“ขอให้โชคดี”
“จะออกไปข้างนอกเหรอจ๊ะมาซารุ?”
คนเป็นแม่เอียงคอออกมาจากห้องนั่งเล่นเอ่ยถามลูกชายคนโตที่กำลังนั่งผูกเชือกรองเท้าอยู่หน้าประตูบ้านเด็กหนุ่มร่างสูงอยู่ในชุดไปรเวทดูสุภาพกำลังขมวดปมรองเท้าให้เข้าที่มีกระเป๋าเดินทางใบเล็กวางอยู่ข้างตัว
“ออกไปส่งเพื่อนที่สนามบินน่ะครับ”
มาซารุว่า
“เดินทางไกลเหรอจ๊ะ?”
“ไปเรียนต่อต่างประเทศน่ะครับ”เด็กหนุ่มตอบ
“งั้นเหรอ...ถ้างั้นก็ระวังตัวด้วยนะจ๊ะ”
ร่างสูงของเด็กหนุ่มถูกคนเป็นแม่ดึงเข้าไปกอดเด็กหนุ่มกอดตอบหลวมๆอย่างเขินอายก่อนจะขืนตัวออกมา
“เดี๋ยวผมกลับมาครับ”
ประตูบ้านเปิดออกแล้วปิดลงขณะที่คุณนายเจ้าของบ้านยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าโถงทางเข้าฝ่ามือข้างหนึ่งวางแตะอยู่บนใบหน้า สีหน้ากังวลใจ
มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากห้องครัวทางด้านใน
“ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกน่าไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ”
คนเป็นพ่อบอกเสียงนุ่มถือกะละมังใส่ผักเดินข้ามห้องครัวไปอีกฟาก
“รู้สึกเหมือนพี่กำลังถูกคุมความประพฤติเลยเนอะ”
มาโมรุพึมพำอยู่หน้าเตามือหนึ่งถือไม้พายกวนของเหลวในหม้อ อีกมือถือตำราอาหารเล่มใหญ่เอาไว้
“แหม...แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรพี่เขาเสียหน่อย”
คุณนายเจ้าของบ้านบอกเสียงหวานเดินตามกลิ่นหอมของน้ำตาลเคี่ยวเข้ามาในครัวก่อนจะถูกมาโมรุหันมาส่งสายตาคมดุใส่ชี้ไม้พายไปทางเก้าอี้ว่างตรงโต๊ะรับประทานอาหารแล้วใช้สายตาบังคับให้นั่งลงตรงนั้น
คนเป็นพ่อหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“หั่นผักให้ผมทีสิ ยาคุมิเดี๋ยววันนี้จะทำสลัดสูตรพิเศษให้ทาน”
ว่าแล้วก็วางกะละมังใส่ผักกับมีดเล่มเล็กทิ้งไว้ให้ก่อนจะหันไปสารวนกับกองวัตถุดิบกองใหญ่ที่อีกฟากของห้องครัว
“เข้ามาก็ใช้งานเลยนะคะ” คุณนายเจ้าของบ้านเอ่ยด้วยน้ำเสียงค่อนขอดแต่ก็ยอมช่วยเตรียมอาหารด้วยท่าทีคล่องแคล่ว
“หัดทำตัวให้เป็นประโยชน์เวลาอยู่ในครัวซะบ้างเหอะน่า”
มาโมรุว่า
“มาโมรุเดี๋ยวนี้ลูกชักจะใจร้ายกับแม่เกินไปแล้วนะ!”
คุณนายคิวาตะกรีดเสียงน้อยเนื้อต่ำใจอย่างเสแสร้ง
“คร้าบๆคราวหน้าผมจะใจดีกับแม่กว่านี้อีกนี้ด”
มาโมรุขึ้นเสียงสูงตรงท่อนท้ายขณะที่คนเป็นพ่อเอาแต่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“วันนี้มีอะไรกันเหรอคะสองพ่อลูกเข้าครัวกันแต่เช้าเชียว เตรียมอะไรเยอะแยะด้วย”
“ฉลองน้ำสลัดสูตรใหม่ของผมน่ะ”มาโมรุบอก
ขณะที่คนเป็นแม่หันมาสบตาเจ้าของบ้านอย่างขอคำอธิบาย
“ไม่มีอะไรหรอกวันนี้โทวะจะแวะมากินข้าวเย็นด้วย เลยชวนพวกเพื่อนๆมาด้วยน่ะเลี้ยงฉลองให้เด็กพวกนั้นไง” คิวาตะ จุน ว่า
“แหม... แบบนี้นี่เอง”คนขี้สงสัยหายข้อข้องใจ ลงมือหั่นผักช่วยสองพ่อลูกอย่างอารมณ์ดี
“แต่ว่า...ไม่อยากจะเชื่อเลยนะคะว่าจะมีวันนี้”นัยน์ตาของคนเป็นแม่หลุบต่ำลงอย่างมีความสุขขณะที่ค่อยๆบรรจงหั่นผักอย่างขะมักเขม้นจุนยิ้มเพราะเข้าใจดีว่าภรรยาของเขาต้องการจะสื่ออะไรขณะที่มาโมรุผ่อนแรงกวนของเหลวในหม้อลง เงี่ยหูฟังสิ่งที่แม่จะพูดอย่างตั้งใจ
“ฉันคิดว่าคุณพ่อท่านจะไม่ยอมให้มาซารุกลับมาแล้วซะอีก”
“พ่อเค้าไม่ได้อยากยึดมาซารุไว้หรอกแค่อยากให้กลับไปช่วยงานของทางนั้นให้เสร็จก่อนเท่านั้นเอง”
คนเป็นพ่อเอ่ย
“พูดถึงงาน...เรื่องงานของผู้พิทักษ์ก็จบแล้ว แล้วเรื่องทางบ้านคุณล่ะคะ ว่ายังไง?”
ถึงตรงนี้คิวาตะ จุนยิ้มแหยๆอย่างไม่เต็มใจนัก ส่วนมาโมรุเหลือบมองหน้าพ่ออย่างสะกิดใจอะไรบางอย่าง
“ก็อยู่ที่ว่าพ่อจะเลือกใคร” จุนว่า“แต่ผมก็พอจะเดาออกล่ะนะ”
“ไม่นะ! ไม่เอานะ!ผมไม่ยอมไปช่วยงานปู่เด็ดขาดเลย!”มาโมรุโวยวาย โบกไม้พายในมือไปมาจนของเหลวบนไม้พายกระเด็นไปทั่วห้องครัว
คนเป็นพ่อหันมาส่งรอยยิ้มเย็นให้
“ไม่! ไม่มีทาง!” มาโมรุโวยวายลั่น “ถ้าปู่จะลากเอาผมไปช่วยงานล่ะก็ผมหนีออกจากบ้านดีกว่า ให้ตายเถอะ! ทำไมพ่อไม่อยู่ช่วยงานปู่เองล่ะ”
“แล้วที่พ่อต้องหนีออกจากบ้านมานี่มันหมายความว่ายังไงกันล่ะ?มาโมรุคุง” คนเป็นพ่อพูดอย่างปลงตก
“แหม...มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นซะหน่อยนี่คะ”
“เลวร้ายมากเลยต่างหาก!”สองพ่อลูกประสานเสียงเป็นหนึ่งเดียวกัน
มาซารุมาถึงสนามบินก่อนจะถึงเวลาเครื่องออกได้สักพักเด็กหนุ่มติดต่ออาโออิและพบว่าอีกฝ่ายกำลังรอเขาอยู่ในร้านคาเฟ่แห่งหนึ่งในสนามบินต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าที่มาซารุจะหาเพื่อนสนิทของตัวเองเจอถึงเวลานั้นคณะเดินทางของอาโออิก็เตรียมตัวพร้อมจะออกเดินทางเรียบร้อยแล้ว
“เกือบไม่ทันแล้วมั้ยล่ะ” อาโออิทักก่อนจะสวมเข้ากอดเขาอย่างยินดี
“เพราะนายนั่นแหละเลือกร้านที่หาได้ยากแบบนี้”มาซารุว่า ขณะที่เมมิได้แต่ยิ้มและหัวเราะเบาๆอย่างถูกใจ
“มีปัญหาอะไรกับร้านโปรดของฉันเหรอ?”กลายเป็นมินามิที่อารมณ์เสียแทนซะนี่
“พี่มินามิเขาอยากทานขนมญี่ปุ่นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกนอกประเทศน่ะค่ะ”เมมิอธิบาย
“อาลัยอาวรณ์มากขนาดนั้นยังจะบินไปต่างประเทศอีกนะ”
“แล้วถ้าฉันอยู่ที่นี่มาซารุจะดูแลฉันไหมล่ะ?”
“ไม่ล่ะ!”มาซารุตอบอย่างรวดเร็ว
อาโออิปล่อยเสียงหัวเราะดังลั่นมินามิพ่นลมหายใจพรืด ส่วนเมมิพยายามกลั้นรอยยิ้มกว้างสุดความสามารถ ทั้งสามคนดูมีความสุขมากที่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่นับจากนี้
“ฝากดูแลสองคนนี้ด้วยล่ะ เมมิ”มาซารุว่า
“ฉันไม่รับปากหรอกนะคะว่าใครจะดูแลใคร”เด็กสาวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ต้องปวดหัวแน่ๆเลยล่ะ” มาซารุนึกภาพทั้งสามคนอยู่ร่วมกันไม่ออกเลย
“นั่นหมายถึงฉันใช่ไหม?”อาโออิเอ่ยขึ้น
“กำลังจะบอกว่าฉันเป็นตัวปัญหาอย่างงั้นเหรอ?”มินามิพูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่
แล้วอาโออิก็ต้องเสียเวลาในการง้อหญิงสาวอยู่นานพอดู
มาซารุหันมาถามคนข้างตัว
“ไปคุยกับหมอนั่นมาเรียบร้อยแล้วเหรอ?”
เมมิเข้าใจดีว่า ‘หมอนั่น’ ที่เด็กหนุ่มเอ่ยถึงนั้นหมายถึงใคร
“อันที่จริงเขาเป็นฝ่ายมาหาฉันตอนที่พี่อาโออิไปง้อพี่มินามิอยู่ล่ะค่ะ” เมมิตอบ
พอได้อยู่ใกล้ๆในระยะประชิดมาซารุจึงได้สังเกตเห็นใต้ตาที่บวมช้ำของเด็กสาวที่แม้แต่เมคอัพที่ดีที่สุดก็ยังปิดไม่มิด
คงไม่ได้จบลงด้วยดีล่ะสินะ...
“ก็ไม่ได้ต่างไปจากที่ฉันคิดสักเท่าไหร่ค่ะ”เมมิบอกด้วยท่าทีฝืนๆ “แต่พอได้เจอเข้ากับตัวจริงๆ ฉันก็ช็อกไปเหมือนกันเล่นเอานอนไม่หลับไปเลยล่ะ ทรมานเหมือนกันนะคะ การอกหักเนี่ย”
มาซารุทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าลูบศีรษะของเด็กสาวเบาๆเพื่อปลอบโยน
ตรงหน้าเขาอาโออิหันมาสังเกตเห็นอาการของเมมิแล้วหมอนั่นเป็นคนที่มีประสาทสัมผัสไวต่อเรื่องพวกนี้มากพอจึงได้ชวนมินามิไปเลือกขนมหวานอีกสองสามอย่างที่หน้าเคาน์เตอร์เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้พูดคุยกับเมมิตามลำพัง
“เวลาคงจะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น”
มาซารุไม่รู้ว่าจะปลอบเด็กสาวข้างๆอย่างไรดี
“ขนาดตายแล้วเกิดใหม่ฉันก็ยังรักเขาอยู่แบบนี้ บางทีมันอาจจะเกินเยียวยาแล้วก็ได้นะคะ”
เมมิพูดอย่างติดตลก
“เอาเถอะค่ะ!มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นซะหน่อย” เด็กสาวพูดอย่างให้กำลังใจตัวเอง“เขาเป็นผู้ชายที่ไม่ได้รู้จักผู้หญิงมากพอเพราะงั้นเขาคงคิดไม่ถึงแน่ๆว่าบนโลกนี้จะยังมีผู้หญิงช่างตื้อแบบฉันอยู่จากนี้ไปมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น การแก้แค้นของฉัน ฉันจะต้องทำให้ตัวเองโด่งดังถึงขนาดที่มีแต่รูปของฉันติดตามบิลบอร์ดในห้างทุกห้างในทุกๆที่ที่เขาเดินผ่านให้ได้ ให้แน่ใจว่าเขาจะไม่มีวันลืมฉัน”
ทำร้ายตัวเองเกินไปหรือเปล่านะ...
“น่ากลัวจังนะ”มาซารุว่า “แต่ก็อย่าฝืนนักล่ะอาโออิคงไม่ชอบใจแน่ถ้าเธอฝืนตัวเองเพื่อไล่ตามใครสักคน”
“ฉันเข้าใจดีค่ะ”เมมิรับปากเขาและเฝ้ามองพี่ชายที่กำลังตั้งอกตั้งใจเลือกขนมญี่ปุ่นให้มินามิอยู่ตรงเคาน์เตอร์ที่ห่างออกไป
“แล้วก็อย่าปิดกั้นตัวเองมากเกินไปเธอควรจะรับเอาสิ่งใหม่ๆเข้ามาบ้างไม่อย่างนั้นแล้วจะกลายเป็นเธอเองที่ย่ำอยู่กับที่ แล้วมันจะเจ็บปวดยิ่งกว่าที่ได้รู้ว่าตัวเองเอาแต่วิ่งไล่ตามเงาของใครบางคนที่เขาไม่ได้คิดจะสนใจเราแล้ว”
“นั่นน่ะไม่ใช่ประสบการณ์ตรงหรอกใช่ไหมคะ?” เมมิหันมาถามเขาด้วยรอยยิ้มที่แสนอ่อนหวาน
“ไม่ใช่แน่นอน”มาซารุปฏิเสธอย่างสุภาพ
เงียบกันไปชั่วอึดใจขณะที่ปล่อยให้ต่างฝ่ายต่างได้ใช้เวลาในการขบคิดแล้วในที่สุดอาโออิก็พามินามิกลับมาสมทบพร้อมกับขนมติดมืออีกเล็กน้อยเด็กสาวดูจะอาลัยอาวรณ์ที่ต้องห่างประเทศบ้านเกิดเมืองนอนไปไม่น้อยทีเดียว
มาซารุเหลือบมองนาฬิกาใกล้จะได้เวลาที่พวกอาโออิจะต้องกลับเข้าเกทแล้ว
“ดูแลตัวเองดีๆด้วยล่ะ”เด็กหนุ่มหันมาพูดกับมินามิที่กำลังจัดการขนมในมืออยู่“แล้วก็อย่างี่เง่าใส่อาโออิมากนักฉันไม่ได้อยู่ข้างๆเธอใกล้พอที่เธอจะใช้ฉันเป็นโล่ได้อีกแล้วนะ”
“นี่บอกลาหรือหลอกด่าฉันอยู่เนี่ย”มินามิแย้งใส่ สีหน้าไม่สบอารมณ์เลย
“ทั้งสองอย่าง”มาซารุยอมรับ อาโออิกับเมมิหัวเราะขำพรืด
“ย่ะ!”มินามิสะบัดเสียงใส่เขา ก่อนจะโผเข้ากอดเป็นครั้งสุดท้าย
“ขอบคุณนะมาซารุ” เด็กสาวกระซิบเบาๆพอแค่ให้เขาได้ยิน “สำหรับทุกๆอย่างที่ผ่านมาขอบคุณมากจริงๆ”
มินามิขืนตัวออกห่างมีหยดน้ำตาเล็กๆซึมขึ้นมาตรงขอบตาของเด็กสาว มาซารุยิ้มให้เธออย่างจริงใจ
“ไว้เจอกันนะคะ”เมมิพูดขึ้นบ้าง
“ว่างๆก็แวะมาเยี่ยมพวกฉันบ้างล่ะ”อาโออิเสริมต่อ
“อา...”มาซารุระบายลมหายใจ“ฉันไม่ได้มีเงินมากพอที่จะนั่งเครื่องบินข้ามโลกไปหาพวกนายได้บ่อยๆหรอกนะ”
“พูดอะไรน่ะใช้ประตูแห่งดาวดวงก็ได้นี่ ขอแค่อย่าโผล่มาตอนที่ฉันอาบน้ำอยู่เป็นพอ”
อาโออิบอกพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง
“เรื่องแบบนี้ล่ะหัวไวนักเชียว”เด็กหนุ่มเอ่ยแซว
แล้วเขากับอาโออิก็เดินเข้าหากันมันคงจะเป็นเรื่องน่าตลกพอดูล่ะถ้าจะให้พวกเขาสวมกอดกันอย่างเพื่อนสนิททั่วไปมันไม่ใช่เรื่องของการรังเกียจหรือว่าอะไร ไม่มีการแบ่งแยกอะไรแบบนั้นสำหรับพวกเขาเขากับอาโออิใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมานานและรู้จักกันมากพอที่จะสื่อสารกันได้โดยที่ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความนักมันเป็นเรื่องง่ายดายที่ผู้ชายที่ไหนก็ทำกัน
พวกเขาเพียงแค่จับมือกันเท่านั้นแค่นี้ก็มากพอแล้วที่จะทำให้อาโออิเข้าใจได้
“ฝากมินามิด้วยล่ะ”
มาซารุว่า
“ด้วยความยินดี”
อาโออิตอบรับเขา
แล้วทั้งสามคนก็บอกลาเขาอีกครั้งก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทางเข้าเกท หลังจากนี้ไปมีอนาคตใหม่ที่รอคอยพวกเขาอยู่และมาซารุก็ยืนส่งทั้งหมดไปจนลับสายตา
“โชคดีนะ”
เด็กหนุ่มพึมพำไล่หลังก่อนจะหันหลังเดินกลับไปยังทางที่เขามา