลักษณ์ที่แสดงไม่งดงามเท่าสตรีเลอลักษณ์แต่ด้วยวิสัยชายกักขฬะ ย่อมมิใส่ใจรูปโฉมเป็นสำคัญ แค่เนื้อนางนวลนุ่มน่าสัมผัสร่างกายบอบบางน่าโอบกอดเพียงเท่านี้พวกมันก็พอใจแล้ว
“แม่นางน้อย ยามนี้หัวหน้าของพวกเรายังไม่ปรากฏยังพอมีหนทางเจรจาเกรงว่าถ้าเขาปรากฏกายแม้แต่ฐานะอนุเจ้ายังไม่มีวาสนามิสู้เจ้ายอมติดตามพวกเรากลับค่ายโจรหมาป่าเสพสุขกับเงินทองชั่วชีวิตมิดีกว่าหรือ” มือขวาคนเดิมพูดเกลี่ยกล่อมด้วยแววตาชีกอมันกวาดตามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างสนใจ รู้สึกสะดุดตากับเสื้อผ้าอาภรณ์ที่นางสวมใส่ เพราะมิใช่แบบที่ชาวผีโจวนิยมกัน
แบบที่นางสวมมิได้เผยเรือนร่าง สัดส่วนแต่ผิวที่ขาวเพียงนั้นมันย่อมเชื่อว่าเมื่อไร้อาภรณ์ปิดบัง นางต้องเป็นหยกหฤหรรษ์ชั้นดีบนเตียงเป็นแม่นมั่น
ยิ่งมองก็ยิ่งชวนให้อยากค้นหาซึ่งหัวหน้ากลุ่มของมันก็เห็นดีเห็นงามด้วยแม้ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บแต่มันคิดว่าเพราะนางใช้เล่ห์กลจู่โจมตอนทีเผลอมันจึงพลาดท่าบาดเจ็บ หากประมือกันซึ่งหน้าไหนเลยทารกหญิงวัยไม่ทัน ๒๐ปีจะเป็นคู่เปรียบของพวกมัน
“ชาติสุนัขมิพ้นกินอาจมเป็นอาหารอันว่างาช้างมิงอกเงยจากปากสุนัข สันดานลูกสุนัขเช่นพวกเจ้ามิแปลกที่แต่ละคำที่เห่าหอนออกมา จึงไม่ต่างจากเดรัจฉานเช่นนี้”
“แม่นาง สุราอวยพรเจ้ามิรับด้วยยินดี เห็นทีคงต้องใช้สุราลงทัณฑ์กันเสียแล้วพวกข้าเชิญเจ้าเข้าสู่ห้องหอเป็นอนุสูงศักดิ์กลับไม่ตอบรับ เห็นทีฐานะนางบำเรอปรนเปรอบุรุษในค่ายโจรคงเหมาะกับเจ้าที่สุด”ถูกสตรีท่าทางบอบบางด่าทอด้วยวาจาเจ็บแสบเช่นนี้ มีหรือที่ชายฉกรรจ์ใจสามานย์จะนิ่งเฉยอยู่ได้เมื่อนางไม่รับไมตรีจะถูกพวกมันย่ำยีก็คงไม่เกินเลยไป
พวกสำนักคุ้มภัยรวมทั้งเสียวจิ่วได้ฟังถึงกับแค่นหัวเราะสมเพชเป็นอนุยังสูงศักดิ์ได้อีกงั้นหรือมิคาดว่าพวกกลุ่มโจรเหล่านี้คิดว่าตนเองเป็นผู้ใด จึงพูดราวกับพวกมันสูงส่งประดุจต้าหวางผู้ครองแคว้น
กลุ่มโจรทั้งหมดยกอาวุธขึ้นสูงเตรียมจู่โจมฟาดฟัน ทางฝ่ายสำนักคุ้มภัยที่เหลือสิบกว่าคนก็รีบชักอาวุธออกบ้างมิปล่อยให้พวกมันข่มขวัญโดยง่าย
“เสียวจิ่ว”
“ขอรับ”
“นำตัวเศษสวะที่กล่าววาจาก้าวล่วงข้ามาเดี๋ยวนี้”ฝูอวี้ฉยงปรายตาคมกริบ เสียวจิ่วก็รีบรับคำสั่งเคลื่อนไหวร่างกายรวดเร็วราวหมอกควัน พวกเขามองเห็นแค่เงาชุดขาวที่เคลื่อนผ่านหน้าพริบตาร่างของรองหัวหน้ากลุ่มที่จาบจ้วงฝูอวี้ฉยงก็ถูกโยนลงพื้นอย่างหนักหน่วง
“นางบำเรอรึ ? ปรอเปรอชายรึ”หญิงสาวแสยะยิ้มเพียงน้อย ปลายเท้าก็ประทับลงกลางบั้นเอวด้านหลังของชายฉกรรจ์ชุดเทา
มาตรว่ายิ้มนั้นดูงดงามหากกลับน่าสยดสยองยามที่มีอีกหนึ่งเสียงบังเกิดตามหลัง
อ๊ากกกก
บุรุษร่างสูงใหญ่กรีดร้องอย่างหมดท่ามันเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสยิ่งกว่าตายทั้งเป็น ยามเมื่อแรงกระแทกคำรบสองส่งเข้ามามันกลับรู้สึกว่าร่างกายราวไม้แห้งใกล้ตายอีกเพียงครึ่งก้าวมันก็คงต้องไปเยือนปรภพเป็นแน่แท้
ฝูอวี้ฉยงไม่ลงมือก็แล้วไปแต่ยามลงมือนางไม่คิดปรานีไว้หน้าผู้ใด
เมื่อมันเห็นสตรีเป็นเพียงนางบำเรอ ทำได้เพียงปรนเปรอความใคร่ให้บุรุษนางก็แค่ทำให้มันกลายเป็นเศษสวะที่แท้จริง ให้สมกับจิตใจชั่วช้าสามานย์ที่มี
“เพียงหนึ่งฝ่าเท้าของข้า ก็เพียงพอส่งเจ้าสู่ปรภพได้ไม่ยากหากไม่เห็นว่าความตายง่ายดายเกินไปไหนเลยจะปล่อยให้เศษสวะเช่นเจ้ามีลมหายใจอยู่ต่อ”
เพียงหนึ่งเท้าประทับสดับยินถึงปรภพ
หากนางจงใจผนึกปราณจู่โจมรุนแรงกว่านี้สักหน่อยปรภพไหนเลยไม่จะอ้ารับดวงวิญญาณใต้ฝ่าเท้าของนางดวงนี้ไปแต่เพราะนางอยากให้มันอยู่ต่อเพื่อใช้ชีวิตในฐานะเศษซากเดนคน ปรภพจึงไม่อาจช่วงชิงดวงวิญญาณดวงนี้ไปได้
เมื่อนางทำลายตันเถียนของมันจนแตกสลาย ก็ตวัดปลายเท้าเตะร่างสูงใหญ่อย่างขยะแขยงราวกับเศษขยะกองหนึ่งส่งไปยังกลุ่มโจรที่ต่างอยู่ในอาการตระหนกขวัญเสีย รองหัวหน้าผู้นั้นนอกจากตันเถียนถูกทำลายยามถูกเตะซ้ำก็บาดเจ็บสาหัสมิอาจแม้แต่ขยับกาย ทำได้เพียงครวญครางราวลูกสุนัขถูกราดรดด้วยน้ำเดือด
มิคาดว่าแผนล่อเสือออกจากถ้ำทำการตลบหลังกวาดต้อนสองทาง กลับเจอดาวข่มเข้าให้แม่นางผู้นี้เป็นผู้ใดเหตุไฉนเพียงนางวางฝ่าเท้าลงเบา ๆกลับสามารถทำลายตันเถียนของผู้ฝึกตนระดับปฐพีขั้นกลางได้ง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเช่นนี้
ด้วยสิ่งที่พวกมันเห็นเป็นแค่การวางฝ่าเท้าลงเบาๆ แต่ในความเบาบางแท้จริงกลับมีปราณจู่โจมระดับพลิกฟ้าแฝงเข้าไปด้วยมีหรือที่ตันเถียนของผู้อาจหาญจะไม่ถูกทำลายลง
“เจ้า...เจ้ากล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับพวกเราโจรหมาป่างั้นรึ” หัวหน้ากลุ่มรีบข่มขู่ แม้เสียงจะสั่นเพราะความหวาดกลัวเกาะกินใจแต่มันก็หวังลึก ๆ ว่ากิตติศัพท์ของกลุ่มโจรหมาป่าจะเกรียงไกรมากพอให้หญิงสาวผู้นี้หวาดหวั่น
“เสียวจิ่ว”
“ขอรับ”
“หักแขนข้างขวาของพวกมันทิ้งเสียแล้วทำลายตันเถียนให้สิ้นซาก” นัยน์ตากลมฉายประกายเด็ดขาด ยามออกคำสั่งก็หนักแน่นมั่นคงราวประกาศิตจากสรวงสวรรค์
ผู้ได้ยินผู้ได้ยล ล้วนตัวชาแม้แต่กระดิกนิ้วยังมิกล้า ราวว่ากาลเวลาได้ถูกหยุดไว้อีกคราขณะที่ผู้สั่งกลับก้าวขาเดินกลับเข้าไปในกระโจมของตนอย่างไม่คิดใส่ใจเรื่องราวต่อจากนี้
อันว่าความตายในสายตาของฝูอวี้ฉยงนั้นง่ายดายเกินไปเพียงสังหารแค่พลิกฝ่ามือก็สามารถทำได้ แต่การปล่อยให้พวกมันมีลมหายใจอยู่ต่อในฐานะเศษสวะไร้ค่าดูจะเป็นทัณฑ์ที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าการประหัตประหารเป็นร้อยเป็นพันเท่า
*********
***ถ้าชอบก็ช่วยเมนต์ ช่วยแชร์ด้วยน้า
***ขอบคุณทุกคอมเมนต์ทุกกำลังใจนะ ตอนนี้ไม่มีสต็อกรายตอนแบบสมบูรณ์เลย จำต้องแก้ต้องเกลา และตรวจสอบให้ดีก่อนลง ยังไงต้องขอโทษด้วยนะที่ลงได้แค่ครั้งละตอน
ขอบคุณจ้ะ
ZHMX