มหาศาสตรากู้แผ่นดิน

    ตอนที่ 60 หมู่บ้านป่าโมก

    ตอนที่60 หมู่บ้านป่าโมก

     

    เช้าวันถัดมา.......

     

    “ทุกอย่างพร้อมแล้วใช่ไม่ไอ้จ๋อ?”

     

    “แน่นอน! ข้าได้เตรียมไหเครื่องในหมักไว้แล้วว่าแต่พวกเราจะแบกพวกมันทั้งหมดไปจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”

     

    “ใช่! ถ้าไม่แบกไปแล้วพวกเราจักเอาไปเยี่ยงใดวะ?”

     

    “ข้ามิได้หมายความเยี่ยงนั้น ข้าแค่อยากจะบอกว่าทำไมพวกเราไม่แบ่งเอาไปแค่ครึ่งเดียวก่อนละ แล้วคราวหน้าค่อยเอาไปอีกครึ่งหนึ่ง?”

     

    “อันที่จริงข้าก็คิดเยี่ยงนั้นเหมือนกันแต่ข้ากลัวว่าเครื่องในหมักที่อยู่ในไหพวกนั้นจะเน่าเสียก่อนน่ะสิวะเอ็งก็รู้ว่าไหอาคมของข้าเป็นเพียงแค่ไหคุณภาพต่ำ ถ้าพวกเรามิขายตอนนี้มันอาจจะเสียของจนมิอาจเอาไปขายเลยก็เป็นได้!”

     

    อ้า!

     

    มันก็จริงของเอ็ง!

     

    ไม่ใช่ว่ากลัวไม่อยากทำแบบที่ไอ้จ๋อบอกแต่เพราะว่าไหที่กล้วยเอามาใช้หมักเครื่องในนั้น มันมีคุณภาพที่ต่ำมากถ้าเขามีไหที่คุณภาพสูงกว่านี้ เขาก็คงจะหมักพวกมันได้นานกว่านั้นแล้วดังนั้นเขาจึงต้องเอาพวกมันไปขายทั้งหมดเพราะคนในหมู่บ้านน่าจะมีไหที่ดีกว่านี้ในการเก็บรักษา......

     

    “ถ้าเยี่ยงนั้นข้าแบกแค่สามไหพอนะ ส่วนอีกห้าไหเอ็งแบก”เมื่อไอ้จ๋อมองไปที่ไหหมักทั้งแปดใบที่ตั้งอยู่บนพื้น มันก็รีบพูดออกตัวในทันทีเลยว่ามันจะช่วยแบกแค่สามไหเท่านั้น.......

     

    “ไม่มีปัญหา แต่ไหสามใบที่เอ็งต้องแบกเป็นไหสามใบนั้น!”

     

    หือ?

     

    “นั่นมันไหที่หนักที่สุดมิใช่หรือ?”

     

    “ใช่! เพราะเอ็งเลือกจำนวนน้อย เยี่ยงนั้นก็เอาใบที่หนักๆ ไปแทนมิเช่นนั้นเอ็งก็มาเปลี่ยนกับข้า เอ็งแบกห้าข้าแบกสาม เอาไหม?”

     

    ไม่!

     

    “งั้นก็เลิกบ่นแล้วแบกไหขึ้นมาสักที พวกเราจักได้เดินทางกันเพราะกว่าจักถึงหมู่บ้านป่าโมกก็คงเป็นเวลาตะวันบ่ายเป็นแน่แท้ ถ้าขืนยังชักช้าพวกเราได้ไปถึงตะวันตกดินพอดี!”

     

    เอ่อน่า!

     

    “เอ็งนี่บ่นมากจริงๆ เลยนะไอ้กล้วย จะช้าจะเร็วเยี่ยงใดพวกเราก็ไปถึงหมู่บ้านป่าโมกอยู่ดีแหละ!”

     

    เฮ้อ......

     

    หลังจากที่กล้วยและไอ้จ๋อโต้เถียงกันเสร็จแล้วทั้งคู่ก็แบกไหที่มีเครื่องในหมักอยู่ในนั้นไป ซึ่งกล้วยแบกไหหมักทั้งหมดห้าใบส่วนไอ้จ๋อสามใบ แต่ว่าไหหนึ่งในสามใบที่ไอ้จ๋อแบกนั้นมีไหที่หนักที่สุดในบรรดาไหทั้งแปดใบด้วย.......

     

    การเดินทางจากเขตอาศรมไปหมู่บ้านป่าโมกนั้นต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงเลยกว่าจะไปถึง เพราะพวกเขาจะต้องเดินข้ามภูเขาถึงสองลูกและต้องผ่านทุ่งกว้างยาวหลายกิโลเมตรกว่าจะถึงแต่ก็โชคดีที่ภูเขาทั้งสองลูกไม่ได้สูงและชันมากนั่นจึงทำให้ทั้งสองสามารถไปถึงหมู่บ้านป่าโมกได้ก่อนที่ฟ้าจะมืดลงแต่ถ้าพวกเขายังช้ากว่านี้ พวกเขาอาจจะไปถึงช่วงเย็นเลย.......

     

    เจ็ดชั่วโมงครึ่งผ่านไป......

     

    ฟู่วววววว!!

     

    แฮะ!แฮะ! แฮะ!

     

    “ทำไมถึงเหนื่อยเยี่ยงนี้เนี่ย? ถ้าข้าไม่ใช่นักรบชั้นหัวหมู่ขั้นต้นละก็ป่านนี้ข้าคงไปนอนคุยกับก้อนหินแล้ว ทั้งหมดเป็นเพราะเอ็งคนเดียวเลยไอ้กล้วยเพราะเอ็งหยุดแวะพักแค่ประเดี๋ยวเดียว!”

     

    “แวะพักตั้งหนึ่งชั่วโมงครึ่งเอ็งยังบอกว่าประเดี๋ยวเดียวอีกอย่างนั้นรึ?ปกติแล้วเขาพักกันแค่ครึ่งชั่วโมงก็เกินพอแล้วแล้วเยี่ยงนี้เอ็งยังจักมาบ่นข้าอีก ข้าไม่ปล่อยให้เอ็งนอนแห้งตายอยู่บนเขาลูกที่สองก็ดีเท่าไรแล้วไอ้จ๋อ!แล้วไหนจะเรื่องที่ทำให้เด็กๆ หวาดกลัวอีก เอ็งนี่มันสร้างปัญหาจริงๆ!”

     

    กล้วยรู้สึกโมโหไอ้จ๋อมากที่ทำให้เขาต้องเสียเวลาไปมากซึ่งจริงๆ แล้วเขาจะต้องมาถึงที่หมู่บ้านตั้งแต่บ่ายสองหรือบ่ายสามโมงแล้วแต่เพราะไอ้จ๋อ พวกเขาจึงมาถึงที่หมู่บ้านป่าโมกในช่วงบ่ายสี่โมงครึ่งเลยแถมในตอนที่มาถึง ไอ้จ๋อยังทำให้เด็กๆในหมู่บ้านหวาดกลัวอีกแต่ดีนะที่เขาสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ ไม่เช่นนั้นคงได้เกิดปัญหาขึ้นแน่.......

     

    “ข้าไม่ได้ตั้งใจที่จะแกล้งเด็กๆ พวกนั้นเสียหน่อย ข้าก็แค่อยากจะหยอกล้อพวกมันก็เท่านั้นแต่ใครจักไปคิดละว่าพวกมันจักกลัวข้าขนาดนั้น!”

     

    ไอ้จ๋อพูดเหมือนไม่รู้สึกผิดเลยมันคิดว่าสิ่งที่มันทำไปนั้นเป็นเรื่องปกติทั่วๆ ไปเพาะมันแค่อยากจะหยอกเล่นกับเด็กๆ กลุ่มนั้นเท่านั้น ไม่ได้ต้องการที่จะทำให้เด็กๆกลัวจนร้องไห้ยกใหญ่เลย.....

     

    “ช่างเถอะ! ตอนนี้พวกเราควรไปหาที่พักค้างแรมกันเสียก่อน มิเช่นนั้นคืนนี้ได้นอนกันใต้ต้นไม้และพื้นดินแข็งๆ แน่!”

     

    “แล้วพวกเราจักไปนอนที่ใด? เอ็งมีญาติอยู่ที่นี่อย่างนั้นรึ?”

     

    “ไม่ดอก! ที่นี่มีพระอยู่ พวกเราจะไปขอที่ซุกหัวนอนกับหลวงพ่อกัน”

     

    หือ?

     

    อ้า!

     

    “เป็นความคิดที่ดี อย่างน้อยตื่นมาพวกเราจักได้มีข้าวกินกันด้วย”

     

    ไอ้จ๋อยิ้มกว้างและเห็นด้วยกับความคิดของกล้วยแต่ที่มันเห็นด้วยนั้นไม่ใช่เพราะว่าจะได้นอนโดยไม่ต้องตากน้ำค้างแต่เป็นเพราะว่าตื่นเช้ามา มันจะได้มีอะไรกิน.....

     

    “เอ็งนี่บาปหนาจริงๆ เลยนะไอ้จ๋อ คิดถึงแต่เรื่องกินแค่หลวงพ่อท่านให้ที่ซุกหัวนอนกับพวกเราก็ดีเท่าไรแล้วยังจะคิดถึงเรื่องขออาหารจากท่านอีก!”

     

    โถ่!

     

    “หรือว่าเอ็งไม่คิด? ถ้าเอ็งไม่คิดก็อย่าให้ข้าเห็นเอ็งกินข้าวก้นบาตรนะ!”

     

    ฮึ่ม!

     

    “เรื่องอะไรข้าจักต้องฟังความเอ็งด้วยวะ? ถึงข้าจะขอหลวงพ่อท่านกินแต่ข้าก็ไม่ขอกินฟรีๆ ดอกโว้ย ข้าจักออกไปช่วยหลวงพ่อท่านบิณฑบาตตอนเช้าด้วย”

     

    หึ!

     

    ทำเป็นบ่นข้า!

     

    หลังจากนั้นไม่นานกล้วยและไอ้จ๋อก็เข้าไปในหมู่บ้านป่าโมกเมื่อพวกเขาตกลงกันเสร็จแล้วซึ่งสถานที่แรกที่พวกเขาแวะไปนั้นก็คือกุฏิของพระรูปหนึ่งที่เป็นพระประจำหมู่บ้านนี้เพื่อที่พวกเขาจะได้ขอพื้นที่ซุกหัวนานในคืนนี้....

     

    ณหน้ากุฏิของพระรูปหนึ่งที่ตั่งอยู่ใกล้ๆ หมู่บ้านป่าโมก.......

     

    นมัสการขอรับหลวงพ่อ!

     

    เอ่อๆ.....เจริญพรโยมทั้งสอง!

     

    “ดูแล้วพวกโยมทั้งสองคงมิใช่คงแถวนี้ใช่หรือไม่? แล้วเป็นไงมายังไงละถึงได้มาหาอาตมาที่นี่ล่ะ!?”

     

    “ขอรับหลวงพ่อ! พวกเราทั้งสองมิใช่คนแถวนี้พวกเราเป็นชาวป่าชาวเขาจากป่าใกล้ๆ นี้ขอรับ และที่พวกมันมาหาหลวงพ่อก็เพราะว่าพวกเขาอยากจะมาขอพื้นที่ซุกหัวนอนสักคืน มิทราบว่าหลวงพ่อพอจักมีพื้นที่ให้พวกเราหลบนอนหรือไม่ขอรับ?”

     

    เป็นกล้วยที่ตอบคำถามของหลวงพ่อท่านนี้เพราะถ้าให้ไอ้จ๋อตอบ มันคงพูดใช้คำพูดที่ไม่ถูกต้องเท่าไหร่นักและมันอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ ดังนั้นกล้วยจึงเป็นคนพูดและอธิบายให้หลวงพ่อท่านนี้ได้รู้ว่าเขามาที่นี่ทำได้.....

     

    อ้า!

     

    “ได้สิโยม ข้างๆ กุฏิของอาตมามีเพิงอยู่ที่นั่นน่าจักพอให้พวกโยมหลบน้ำค้างแลใช้หลับนอนได้อยู่ถ้าโยมไม่รังเกียจและคิดมาก ก็ไปนอนที่นั่นได้เลย” หลวงพ่อตอบกลับกล้วยในทันทีซึ่งหลวงพ่อท่านนี้ดูใจดีและมีเมตตาอย่างมาก ทุกคำที่ท่านพูดออกมานั้นล้วนแต่จริงใจและนุ่มนวลมาก.....

     

    “ไม่เลยขอรับหลวงพ่อ! ไหนเลยพวกเราจะรังเกียจได้ขอเพียงแค่มีที่ซุกหัวนอนให้หลบน้ำค้างในคืนนี้ได้ก็เพียงพอแล้วขอรับแค่นี้ก็เป็นพระคุณอย่างยิ่งแล้ว!” กล้วยรีบกล่าวขอบคุณหลวงพ่อท่านนี้ในทันทีเพราะเขาไม่ได้ต้องการที่พักที่ดี แต่เขาต้องการที่พักที่ช่วยให้เขาไม่ถูกน้ำค้างและไม่ต้องนอนหลังขดหลังแข็งบนพื้นดินก็พอ.....

     

    “เยี่ยงนั้นพวกโยมก็ไปทำความสะอาดเอานะ จักได้นอนกันสบายๆ หน่อย”

     

    “ขอรับหลวงพ่อ เช่นนั้นพวกเรากราบลาขอรับ!”

     

    เจริญพรโยม!

     

    หลังจากที่กล้วยได้ที่พักแล้วเขากับไอ้จ๋อก็ไปจัดการทำความสะอาดเพิงที่หลวงพ่อบอกในทันทีซึ่งเพิงนี้มีขนาดกว้างและยาวประมาณสามถึงสี่เมตร และสูงราวๆ สองเมตรได้ถือว่าเป็นที่พักที่ดีพอสมควรเลยถ้าเอาไว้ใช้หลับนอนเพียงแค่ชั่วคราว.......

     

    “กล้วย! ข้ารู้สึกแปลกๆเยี่ยงใดก็มิรู้ในตอนที่หลวงพ่อท่านนั้นมองมาที่เอ็ง เหมือนกับว่าท่านกำลังมองดูผลไม้ที่แสนอร่อยอยู่เยี่ยงนั้นแหละ!”

     

    หึ!

     

    “นั่นเอ็งคิดอะไรของเอ็งกัน หลวงพ่อท่านเป็นคนที่ประเสริฐและมากไปด้วยบุญท่านจะทำอย่างที่เอ็งบอกได้เยี่ยงไรวะ? พอๆข้าคุยกับเอ็งแล้วจะประสาทกินจริงๆ รีบๆ ช่วยข้าทำความสะอาดเพิงได้แล้ว พวกเราจักได้เอาเครื่องในหมักพวกนี้ไปขายกัน!”

     

    อ้า!

     

    แต่ว่าข้ารู้สึกแบบนั้นจริงๆนะ!

     

    ไอ้จ๋อยังคงยืนยันความคิดของมันว่ามันรู้สึกไม่เป็นกังวลและไม่สบายใจเกี่ยวกับหลวงพ่อท่านนี้เลยมันเชื่อว่าตัวมันไม่ได้คิดหรือมองผิดไปอย่างแน่นอน เพราะถ้ามองในมุมของมันแล้วหลวงพ่อท่านนี้เอาแต่จ้องมองไปที่กล้วนตลอดด้วยแววตาที่ผิดปกติจากพระทั่วๆ ไปดังนั้น มันจึงพยายามที่จะเตือนกล้วยให้ระวังตัวเอาไว้......

     

    หลังจากนั้นไม่นาน.......

     

    ภายในหมู่บ้านป่าโมก........

     

    หลังจากที่กลัวเดินเข้ามาในหมู่บ้านพร้อมกับไอ้จ๋อคนในหมู่บ้านก็มองพวกเขาตาไม่วางเลย แต่จะบอกว่ามองพวกเขาก็ไม่ได้เต็มปากต้องบอกว่ามองไอ้จ๋อมากกว่า เพราะลิงที่สามารถแบกไหและเดินได้เหมือนๆกับคนนั้นหาได้ยากมากสำหรับที่แห่งนี้ ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องแปลกที่พวกเขาจะสงสัยและมองไปที่ไอ้จ๋อและแน่นอนว่านอกจากคนที่สงสัยแล้ว คนที่หวาดกลัวก็มีเช่นกัน.......

     

    แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองก็ไม่ได้สนใจสายตาของคนในหมู่บ้านเลยสักนิดเพราะเป้าหมายของเขาคือการนำเครื่องในหมักของหมู่ป่าเขาเดียวมาขาย ดังนั้นเขาจึงพยายามที่จะมองหาร้านขายของที่ใหญ่ที่สุด หรือดูน่าจะเข้าท่าที่สุดก่อนที่เขาจะพบเจอร้านๆหนึ่ง......

     

    ตุบตุบ ตุบ!

     

    “ท่านลุง! ข้าอยากจะขายเครื่องในหมัก ข้าจักเอาไปขายได้ที่ใดเยี่ยงนั้นรึ?”

     

    หือ?

     

    “เอ็งเอาเครื่องในมาขายเยี่ยงนั้นรึ? เยี่ยงนั้นเอ็งก็มาถูกที่แล้วไอ้หนุ่มร้านของข้าเนี่ยแหละรับซื้อพวกมันอยู่ว่าแค่เครื่องในหมักของสัตว์ชนิดใดกันที่เอ็งเอามาขายรึ?” พ่อค้าชายวัยกลางคนที่กล้วยเข้ามาถามได้ตอบกลับในทันทีซึ่งมันเป็นร้านของเขาเองที่รับซื้อของพวกนี้เพราะร้านของเขาเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านแล้ว......

     

    “เป็นเครื่องในของหมูป่าเขาเดียวจ๊ะ!”

     

    หือ?

     

    หมูป่าเขาเดียว?!

     

    “นั่นมันสัตว์ร้ายระดับนักรบชั้นหัวหมู่ขั้นต้นเลยนะมิใช่ว่าเอ็งกำลังปดข้าอยู่รึ?”

     

    พ่อค้าคนนี้ดูจะไม่เชื่อที่กล้วยพูดเพราะจากที่เขามองดูกล้วยแล้วเขาไม่คิดว่าเด็กอย่างกล้วยจะสามารถล่าหมูป่าเขาเดียวมาได้ ดังนั้นเขาจึงได้ถามกล้วยอีกครั้งเพื่อยืนยัน......

     

    “ใช่สิจ๊ะท่านลุง!เครื่องในหมักที่อยู่ภายในไหนี้เป็นเครื่องในของหมูป่าเขาเดียวจริงๆพวกผู้ใหญ่ในบ้านของข้าช่วยกันล่าพวกมันอย่างยากลำบากกว่าจะได้มันมาข้ายืนยันเลย!”

     

    กล้วยไม่ได้โง่และใสซื่อเกินไปจนไม่รู้ว่าเขาควรจะพูดอย่างไรเขารู้ว่าผู้ใหญ่คงไม่เชื่อแน่ว่าเขาเป็นคนจัดการ จากที่เขารู้เด็กที่อายุเท่ากับเขา อย่างมากก็แค่นักรบฝึกหัดที่ยังไม่ใช้นักรบแท้จริงยังไงก็ไม่มีทางสู้สัตว์ดุร้ายได้อย่างแน่นอน........

     

    อ้า!

     

    “ถ้าเยี่ยงนั้นเอ็งเอามาให้ข้าดูหน่อย”

     

    เมื่อพ่อค้าคนนี้ได้ยินคำอธิบายของกล้วยเขาก็พยักหน้าอย่างเข้าใจและกระจ่างใจ เพราะถ้าเป็นผู้ใหญ่ช่วยกันล่ามันก็มีความเป็นไปได้มาก แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ต้องตรวจสอบก่อน.....

     

    นี่จ๊ะท่านลุง!

     

    กล้วยวางไหเครื่องในหมักลงและส่งไปให้พ่อค้าคนนี้หนึ่งไหเพื่อตรวจสอบ......

     

    หมับ!

     

    พึ่บ!อ้า......!

     

    “นี่มัน.......กลิ่นแบบนี้.......ใช่เลย กลิ่นสาบของหมูป่าเขาเดียวจริงๆ!”

     

    ทันทีที่พ่อค้าเปิดไหออกเพื่อตรวจสอบโดยการดมเขาก็ได้กลิ่นสาบที่เป็นเอกลักษณ์ของหมูป่าเขาเดียวลอยโชยขึ้นมาจากไหในทันทีซึ่งตัวเขาที่ผ่านการค้าแบบนี้มามากแล้ว เขาจึงคุ้นเคยและจำกลิ่นของมันได้นอกจากหมูป่าเขาเดียวแล้ว สัตว์อีกหลายชนิดเขาก็จำได้เพราะป่าแถมนี้มีสัตว์ดุร้ายไม่กี่ชนิดที่ผู้คนสามารถล่าและเอาเครื่องในมาหมักได้.......

     

    “ข้าบอกท่านลุงแล้วไงจ๊ะ ว่ามันเป็นเครื่องในของหมูป่าเขาเดียวจริงๆว่าแต่ท่านลุงจะให้ราคาข้าไหละเท่าไหร่หรือ?” กล้วยยิ้มกว้างอย่างมีความสุขก่อนที่เขาจะถามว่าพ่อค้าคนนี้จะให้ราคาเครื่องในหมักของเขาเท่าไหร่......

    คล้ายกับเรื่องมหาศาสตรากู้แผ่นดิน ที่คุณอ่าน