ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 44 การต่อสู้อันดุเดือด

            แววตาของหลินหยางเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารอันมากล้น

            มือสังหารคนที่น่ากลัวที่สุดในกลุ่มสี่คนนั้นคือนักดาบที่เป็นคนลงมือสังหารโหดผู้อาวุโสหลิ่วชิงในวันนั้น

            ในการต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือด้วยกันนั้นแพ้ชนะจะถูกตัดสินในชั่วพริบตาคมดาบของดาบอำมหิตนั้นจี้แทงเข้าใส่บริเวณหน้าอกของหลินหยางแบบสุดแรงแต่ก็ถูกทับทรวงของหลินหยางป้องกันไว้ได้อย่างง่ายดายส่วนหมัดเหล็กของหลินหยางข้างหนึ่งนั้น พุ่งผ่านคมดาบเข้าไปชกใส่ใบหน้าของดาบอำมหิตเข้าเต็มๆ

            ตูม!!

            ราวกับลูกแตงโมที่ถูกบดขยี้จะแตกกระจายอยู่กลางเวที

            ดาบอำมหิต เป็นสุดยอดนักดาบขั้นสูง ณ ดินแดนบ้านเกิดของตัวเองแต่ใครจะคิดเล่าว่าคนที่มีชื่อเสียงสุดอำมหิตอย่างมันจะมาสิ้นท่าให้กับหลินหยางจนกลายเป็นเพียงศพไร้เศียรในหมัดเดียว

            หยาดเลือดสาดกระจายไปทั่วผืนฟ้า เศษสมองแหลกเหลวที่ปนอยู่กับเศษกะโหลกกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น

            หมัดข้างขวาของหลินหยางได้กลายเป็นหนึ่งในอาวุธที่น่าเกรงขามที่สุดในโลกไปแล้ว

            ตึงง

            ซากศพไร้หัวของดาบอำมหิตล้มลงไปนอนอยู่บนพื้นตามแรงโน้มถ่วงทุกคนต่างก็ตกใจจนไม่มีคนกล้าหายใจเสียงดังเลยแม้แต่คนเดียว

            “ตัวที่สอง...”

            หลินหยางก้มลงเก็บดาบอิงเสวี่ยที่จมอยู่ในกองเลือด สะบัดมือทีหนึ่งก็โยนดาบไปตกอยู่หน้าชั้นวางป้ายชื่อศพขนาดใหญ่

            ขอสวดส่งบูชาเหล่าวิญญาณของมิตรสหายด้วยดาบของอริศัตรู

            ยังเหลืออีกสองตัว

            ทลายภูผาและมารราคะจ้องมาที่หลินหยางด้วยแววตาที่แตกต่างกันคนหนึ่งโมโห อีกคนขลาดกลัว พวกเขาเริ่มขยับตัวพร้อมกันอีกครั้ง

            “เจ้าบังอาจฆ่าพี่ใหญ่ อย่าอยู่เลย ตาย!!”

            ทลายภูผาเร่งพลังไปที่กำมือขนาดมหึมาของมันพร้อมกับพุ่งเข้าใส่หลินหยาง

            “แย่แล้ว ทำไมเจ้าเด็กนี่มันถึงโรคจิตขนาดนี้”

            ส่วนมารราคะที่เริ่มขยับตัวแล้วนั้นกลับดีดตัวขึ้นฟ้าเพื่อหนีไปยังทิศทางตรงข้ามของหลินหยาง นางไม่อยากจะต่อกรกลับมัจจุราชอันน่าสยดสยองอย่างหลินหยางอีกแล้ว

            ถึงแม้ทั้งสองจะขยับตัวไม่เหมือนกันแต่ยมทูตแห่งความตายนั้นยุติธรรมกับทุกคนเสมอ

            มือขวาของหลินหยางนั้นต่อยสวนเข้าใส่หมัดของทลายภูผาตรงๆ

            ถุงมือสีดำคู่นั้นทรงพลังอย่างมาก พอหมัดของทั้งสองเข้าปะทะกันหมัดของทลายภูผาก็ค่อยๆ แหลกเละจนลามไปถึงท่อนแขน จากนั้นก็ไหล่ จนสุดท้ายร่างกายเกือบครึ่งก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวของหลินหยาง

            หลังจากที่คลื่นอัดกระแทกที่เกิดจากพลังหมัดของหลินหยางสงบลงซากศพของทลายภูผาที่บัดนี้เหลือเพียงครึ่งร่างก็ล้มตึง

            หมัดซ้ายของหลินหยางกำลังเล็งจ่อไปทางมารราคะที่กำลังหนีไป

            ส่วนบนของถุงมือพลันมีลูกดอกสี่แฉกสีดำพุ่งออกมาจากนั้นก็หมุนควงสว่านพุ่งตามมารราคะไป

            มารราคะผู้มีเรือนร่างอันยั่วยวนเพิ่งกระโดดหนีไปได้เพียงสิบกว่าเมตรเท่านั้นอยู่ๆ ตรงกลางอกของนางก็ถูกประกายแสงสีดำทมิฬพุ่งผ่านจนทะลุเป็นรูโบ๋อยู่กลางอากาศ

            อั๊ก!!!!

            นางส่งเสียงกรีดร้องที่โหยหวนที่สุดในชีวิตออกมาดังลั่นจากนั้น ก็ร่วงลงมานอนตายอยู่บนเวทีโดยที่หัวกระแทกกับพื้นจนมีสภาพอเนจอนาถ

            มารราคะในชุดแดง ยั่วยวนสุดแสนทรงสเน่ห์แต่กลับไม่สามารถล่อลวงหลินหยางได้เลยแม้แต่นิดเดียว

            ตั้งแต่ตอนที่หลินหยางเริ่มลงมือจนกระทั้งสี่มือสังหารถูกฆ่าตายจนหมดนั้นเวลาเพิ่งผ่านไปเพียงสั้นๆ ไม่ถึงห้านาทีเท่านั้น

            เหล่าผู้ชมทั่วทั้งสนามต่างก็รู้สึกราวกับว่าทุกส่วนในร่างกายถูกจิตสังหารอันน่าสะพรึงชำระล้างจนหมดสิ้นคนที่ใจแข็งหน่อยก็ยืนตาค้างพร้อมกับตัวสั่นอย่างหวาดผวาส่วนพวกที่ขวัญอ่อนนั้นต่างก็กำลังอ้วกแตกกันพัลวัน หรือบางคนถึงขั้นสลบไปเลยก็มี

            การฆ่าล้างของหลินหยางนั้นโหดเหี้ยมอำมหิตราวกับเทพอสูรกำลังล้างโลกป่าเถื่อนจนผู้คนรู้สึกสั่นกลัวไปถึงดวงวิญญาณ

            “ตัวที่สาม ตัวที่สี่”

            หลินหยางเดินผ่านศพทั้งสองไปพร้อมกับนำเอาดาบยักษ์และกงจักรสลายวิญญาณเหล่านั้นไปวางกองไว้ด้านหน้าชั้นวางป้ายชื่ออีกครั้ง

            ตอนนี้ สี่ผู้คุมกฎสุดแข็งแกร่งที่เป็นสมุนของซ่างกวันเฟยนั้นล้วนถูกฆ่าตายอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบด้วยน้ำมือของหลินหยางจนหมดสิ้นเหล่าอาวุธที่พวกมันเคยใช้สังหารผู้บริสุทธิ์นั้นได้กลายมาเป็นเครื่องเซ่นไหว้ที่ดีที่สุดให้กับเหล่าดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว

            แต่เรื่องมันยังไม่จบแค่นี้

            หลินหยางพลันเอ่ยขึ้นมาว่า “ยังเหลืออีกสองตัวก็ครบแล้ว”

            ยังมีอีกสองหรือ?

            เหล่าผู้คนที่กำลังยืนดูอยู่นั้นหันเหสายตาไปมองเฉินเย่เซิงและซ่างกวันเฟยที่ยืนอยู่บนเวที

            ผู้อาวุโสหลินท่านนี้ฆ่าไม่เลี้ยงแน่!!

            คนร้ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ในเทือกเขาเมฆมรกตเมื่อวันนั้นพวกมันทุกคนต้องตายทั้งหมดในวันนี้

            หลินหยางเริ่มเดินไปทางกลุ่มคนของตระกูลเฉิน

            “ซวยแล้ว...หลินอี้...”

            เฉินเย่เซิงยืนอยู่หน้าเก้าอี้ตัวเองถึงแม้ว่าสีหน้าของเขาจะยังคงนิ่งสงบอยู่แต่ตอนนี้เขากำลังยืนตัวสั่นพลางกุมมือตัวเองเอาไว้อย่างเคร่งเครียด

            และที่น่าสมเพชก็คือ ศัตรูร้ายกาจยืนอยู่ตรงหน้าแล้วแต่คนของตระกูลเฉินทั้งหมดในตอนนี้กลับกำลังยืนหน้าซีดแอบอยู่ด้านหลังของเขาในเวลาวิกฤตแบบนี้ ไม่มีใครยอมออกมารับหน้าแทนประมุขตระกูลของตนเองเลยสักคนเดียว

            ส่วนซ่างกวันเฟยกำลังตื่นตระหนกถึงขีดสุด

            เข้าเริ่มถอยกลับไปเรื่อยๆจนถอยลงมาอยู่ภายใต้การคุ้มกันของเหล่าองครักษ์ที่เหลืออยู่ เหล่าองครักษ์เลยจำต้องฝืนออกไปคุ้มกันตัวเขาเอาไว้ทันทีเหมือนกับว่าเขากำลังหาที่พึ่งพิงสุดท้ายอยู่

            แต่ตอนนี้มีคนออกมาห้ามไม่ให้หลินหยางได้ฆ่าคนอีกต่อไป

            “ทหาร มาจับไอ้ฆาตกรชั่วนี่ไปซะ”

            หวังหมิงชงอดทนต่อไปไม่ไหวแล้ว

            หัวหน้าองครักษ์ของเชื้อพระวงศ์ซูหมิงชุนที่อยู่ข้างเขาเองก็ทนไม่ไหวแล้ว

            มันลงมือฆ่าคนอย่างอำมหิตต่อหน้าประชาชนนับแสนแถมยังลงมืต่อหน้าฝ่ายผู้ดูแลภายใน และเหล่าองครักษ์ของเชื้อพระวงศ์โดยไม่เกรงกลัวแถมยังลงมือฆ่าคนไปถึงสี่คนด้วยตัวคนเดียว

            มารดามันเถอะ หมอนี่ไม่เห็นหัวพวกข้าเลยสักนิดเดียว

            ถึงแม้ว่าการต่อสู้กันเมื่อสักครู่นั้นเป็นพวกดาบอำมหิตทั้งสี่คนเข้าไปหาที่ตายกันเองแต่ตอนนี้จะยอมให้หลินหยางเป็นฝ่ายเปิดฉากลงมือฆ่าเฉินเย่เซิงและซ่างกวันเฟยไม่ได้เด็ดขาด

            เฮเฮ

            ทหารในชุดเกราะสีทองหลายสิบคนเข้ามายืนขวางหน้าหลินหยางไว้ราวกับเป็นกำแพงที่ตั้งขึ้นเพื่อตัดขาดตระกูลเฉินและหลินหยางออกจากกัน

            ซูหมิงชุนนั้นดูราวกับเทพเจ้าองค์หนึ่ง ทื่ยืนอยู่หน้ากลุ่มคนของตนอย่างองอาจและสง่างามพอเขายื่นมือออก ก็พลันมีทวนสีเงินสว่างปรากฏขึ้นทวนสุดทรงพลังเล่มนี้ชี้จ่อไปทางหลินหยางอย่างดุร้ายราวกับอสรพิษที่กำลังแลบลิ้นข่มขูศัตรู

            “หลินอี้ เจ้ารีบยอมแพ้ในตอนที่ยังมีโอกาสเถอะไม่อย่างนั้นจะถือว่าเจ้าเป็นศัตรูกับราชสำนักแห่งอาณาจักรชูอวิ๋นเรา โทษ ตาย!!”

            ซูหมิงชุนนั้นเป็นหนึ่งในสี่หัวหน้าองครักษ์ของเชื้อพระวงศ์มีความสามารถระดับเซียนเทียนขั้นสูงความแข็งแกร่งของเขานั้นมากกว่าคนเมื่อครู่ทุกคน

            “เกราะโซ่คว้าเมฆทองถัก”ที่เขาสวมใส่อยู่บนตัวนั้นก็เป็นยุทธภัณฑ์ระดับวิญญาณขั้นกลางส่วนทวนที่เปล่งประกายสีเงินนั่นมีนามว่า

            “ทวนดุจมังกร”ที่เปล่งประกายสีเงินออกมาเล่มนี้คือรางวัลได้รับพระราชทานมาจากจักรพรรดิหลังจากที่สามารถสร้างผลงานให้บ้านเมืองได้ โดยเป็นอาวุธวิญญาณขั้นสูงที่จักรพรรดิหลินเฮ่ายวนเป็นผู้มอบให้ด้วยตัวเองความสามารถในการต่อสู้ของเขานั้นนับได้ว่าเป็นหนึ่งในสิบยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรชูอวิ๋นเลยก็ว่าได้

            ถ้าเขาจะขวางใครละก็ อีกฝ่ายก็ยากที่จะบุกฝ่าไปได้

            ถ้าเขาจะจับใครละก็ต่อให้อีกฝ่ายจะบินได้ก็ยากที่จะรอดพ้นเงื้อมมือของเขา

            ซึ่งยอดฝีมือที่แข็งแกร่งดุจเทพสงครามคนนั้นได้มาหยุดยืนอยู่ข้างหน้าหลินหยางแล้ว

            หลินหยางมองดูค่ายกลที่ตั้งอยู่หน้าเขามองดูใบหน้าอันน่าเกรงขามของซูหมิงชุนและใบหน้าเคร่งเครียดของหวังหมิงชงแล้วก็ยิ้มอย่างเย็นชา

            “เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว เจ้ายังจะช่วยพวกมันอยู่อีกหรือ?”

            หวังหมิงชงตอบกลับด้วยท่าทางเหมือนตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้องว่า

            “บ้านเมืองมีขื่อมีแปต่อให้เฉินเย่เซิงจะเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่นั่นก็ตาม แต่เจ้าก็ไม่มีสิทธิมาเปิดฉากสังหารโหดในที่แห่งนี้!!”

            เฉินเย่เซิงพอเห็นสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้งก็รีบเข้าไปใส่ไฟกับหวังหมิงชงทันที

            “ท่านหวัง ท่านดูเจ้าหลินอี้สิมันต่างหากที่เป็นฆาตกรกระหายเลือด ดูมันไล่ฆ่าคนอย่างบ้าคลั่งขนาดนั้นคนอย่างมันไม่มีความเป็นมนุษย์เหลืออยู่อีกต่อไปแล้วจะปล่อยให้มันมีชีวิตรอดต่อไปไม่ได้เด็ดขาดเลยนะ!!”

            หวังหมิงชงพยักหน้าเห็นด้วย “ท่านแม่ทัพซู เจ้าคนโฉดผู้นี้กล่าววาจาไร้สาระ ท่านจงไปจับมันมาเสียถ้ามันขัดขืน ฆ่าได้ทันที!!”

            ฆ่าได้ทันที!!!!

            หลินหยางระเบิดเสียงหัวเราะตอบรับทันที “ฮ่าฮ่าฮ่า ฆ่าได้ทันทีอย่างนั้นรึ!! หกสิบแปดชีวิตของตระกูลเวินเราถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม เจ้าบอกว่าไม่มีหลักฐานเอาผิด!! เฉินเย่เซิงใช้วิธีสกปรกเล่นไม่ซื่อแบบนั้น เจ้าบอกว่าแข่งขันอย่างเป็นธรรม!! แต่วันนี้ข้าแค่ฆ่าหมาไปสี่ตัวเพื่อล้างแค้นให้ตระกูลเวินของเรา เจ้ากลับจะฆ่าทิ้งได้ทันทีเลยอย่างนั้นหรือ?”

            เขามองไปทางหวังหมิงชงด้วยแววตาเหยียดหยามที่สามารถมองทะลุไปถึงจิตใจอันชั่วช้าโสมมของมัน

            “ข้าราชการเบาปัญญาที่ไม่แบ่งแยกถูกผิดอย่างเจ้าไม่เหมาะกับตำแหน่งที่เจ้านั่งอยู่สักนิดวันนี้ข้าบอกไว้เลยว่าเฉินเย่เซิงกับซ่างกวันเฟยไม่มีทางรอดชีวิตไปได้แน่ ถ้าเจ้ายังพูดมากอยู่อีกละก็ข้าจะขยี้เจ้าไปด้วยเสียเลย!!”

            ไอ้หยา!!!!

            ผู้คนตกตะลึงกันทั้งสนาม

            ส่วนหวังหมิงชงนั้นโมโหจนจมูกเบี้ยวแล้ว

            เขาตบโต๊ะด้านไปทีหนึ่งจนแตกหักใบหน้าอันเกรี้ยวกราดนั่นไม่เหลือเค้าของความใจเย็นก่อนหน้าเหลืออยู่เลย

            “เจ้ายังจะรออะไรอยู่อีก ซูหมิงชุน!! ไปจับหลินอี้มาให้ข้าซะ ข้าจะตัดลิ้นของมัน!!”

            ขอรับ!!!!

            ซูหมิงชุนคำรามอย่างเกรี้ยวกราดว่า

            “หัดเจียมตัวซะบ้าง หลินอี้!! ข้าให้โอกาสเจ้าครั้งสุดท้าย ยอมแพ้แต่โดยดีเสียไม่อย่างนั้นวันนี้จะเป็นวันตายของเจ้า!!”

            หลินหยางที่เผชิญหน้ากับพลังอันมหาศาลของซูหมิงชุนอยู่นั้น กลับยังยืนให้ลมพัดเส้นผมยาวของเขาให้ปลิวสไวโดยไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว

            “ทำร้ายคนโดยไม่แยกผิดชอบชั่วดี พวกเจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับหมาข้างถนนหรอก!! ถ้าเจ้าคิดจะเป็นหมารับใช้ให้ไอ้หวังหมิงชงนั่นจริงๆ ละก็ อย่างนั้นก็เข้ามาได้เลย!!”

            หนอยแน่!!!!

            ซูหมิงชุนผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้า ไหนเลยจะเคยถูกคนด่าขนาดนี้มาก่อนเขาจึงเริ่มออกท่าทันที

            ทวนแทงออกดุจมังกร อานุภาพยากต่อกร

            ซูหมิงชุนที่เป็นยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นสูงนั้นพลังฟ้าดินของเขามีปริมาณมหาศาลดุจน้ำในทะเล ทวนดุจมังกรที่ความยาวขนาดสองฟุตนั่นพอถูกกระตุ้นด้วยพลังฟ้าดินแล้วบริเวณด้ามจับที่มีเกล็ดมังกรประดับเอาไว้ก็พลันเกิดการเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตราวกับมีภาพลวงตาของมังกรตัวยาวโผล่ออกมา เขี้ยวเล็บของมันตวัดฟันไปทั่วพุ่งเข้าใส่หลินหยางตรงๆ

            มาได้จังหวะพอดี!!

            การต่อสู้ในวันนี้เปรียบเสมือนบททดสอบหลังการฝึกฝนอย่างหนักหนาสาหัสมานานนับครึ่งปี

            เริ่มจากโอวหยางเฟิงตามด้วยกลุ่มมือสังหารสี่คมของดาบอำมหิตนั้น ทำให้เลือดลมในกายเขากำลังร้อนระอุพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง และตอนนี้หนึ่งในยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรชูอวิ๋นอย่างซูหมิงชุนผู้นี้จะเป็นศัตรูคนสุดท้ายที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาต้องปะทะในวันนี้แล้ว

            จะไม่มีใครหน้าไหนสามารถหยุดการล้างแค้นของเขาได้เด็ดขาด

            ไม่ว่าจะหัวหน้าผู้ดูแลภายใน หรือหัวหน้าองครักษ์หรือแม้แต่ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นสูงก็ตาม...

            ใครหน้าไหนที่คิดจะขัดขวางเขาละก็ เตรียมโดนอัดปลิวได้เลย!!

            สองมือของหลินหยางที่สวมถุงมือสีดำเอาไว้นั้นถูกพลังฟ้าดินธาตุไฟในตัวเขากระตุ้นจนเกิดเป็นเปลวไฟสีแดงลุกโชนขึ้นจนเห็นหลินหยางในตอนนี้ดูคล้ายกับเทพอัคคีที่จุติลงมาสู่ภพมนุษย์อีกครั้ง ดูองอาจและน่าเกรงขามเหลือคณา

            “เข้ามา!!”

            หลินหยางตะโกนท้าทายอย่างเกรี้ยวกราดเปลวเพลิงบนหมัดทั้งสองข้างพลันลุกโชนขึ้นกว่าสองเมตรคล้ายกับพยัคฆ์แสนดุร้ายสองตนกำลังคำรามอย่างกราดเกรี้ยวมันอ้าปากกว้างพลันกัดเข้าใส่ทวนยาวดุจมังกรของซูหมิงชุน

            ตูมม!!

            รังสีฆ่าฟันอันเข้มข้นจนแปรเปลี่ยนไปเป็นมังกรเปลวเพลิงอันร้อนแรงที่ดูคล้ายคลึงกับพยัคฆ์ พุ่งเข้าไปปะทะกันบนเวทีอย่างดุเดือดจนระเบิดเป็นพลังอันมหาศาลออกมาอย่างน่าเกรงขาม

            วินาทีที่ทวนกับหมัดพุ่งเข้าไปปะทะกันหัวมังกรปะทะกับเขี้ยวพยัคฆ์ ก็เกิดระเบิดขึ้นจนเกิดเป็นคลื่นอัดอากาศขนาดใหญ่ยกพื้นที่ทำจากศิลาถึงกับทนรับพลังทำลายล้างนั้นไม่ไหวจนพังพินาศลงมาทั้งแถบเกิดควันฟุ้งขึ้นเต็มฟ้าราวกับดอกเห็ดแพร่กระจายไปทั่วทุกทิศ

            “แย่แล้ว!!”

            ตู้หมิงที่ยืนมองเหตูการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วอยู่นั้นพลันดีดตัวลุกขึ้นยืน

            เขารีบพุ่งขึ้นมายืนอยู่หน้าหวังหมิงชงจากนั้นก็เร่งพลังฟ้าดินอันน่าเกรงขามออกมาจนกลายเป็นดั่งกำแพงสายหนึ่งเพื่อป้องกันคลื่นทำลายล้างที่เกิดจากการปะทะกันระหว่างหลินหยางและซูหมิงชุนพร้อมกับตะโกนเสียงดังออกมาว่า “เหล่าทหารพิทักษ์เมือง!! รีบพาผู้คนแยกย้ายออกไป!!!!”

            รับทราบ!!!!

            เหล่าทหารแห่งกองกำลังพิทักษ์เมืองใช้ร่างกายของตัวเองเข้าไปบดบังคลื่นกระแทกที่สาดซัดเข้ามาเพื่อไม่ให้มันไปทำร้ายประชาชนที่ยืนอยู่รอบๆส่วนยอดฝีมือของตระกูลเวินและตระกูลเฉินเองต่างก็คอยคุ้มกันให้เหล่าคนของตัวเองถอยออกมา

            หลังจากที่ฝุ่นควันค่อยๆ สลายหายไปแล้วผู้คนถึงได้รับรู้กันว่าการปะทะกันเพียงหนึ่งครั้งระหว่างยอดฝีมือระดับเซียนเทียนนั้นจะน่าหวาดหวั่นได้มากถึงเพียงนี้

            บนเวทีสูงอันกว้างใหญ่นี้ถึงกับเกิดเป็นหลุมลึกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาวถึงห้าสิบเมตร ยกพื้นศิลาที่มีขนาดใหญ่นั่นได้แตกสลายกลายเป็นเพียงเศษหินกระจายอยู่บนพื้นเหล่าทหารแห่งกองกำลังพิทักษ์เมืองที่สวมเกราะครบทั้งตัวนั้นกว่าครึ่งถึงกับทรุดลงบนพื้นพร้อมกับกระอักเลือดออกมาเต็มปาก

            ซึ่งผลทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการปะทะกันเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น!!

            เหล่าประชาชนตอนนี้เริ่มสลายตัวออกจากสถานที่แห่งนี้กันแล้ว

            อยากดูนั้นมันก็อยากดูอยู่หรอกแต่ชีวิตตัวเองมันสำคัญกว่ากันเยอะคนที่จะดูการต่อสู้อันเหนือมนุษย์แบบนี้ต่อได้คงต้องเป็นคนที่ใจกล้าและพร้อมจะเสี่ยงชีวิตอยู่แล้วเท่านั้น

            ตอนนี้ทั่วทั้งสนามกำลังตกอยู่ในความสับสนอลหม่านจนไม่สามารถควบคุมได้อีกแล้วแต่ยังดีที่มีเหล่าทหารพิทักษ์เมืองกว่าพันคนคอยปกป้องและช่วยกันอพยพคนออกจากพื้นที่แห่งนี้แต่ความวุ่นวายต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยรอบนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับทั้งสองคนที่ตอนนี้รังสีฆ่าฟันกำลังพลุ่งพล่านถึงขีดสุด

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน