ผมแค่อยากใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา..ไม่ได้รึไง!

    ตอนที่ 104 เที่ยวชมงานประจำปี 2

    “ท่านกำลังหวนนึกอดีต?” จูหวงหลานเอ่ยถามชุน เพราะนางได้ยินสิ่งไม่คุ้นเคยจากเสียงพึมพำของเขา และเรื่องนี้เองกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ทั้งสองเข้าหากัน

    “อาจใช่ เพราะบรรยากาศช่างคุ้นเคย” ชุนมองไปเบื้องหน้าเหมือนกำลังคิดถึงอะไรบางอย่าง ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงเล่าเรื่องบนโลกให้จูหวงหลานฟัง ด้วยความรู้สึกคิดถึงคะนึงหา

    “บนดาวดวงหนึ่ง มีสถานที่จัดงานประจำปีเหมือนดินแดนบุปผาผลิบานดำรงอยู่ งานประจำปีที่แห่งนั้นเริ่มช่วงเย็นไม่มีช่วงเช้า ผู้คนทุกคนไม่ว่าผู้มาเที่ยวชมงานประจำปี หรือพ่อค้าแม่ค้า ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตธรรมดาสามัญ มิได้ฝึกฝนพลังปราณ 

    เพียงแต่ยามงานประจำปีเริ่ม ร้านแผงลอยของพ่อค้าแม่ค้าต่างตั้งเรียงราย ผู้คนมากมายต่างมาร่วมงาน แวะซื้อของทานไปพร้อมกับร่วมกิจกรรมภายในงานประจำปี สร้างสีสันและบรรยากาศเปี่ยมชีวิตชีวาหาชมได้ยาก 

    ตลอดงานยังมีเสียงพูดคุยของผู้คน ไม่ว่าจะครอบครัว คู่รัก เพื่อนพ้อง ตัดกับเสียงดนตรี..ตอนงานประจำปีใกล้จบลงยังมีดอกไม้ไฟงามตาให้รับชม และบรรยากาศงานประจำปีในเมืองนี้ ทำให้ข้าคิดถึงบรรยากาศงานประจำปีของที่แห่งนั้น" เล่าจบชุนก็เผยรอยยิ้ม ใบหน้าเขาผ่อนคลายลงไปหลายส่วน

    แม้จูหวงหลานไม่เคยได้เห็นภาพบรรยากาศแบบนั้น นางก็พออนุมานจากน้ำเสียงกับสิ่งที่ชุนเล่าได้ว่า

    “งานประจำปีของสถานที่แห่งนั้น น่าตื่นตาไม่น้อย” จูหวงหลานยิ้มให้ชุน ไม่นานบรรยากาศระหว่างสองค่อยๆผ่อนคลายลง

    “น่าตื่นตาจริงดังว่า! แต่ผ่านมาเนิ่นนานอาจไม่เป็นดังวันวาน.." ชุนเผยแววตาอัดแน่นไปด้วยความทรงจำ พอผ่านไปพักใหญ่ เขาจึงยื่นมือไปจับมือจูหวงหลาน เพราะบรรยากาศระหว่างทั้งสองเปลี่ยนไปจึงเข้าหากันได้ง่าย

    "มาเถอะ ทำตัวตามสบายไปกับงานประจำปี เดินชมเส้นทางแสนยาวไกลสักวันหนึ่งดังผู้คนธรรมดา”

    “นั่นคือคำชวนของท่าน ข้าจะยินดีรับไว้สักครั้ง” จูหวงหลานเอ่ยพร้อมกอบกุมฝ่ามือชุน ชุนจึงกอบกุมฝ่ามือนางกลับ ยามนี้ฝ่ามือของทั้งสองจึงผสานรวมราวคู่รัก “เที่ยวชมงานประจำปีจบ คงถึงเวลาที่เราต้องคุยกัน”

    “เรื่องนั้นเป็นของตาย” จูหวงหลานเผยยิ้ม ชุนจึงเริ่มก้าวเดิน ช่วงเวลานี้กลับกลายเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นทำความรู้อีกฝ่ายอย่างแท้จริง

    ‘ใช้ช่วงเวลานี้ทำความรู้จักกันก็ไม่เลว’ ชุนคิดในใจ ขณะเดียวกันจูหวงหลานก็คิดเช่นเดียวกับเขา ทำให้บรรยากาศระหว่างชุนกับจูหวงหลานในการเที่ยวชมงานประจำปีเป็นดังคู่รัก ราวกับโลกทั้งใบมีกันอยู่เพียงสองคน และไม่อาจมีสิ่งใดเข้ามาแทรกแซง

    “เถ้าแก่เนื้อมังกรฟ้าสองไม้ แลกกับหยกเซียน” ชุนหยิบเนื้อมังกรฟ้าย่างสองไม้ พร้อมกับวางหยกเซียนอันเท่าเศษฝุ่นแทนที่เนื้อมังกรฟ้า

    “ไม้นี้ของเจ้า” ชุนส่งเนื้อมังกรฟ้าย่างไม้หนึ่งให้จูหวงหลาน จูหวงหลานรับเอาไว้ ก่อนจะทานพร้อมกับชุน จากนั้นทั้งสองยังเดินแวะร้านบางร้านพลางพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งต่างๆในงานประจำปี ต่างฝ่ายต่างได้เห็นตัวตนของฝ่าย

     

    ช่วงเวลาแสนสั้นค่อยๆผันผ่าน จากยามเช้าสู่ยามบ่าย ล่วงเลยไปยังยามเย็น

    ทั้งสองใช้เวลามาถึงยามเย็น ผู้มาเที่ยวชมงานประจำปีเริ่มเพิ่มขึ้น บรรยากาศยิ่งมีความเป็นงานประจำปี แต่นั่นไม่สามารถขัดขวางทั้งสองให้หยุดทำความรู้จักกัน หรือหยุดมีความสุขได้

    “บรรยากาศยามเย็นยอดเยี่ยมเสียจริง” ชุนดื่มด่ำบรรยากาศของเทศกาลประจำปี จูหวงหลานก็ดื่มด่ำบรรยากาศไม่ต่างกับชุน

    “ยอดเยี่ยมดังเจ้าว่า ข้ารู้สึกว่าบรรยากาศช่างแตกต่างจากปีที่ผ่านมาชัดเจนยิ่ง”

    “นั่นไม่ใช่เรื่องแปลก” ชุนกล่าวแฝงความนัย เพราะตั้งแต่เช้ายันเย็น เขาแอบสังเกตบางครั้งว่า ผู้ฝึกตนรอบข้างต่างหลีกทางให้พวกเขา มันไม่ใช่ชุนหรือจูหวงหลานปลดปล่อยกลิ่นอายอันแข็งแกร่ง แต่เป็นทั้งสองปล่อยบรรยากาศแปลกประหลาดยากเข้าไปรบกวน มิหนำซ้ำเหล่าผู้ฝึกตนล้วนไม่ชอบสร้างเรื่อง จึงส่งผลให้ทั้งสองมีความสุขกับงานเทศกาลประจำปีราวกับมีกันอยู่สองคน

    แต่ชุนกับจูหวงหลานไม่รู้ตัวว่า เขาทั้งสองกลายเป็นสิ่งที่ผู้ฝึกตนบางกลุ่มและพ่อค้าแม่ค้ากล่าวถึง เพราะทั้งสองดูไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดา ซ้ำยังจับจ่ายด้วยหยกเซียนแท้เกือบทุกร้าน

     

    ยามค่ำ

    ชุนกับจูหวงหลานเลือกเดินขึ้นเขา พร้อมขนมหวานในมือคนละอย่าง ระหว่างเดินขึ้นเขา ทั้งสองต่างแลกเปลี่ยนขนมหวานกันทาน

    “อร่อยไหม บ๊วยหิมะเคลือบน้ำผึ้งหยก” จูหวงหลานถาม หลังป้อนบ๊วยให้ชุนไปเม็ดหนึ่ง

    “อืม…จะว่าอย่างไรดี น้ำผึ้งหยกยังละลายไม่หมด ข้ายังไม่ได้สัมผัสรสบ๊วย” ชุนกล่าวเสียงอู้อี้ แต่จูหวงหลานยังจับใจความได้

    “ไม่เป็นไร ข้าจะรอฟัง” จูหวงหลานมองใบหน้าพินิจพิจารณาของชุนเงียบๆ

    ผ่านไปครู่หนึ่ง ชุนค่อยๆบรรยายรสชาติบ๊วยหิมะเคลือบน้ำผึ้งหยกให้จูหวงหลานฟัง “น้ำผึ้งหยกรสชาติหวานละมุน มันละลายช้ายิ่ง ผ่านไปไม่นานความเย็นบางเบาเริ่มปรากฏ พอกัดเนื้อบ๊วยรสชาติเปรี้ยวอ่อนพลันปะทุ รสชาติมันตัดกับรสชาติน้ำผึ้งหยกอย่างลงตัว เป็นรสเปรี้ยวหวานล้ำลึกอันเป็นเอกลักษณ์ ถือว่ามันอร่อยล้ำ”

    ได้ฟังชุน จูหวงหลานไม่ได้มีท่าผิดหวังหรือรู้สึกรำคาญ แต่นางรู้สึกมีความสุขบางเบาในใจ

    “เช่นนั้นให้ข้าชิมหยกหวานของเจ้าสักอันหนึ่ง” จูหวงหลานมองชุนอย่างรอคอย ชุนจึงหยิบหยกหวานที่ทำมาจากน้ำตาลของผลไม้วิญญาณป้อนให้จูหวงหลานทาน

    “อ้าปากของเจ้าสิ”

    อ้ามมมมมมมมมมมมม

    จูหวงหลานเปิดริมฝีปากงาม หยกหวานจึงถูกส่งเข้าไปในปากอย่างนิ่มนวล ทันใดนั้นดวงตานางพลันเปล่งประกาย

    “อ่าาา อร่อยยิ่งนัก ไม่นึกว่าจะอร่อยกว่าบ๊วยหิมะเคลือบน้ำผึ้งหยกของข้าเสียอีก”

    “แสดงว่าเจ้าชอบหยกหวานเสียแล้ว” ชุนหยิบหยกหวานมาทานต่อ เขาทานมันช้าๆ ปล่อยให้รสชาติหวานหอมละลายไปทั่วปาก

     

    ผ่านไปหนึ่งก้านธูป

    ชุนกับจูหวงหลานได้มาถึงยอดเขา ทั้งสองเลือกนั่งมุมที่สามารถมองเมืองแม่น้ำหมอกชัดเจนทั้งเมือง

    “นานแล้วที่ข้าไม่ได้มานั่งมองเมืองมุมนี้” จูหวงหลานเอ่ยเสียงเบา

    “ส่วนข้า..นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้มองเมืองแม่น้ำหมอกทั้งเมือง ช่างแตกต่างจากเมืองอื่นในความทรงจำเสียจริง แต่ข้าว่า วันนี้มันขาดอะไรบางอย่างไป” ชุนยื่นมือไปด้านหน้า ตวัดไปมาในอากาศ สร้างความฉงนใจให้จูหวงหลาน

    “ขาดอะไรไป?”

    “…” ชุนไม่บอกจูหวงหลาน เขาเพียงส่งเสียงหัวเราะ ฮึๆ สองสามครั้ง ก่อนกล่าวสั้นๆ “จับตามองให้ดี”

    สิ้นเสียงชุน จูหวงหลานยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ แต่ความสงสัยของนางอยู่ไม่นานนัก ภาพดอกไม้ไฟได้พุ่งจากผืนดินขึ้นสู่ผืนฟ้า แตกกระจายเป็นรูปดอกไม้ผลิบาน ก่อนเสียงดอกไม้ไฟจะดังไล่มา

    วี้ดดดดดดดดดดดดด

    บุ้มมมมมม…บึ้ม…บึ้ม เป๊าะแป๊ะๆ

    ดอกไม้ไฟดอกแล้วดอกเล่าปรากฏขึ้นและสลายหายไปบนผืนฟ้า สร้างความตื่นตาให้จูหวงหลานไม่น้อย เดิมทีนางคิดเอ่ยถามชุน แต่พอหันไปมอง นางหลับเห็นใบหน้านิ่งสงบมองดอกไม้ไฟอย่างมีความหมาย นางจึงหันกลับไปชมดอกไม้ไฟ

    .

    .

    ภายในเมืองแม่น้ำหมอก

    เหล่าผู้ฝึกตนไม่ว่าจะเป็นเซียนหรือตัวตนสูงส่งกว่า ต่างแหงนหน้ามองดอกไม้ไฟด้วยความรู้สึกแตกต่างกันไป แม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เหล่าผู้ฝึกตนเคยได้เห็นดอกไม้ไฟ เพียงแต่ดอกไม้ไฟงดงามยามค่ำมิได้ปรากฏมาเนิ่นนานแล้ว..และค่ำคืนนี้จะเป็นเรื่องพูดคุยไปนานหลายเดือน

    คล้ายกับเรื่องผมแค่อยากใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา..ไม่ได้รึไง! ที่คุณอ่าน