ติณณ์ Said
“....หมอ คุณหมอติณณ์คะ”
“ครับ” ผมสะดุ้งขานรับด้วยความใ เพราะมัวเหม่อนั่งมองโทรศัพท์
“ออกเวรแล้วค่ะ”
“อ่อ ครับ ”
ผมลุกออกจากห้องตรวจ เดินไปที่เคาน์เตอร์เพื่อเซ็นเอกสาร มันห้ามตัวเองไม่ได้ที่จะไม่ชะเง้อมองในกลุ่มของคนไข้ที่มารอใช้บริการ
“หาใครรึอยู่เปล่าคะ“ พยาบาลถาม แล้วชะเง้อมองตามผม
“อ่า เปล่าครับ”
“ค่ะ ..รบกวนเซ็นออกเวรด้วยค่ะ”
เกือบสามอาทิตย์แล้วที่เธอหายหน้าไป แบบจู่ๆ ก็หายไป ไม่ส่งข้อความไร้สาระมา ไม่มาหา ไม่มาฝากขนม และไม่มากวนใจ
จริงๆ มันก็แค่เหมือนเดิม ชีวิตที่สงบสุข จุดโฟกัสในชีวิตผมมีแค่เดียร์น่าเท่านั้น แต่ติดตรงที่ผมกำลังพะว้าพะวง ว่าเธอหายไปไหน ทำอะไร เป็ยังไง หรือ….ตัดใจไปแล้ว
ผมโกธรที่เธอกดบัตรคิวเข้าห้องตรวจเล่นๆ เพราะแค่อยากเจอผม ผมทั้งเหนื่อย ทั้งเครียด ทั้งหงุดหงิดจนอารมณ์ขึ้น ไปลงกับเธอ
ผมพึ่งตั้งสติได้ ก็วันที่ รปภ. มาบอกว่าเห็นผู้หญิงที่ชอบมาหาผมบ่อยๆ ล้มลุกคลุกคลาน นั่งร้องไห้อยู่หน้าป้ายโรงพยาบาล ญาติคนไข้ใกันหมดเพราะคิดว่าเธอเป็อะไร
วันนั้นผมพูดแรงไป ผมรู้ตัว แต่เพื่อให้เธอหยุดทำเื่น่าอายไร้สาระไปมากกว่านี้ เธอก็ควรจะถูกสั่งสอนบ้าง ผมไม่ได้อายอย่างที่บอกเธอ ผมแค่ไม่ชอบที่คนอื่นพูดถึงเธอเสียๆ หายๆ
‘โน่นๆ เ้าประจำมาอีกแล้ว มาได้ทุกวัน งานการไม่มีทำรึไง’
‘ฮ่าๆ อยากมีผัวเป็หมอต้องทน เขาไม่มาจีบก็ต้องมาจีบเขาเอง’
‘เห็นน้องเจนว่าเป็แฟนเก่า’
‘เก่าก็อยู่ส่วนเก่าสิ คิวยาวนะยะ แฟนเก่าไม่มีบัตรแซงจ้ะ’
‘จะว่าไปก็สงสารเนอะ เขาไล่ตะเพิดทุกวัน ยังหน้าด้านมาตามต้อยๆ อีก’
‘นางไม่อาย แต่ฉันอายแทน ฮ่าๆ’
ผมบังเอิญได้ยินพยาบาลในห้องที่รอตรวจพูด พอผมเปิดประตูเข้าไป พวกเธอก็กะแอมกะไอ พากันหนีออกจากห้อง
สำหรับผม เขมเธอดื้อด้านมาแต่ไหนแต่ไร แต่เธอไม่ใช่ผู้หญิงหน้าด้าน เธอบ้าไร้สาระ แต่เธอไม่ใช่คนชั่ว เธอไม่ควรถูกด่าเสียๆ หายๆ แบบนั้น คนอื่นไม่มีสิทธิ์ด่าเธอ ยกเว้นผมคนเดียว ผมอยากจะขอโทษเธอ แต่พอกดดูโปรไฟล์ เธอก็ยกเลิกคำขอไปแล้ว แถมยังบล็อคผมด้วย
‘มันก็ดีแล้วไม่ใช่หรอ ต่างคนต่างอยู่ อย่างที่แกบอกเขาไปไง’
ผมคิดในใจ ทั้งๆ พวงมาลัยรถในมือกำลังขับไปยังอีกจุดหมายที่ไม่ใช่บ้านของตัวเอง ท่ามกลางฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา ผมจอดรถไกลๆ รอดูใครบางคนที่ผมอยากเจอ
‘…แค่อยากเห็นว่าเธอไม่ได้เศร้าเพราะคำพูดของผมก็พอแล้ว’
สาวร่างบาง เดินออกมาจากบริษัทและหยุดอยู่ที่ป้ายรอรถ เธอชะเง้อหาเหมือนกำลังรออะไรบางอย่าง แล้วนั่งลง เม็ดฝนเริ่มใหญ่ขึ้น ลมเริ่มกรรโชกแรง ผมตัดสินใจขับตรงเข้าไปหา
พอเปิดกระจกรถเรียก เธอตาเบิกโพลง ทำท่าเหมือนใที่เห็นผม ก่อนจะก้มหน้าหลบ
“ขึ้นรถ”
“....”
“เขม ฝนมันตก รีบขึ้นรถ”
เธอเงยหน้ามองผม ยอมขึ้นรถตามสั่งแล้วนั่งนิ่ง หันหน้ามองข้างทาง ผมถอนหายใจหงุดหงิดกับลูกดื้อของเธอ คว้าสายเบลล์มาคาดให้
เธอนั่งเงียบตลอดทาง ไม่ปากมาก หยอดเก่ง ไร้สาระเหมือนแต่ก่อน ผมก้มดูที่ปลายนิ้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าเธอกำลังกดดันเพราะทุกครั้งที่เธออึดอัดรึกดดัน เธอจะแกะขอบเล็บจนเืไหล ผมคว้ามือของเธอมากุมไว้
“จะแกะเล็บทำไม ไม่เจ็บหรอ”
เธอส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วหันมองข้างทางเช่นเดิม ถึงจะดูออกว่าโกธรอยู่ แต่ก็ไม่ดึงมือตัวเองจากมือผม เราผสานมือกันตลอดทางจนถึงหน้าคอนโดของเธอ
ครืนนนน
ซ่าาาาา
เสียงพายุฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก สองข้างทางซอยคอนโดเธอมืดทึบ แม้แต่ไฟข้างถนนหรือป้ายชื่อคอนโดก็ไม่เปิดไฟเอาไว้
“ทำไมมืดขนาดนี้ คอนโดประหยัดไฟหรอ” ผมถาม
“สงสัยไฟดับน่ะ เป็แบบนี้ประจำ” เธอตอบสั้นๆ แล้วดึงมือออก
“แล้วทำไมไม่เปลี่ยนคอนโด หาที่ดีกว่านี้ไม่ได้หรอ”
“มันใกล้ที่ทำงาน ..เขมไปแล้วนะ ขอบคุณที่มาส่ง”
เขมทำท่าจะลงรถแต่ผมกดล็อคประตูไว้ก่อน ใบหน้าสวยหันขวับมองผม คิ้มผูกปมเป็คำถามว่าล็อคทำไม
“อย่าพึ่งลง ไปหาที่จอดรถก่อน”
“หาทำไม” เธอถามต่อ
“ไม่ชอบอยู่ที่มืดไม่ใช่หรอ เดี๋ยวอยู่เป็เพื่อนจนกว่าไฟจะติด”
เธอมองผมตาแป๋วเหมือนเดียร์น่าไม่มีผิด สะบัดใบหน้าหนี พูดด้วยเสียงสั่น
“มะ ไม่เปนไร เขมอยู่คนเดียวได้”
“ไม่ต้องมาดื้อตอนนี้ รู้ว่ากลัวที่มืด”
ผมติส่ง แล้วหาที่จอดใต้ตึกคอนโด ด้วยความที่ไฟดับ ลิฟต์ก็ใช้ไม่ได้ เราพากันเดินขึ้นบันไดไปจนถึงห้องของเธอที่ ชั้น 4 ร่างบางนั่งยองๆ หอบ หายใจแรง เหงื่อผุดบนใบหน้าด้วยความร้อนและเหนื่อย
“รู้งี้ซื้อชั้นล่างๆ หน่อยก็ดี แห้กๆ” เธอหอบไป บ่นตัวเองไป ผมยืนขำในลำคออยู่ข้างหลังเธอ มองด้วยความเอ็นดู