(จบ)ทะลุมิติมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยร้านอาหารในวันสิ้นโลก

    บทที่ 37 ต้นสายปลายเหตุ (รีไรต์)

    บทที่ 37 ต้นสายปลายเหตุ (รีไรต์)


    เสียงสวบสาบดังขึ้นแผ่วเบาจากทางป่ามืด เจียงอี้อิ่นเงยหน้าขึ้นสบตากับเด็กคนนั้นที่ลอบมองมา 


    “นายมาแล้วเหรอ” สองมือโบกทักทายอย่างยินดี “วันนี้เรามากินข้าวที่โต๊ะกันดีไหม” 


    เด็กน้อยมองโต๊ะและเก้าอี้ หากแต่ยังยืนนิ่งไม่ไหวติ่ง


    เจียงอี้อิ่นคิดว่าเขาคงไม่รู้วิธีนั่ง จึงลุกขึ้นยืนสาธิตให้เขาดู “นั่งบนเก้าอี้แบบนี้”


    เด็กน้อยยังคงไม่ขยับเขยื้อน เพียงแต่ยื่นตัวออกมาจากหลังต้นไม้เล็กน้อย มองจานซาลาเปาด้วยความปรารถนาเต็มเปี่ยม


    ดูเหมือนเขาไม่อยากนั่ง เจียงอี้อิ่นก็ไม่ได้บังคับ จึงเลื่อนซาลาเปาไปในระยะที่เขาเอื้อมถึง แล้วหยิบตะเกียบคีบซาลาเปาขึ้นมาก้อนหนึ่ง


    “กินได้เลยหรือจะจิ้มน้ำจิ้มก่อนก็ได้” เธอทำให้เด็กน้อยดู จิ้มพริกน้ำมันและน้ำส้มสายชู แล้วเอาซาลาเปาเข้าปาก แก้มป่องขึ้นมาทันที


    ไส้หมูสดใหม่ผสมกับผักกาดขาวสับ รสชาติของเนื้อและความหวานกรุบกรอบของผักผสมผสานกัน ราวกับระเบิดเนื้อที่กำลังจะระเบิดแผ่ซ่านทั่วปาก ช่างเบิกบานใจ


    หลังจากกลืนซาลาเปาลงท้อง เธอก็เปลี่ยนมาหยิบช้อน ตักเกี๊ยวน้ำขึ้นมากินซดน้ำซุป ได้รสชาติที่แตกต่าง แต่ก็อร่อยเหมือนกัน 


    เด็กน้อยมองเธอครู่หนึ่งก็เอื้อมมือมาหยิบช้อน 


    เขาจ้องมองเกี๊ยวอ้วนกลมด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ทำท่าจะเอาเข้าปากแบบเดียวกับที่เธอทำ 


    แต่เขายังเป็นเพียงแค่เด็ก ปากจึงยังเล็กอยู่ ใส่เกี๊ยวเข้าไปทั้งชิ้นไม่หมด จึงได้แต่กัดออกเป็นสองส่วน 


    ผลก็คือไส้ครึ่งหนึ่งไหลทะลักตกลงไปในน้ำซุป เขารีบร้อนใช้ช้อนตักไส้ขึ้นมา แต่กลับออกแรงเกินไปจนเผลอคนไส้เกี๊ยวกระจายปนอยู่ในน้ำซุป กลายเป็นซุปเนื้อสับหนึ่งชาม 


    จริง ๆ แล้วไส้เกี๊ยวยังอยู่ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่เข้าใจ ทำหน้าตาเหมือนจะร้องไห้ 


    เจียงอี้อิ่นรู้สึกเอ็นดู แต่เห็นเขาท่าทางเหมือนจะร้องไห้ จึงกลั้นขำและเอ่ยปลอบใจ “ไม่ต้องเศร้า ๆ ไส้ไม่ได้หายไปไหน เดี๋ยวเรากินน้ำซุปก็เหมือนกินมันเข้าไปนั่นแหละ”


    ดูเหมือนเด็กน้อยจะเชื่อใจเธอ สีหน้ากลับมาดีขึ้นทันที เขาประคองชามขึ้นมาซดน้ำซุปอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นดวงตาก็สว่างเป็นประกาย 


    เมื่อแน่ใจว่าไส้เกี๊ยวละลายอยู่เต็มน้ำซุปก็เบาใจลง หยิบตะเกียบคีบซาลาเปาขึ้นมากินอย่างคล่องแคล่ว 


    เจียงอี้อิ่นสังเกตเห็นว่า ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่ชินกับการใช้ตะเกียบ แต่ท่าทางก็ดูดีทีเดียว เห็นได้ชัดว่าจำสิ่งที่เธอสอนเมื่อวานได้อย่างแม่นยำ เป็นเด็กฉลาดทีเดียวนะเนี่ย


    หลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้พูดอะไร กินข้าวต่อเงียบ ๆ จนเสร็จ และพูดกับเด็กน้อยก่อนที่เขาจะไปว่า “รอก่อนนะ ฉันมีเรื่องอยากจะถาม” 


    เด็กชายชะงักกึก สายตาคมใต้คิ้วเข้มจ้องตรงมาที่เธอ


    ไม่รู้ว่าเธอคิดไปเองหรือเปล่า แต่ทำไมถึงรู้สึกว่าเขาดูกังวลยังไงชอบกล


    “เมื่อคืนนี้หรือไม่ก็เช้านี้ นายเจอพวกผู้มีพลังพิเศษหรือเปล่า”


    เด็กชายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ พยักหน้า


    “พวกนั้นมากันกี่คน”


    เขาไม่ยอมปริปากพูด


    เจียงอี้อิ่นส่ายหน้า “ฉันรู้ว่านายเข้าใจที่ฉันพูด อย่ามาแกล้งโง่หน่อยเลยน่า”


    เขากัดริมฝีปากแน่น ก่อนจะค่อย ๆ ยกนิ้วขึ้นมาสี่นิ้ว


    เจียงอี้อิ่นหรี่ตามอง เมื่อวานตอนที่เธอไล่เจิ้งหยวนไป เขาก็พาคนไปด้วยสี่คน บังเอิญตรงกับที่เด็กชายคนนี้บอก


    เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อ “แล้วนายเจอพวกเขาตอนไหน”


    เด็กชายเอียงคอครุ่นคิด ชี้ไปทางทิศตะวันตกรวดเร็ว ก่อนจะลากนิ้วเป็นเส้นโค้งผ่านจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกช้า ๆ ปลายนิ้วลากต่ำลงจนกระทั่งชี้ไปที่พื้นดิน


    เธอขมวดคิ้วใช้เวลาครู่หนึ่งจึงเข้าใจ “นายหมายถึงว่าเจอกันตอนฟ้ายังไม่สว่างเหรอ”


    เด็กชายพยักหน้า


    ความสงสัยพุ่งทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อวานตอนที่เจิ้งหยวนถูกไล่ไป ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว สมมติว่าเขากลับไปที่ฐานชางซิ่ง ทำไมยังเข้าไปในป่าตอนดึกอีกล่ะ 


    อันตรายในป่ายามค่ำคืนนั้นน่ากลัวกว่าตอนกลางวันมาก มีเพียงผู้ใช้พลังพิเศษแข็งแกร่งอย่างกู้ไฮว่ถิงเท่านั้นที่กล้าออกมาตอนกลางคืน 


    แต่ถ้าเขาไม่ได้กลับฐาน แล้วเขาจะอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยอันตรายแบบนี้ทำไม 


    เธอครุ่นคิดพลางก้มหน้ามองเด็กชาย “นายเจอพวกเขาที่ไหน”


    เด็กชายเม้มริมฝีปากจำใจยกมือขึ้นชี้ไปด้านข้างภายใต้สายตากดดันของเจียงอี้อิ่น


    เธอเบิกตากว้าง ถามย้ำอีกครั้ง “นายเจอพวกเขาที่นี่ ที่ร้านของฉันเนี่ยนะ”


    เด็กชายพยักหน้า


    โอ้โห ดูเหมือนเธอจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว


    หลังจากเจิ้งหยวนถูกไล่ออกไปก็ยังคงแค้นฝังใจ บางทีเขาอาจจะอยากกลับมาแก้แค้น หรือมีแผนการอื่น ๆ จึงย่องกลับมาตอนที่เธอพักผ่อน แต่ไม่คาดคิดว่าเด็กคนนี้จะยังไม่ไปไหนหลังจากกินข้าวเสร็จ พวกเขาทั้งสองฝ่ายจึงเกิดการปะทะกัน


    เจิ้งหยวนเมื่อเจอกับ ‘เป้าหมาย’ ย่อมไม่อยากปล่อยให้หลุดมือ ทั้งสองฝ่ายจึงปะทะกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เด็กคนนั้นไม่ว่าจะป้องกันตัวเองหรือควบคุมความดุร้ายไม่ได้ แต่ที่แน่ ๆ คือเจิ้งหยวนและพวกไม่ได้อะไรดี ๆ กลับไป


    แต่วันนี้เจิ้งหยวนกลับไม่พูดถึงสิ่งที่เขาต้องการ บางทีเขาอาจยังมีแผนการคิดร้ายต่อเธออยู่


    เจียงอี้อิ่นมองเด็กชายที่ยังมีท่าทางตึงเครียด คิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้น แล้วยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยน “ต่อไปนี้นายต้องระวังตัวให้มากขึ้น อย่าให้พวกผู้ใช้พลังพิเศษเห็นเข้าล่ะ ถ้าเจอคนที่แข็งแกร่งมาก ๆ นายจะบาดเจ็บได้นะ ในบรรดาผู้ใช้พลังพิเศษก็มีเพื่อนของฉันอยู่ด้วย ฉันก็ไม่อยากให้พวกเขาถูกนายทำร้ายเหมือนกัน”


    น้ำเสียงอ่อนโยนช่วยปลอบประโลมเด็กชายได้มาก ท่าทางผ่อนคลายลงเล็กน้อย พยักหน้าแล้วทำท่าทางจะจากไป


    เธอไม่ได้ขวางเขาและปล่อยให้เขากลับเข้าป่า สายตาของเธอดูเหมือนจะเห็นแสงสะท้อนวูบไหว แต่เมื่อมองไปที่ต้นไม้หนาทึบก็ไม่พบสิ่งใด


    กู้ไฮว่ถิงและเจิ้งฮุ่ยเจวียนตั้งใจกับเรื่องความร่วมมือมาก วันรุ่งขึ้นก็เตรียมสัญญามาเรียบร้อยแล้ว


    การค้าขายครั้งแรก พวกเขาไม่ได้ทำอลังการนัก พวกเขาต้องการเพียงขนมเจียนปิ่งทุกไส้ ไส้ละหนึ่งร้อยชิ้น บะหมี่หยางชุนห้าสิบชาม เนื้อพะโล้ห้าสิบจาน น้ำเต้าหู้และน้ำเต้าหู้พุทราถั่วลิสงรวม หนึ่งร้อยแก้ว ถั่วเขียวต้มน้ำตาลห้าสิบแก้ว และบาร์บีคิวห้าสิบไม้


    เมื่อคืนเธอใช้เวลาตอนหลับ อัปเกรดร้านบะหมี่หยางชุนเป็นเลเวลสี่แล้ว เมนูอาหารไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่มี ‘ตัวเลขซูโจว’*[1] เพิ่มขึ้นมากมาย เช่น หมูผัดเห็ดหูหนูดำ หมูสับผัดถั่วฝักยาว ซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดง เนื้อตุ๋นรสเผ็ด 


    กู้ไฮว่ถิงสั่งบะหมี่เพิ่มอีกสี่สิบชาม แต่ละอย่างสิบชาม


    เธอสัญญาว่าจะเตรียมของทุกอย่างให้พร้อมภายในสามวัน กู้ไฮว่ถิงยังใจกว้าง จ่ายเงินเต็มจำนวนทันที


    เจียงอี้อิ่นเห็นพวกเขาใจกว้าง เธอเองก็ไม่ได้ตระหนี่ หยิบรถเข็นที่ได้จากการสุ่มรางวัลออกมาให้กู้ไฮว่ถิง


    “ช่วงแรกพวกคุณต้องสร้างชื่อเสียง ใช้สิ่งนี้สะดวกกว่า”


    หลังจากมอบสิทธิ์การใช้งานรถอัจฉริยะให้พวกเขาแล้ว เธอก็เน้นย้ำเรื่องการทำลายตัวเองของรถอีกครั้ง จากนั้นก็หันกลับไปทำงานของตัวเอง


    ช่วงนี้เมืองอาหารอวี้ซานไห่มีชื่อเสียงขึ้นเรื่อย ๆ ในฐานอู๋ถงและมู่หลาน เหล่าผู้ใช้พลังที่ร่ำรวยก็ยินดีที่จะมาที่นี่ทุกวัน ซื้ออาหารสำหรับทั้งวันก่อนออกไปทำงาน 


    คนธรรมดาเองก็อยากกินของอร่อย แต่ไม่สามารถไปร้านอาหารได้ทุกวันเหมือนผู้ใช้พลัง อีกอย่างเมืองอาหารอวี้ซานไห่ก็ตั้งอยู่ในป่า คนธรรมดาเดินทางไม่สะดวก จึงมีผู้ใช้พลังหัวใสฉวยโอกาสทำธุรกิจ


    เธอเพิ่งรับออร์เดอร์แบบ ‘ห่อกลับบ้าน’ จากลูกค้าหลายคน แถมสั่งไม่เยอะ ไม่น่าจะใช่ผู้ใช้พลังสั่งกินเอง เลยถามด้วยความสงสัย 


    ถึงได้รู้ว่าทั้งสองฐานมี ‘พนักงานส่งอาหาร’ แล้ว มนุษย์เราช่วงสรรหาวิธีหากินจริง ๆ


    โชคดีที่แม้จะเป็นพนักงานส่งอาหารมาซื้อ แต่ระบบคำนวณลูกค้าโดยยึดตามผู้ซื้อจริงเป็นหลัก จำนวนลูกค้าใหม่ของร้านบะหมี่หยางชุนจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประจวบเหมาะกับตอนที่กู้ไฮว่ถิงและพวกกำลังเตรียมออกเดินทางค้าขายครั้งแรก ร้านบะหมี่หยางชุนก็บรรลุเงื่อนไขการอัปเกรดเป็นเลเวล


    นอกจากการแจ้งเตือนการอัปเกรดแล้ว ยังมีภารกิจใหม่ปรากฏขึ้นมาด้วย




    [1] เลขซูโจวยังเป็นที่รู้จักในซูโจว เป็นระบบตัวเลขที่ใช้ในประเทศจีนก่อนที่จะนำของเลขอารบิก 


    ข้อมูลเพิ่มเติม

    https://hmong.in.th/wiki/Suzhou_numerals



    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ทะลุมิติมาเป็นเถ้าแก่เนี้ยร้านอาหารในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน