ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 31 ไข่อัคนี

            ลาวากำลังปะทุออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟควันดำหนาทึบปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า ราวกับเป็นวาระสุดท้ายของโลก

            หากคนทั่วไปเข้ามาในรัศมีสามสิบจั้งคงโดนคลื่นความร้อนแผดเผาจนกลายเป็นจุณอย่างแน่นอน

            ส่วนตำแหน่งเหนือปากปล่องภูเขาไฟประมาณห้าจั้งสามคนนั้นที่มาจากเผ่าอนธการสวมเกราะสีแดงเข้มถือกระบี่เล่มใหญ่แยกกันยืนอยู่สามมุมพวกเขาถือเชือกสีแดงไว้คนละเส้นต้านทานพลังอยู่เหนือปากปล่องภูเขาไฟ ไม่ว่าเปลวเพลิงจะลุกโชนมาเพียงใดเชือกเส้นนั้นกลับไม่เป็นอะไรเลย

            ทว่าทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่คาดคิดลูกไฟที่พุ่งออกมาจากลาวาพุ่งเข้าปะทะเชือกวิเศษเส้นนั้นอย่างรุนแรง

            “เร็วเข้า จับเอาไว้!”

            พี่ใหญ่ผู้นั้นตะโกนเสียงดังก้องแววตาตื่นเต้นระคนตกใจ

            ในที่สุด สัตว์ร้ายที่มหาปุโรหิตกล่าวไว้ได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว

            หลายวันก่อนมหาปุโรหิตเรียกเขาไปพบบอกเขาว่าทิศตะวันออกของทวีปหลิงโซ่วมีสัตว์ร้ายตัวหนึ่งใกล้ปรากฏตัวขึ้น เมื่อถึงตอนนั้นจะส่งผลให้ฟ้าดินสั่นสะเทือนเพื่อที่จะไม่ให้อำนาจอื่นๆ สังเกตเห็น หน้าที่ของเขาคือใช้เชือกวิเศษจับตัวมันเอาไว้แบบนี้จะทำให้ฟ้าดินสั่นสะเทือนน้อยลง

            เชือกวิเศษที่พวกเขาใช้อยู่ตอนนี้คือสิ่งที่มหาปุโรหิตบ่มเพาะขึ้นด้วยตนเองจึงไม่ธรรมดาเลย

            ตูม!

            ลูกไฟดวงนั้นปะทะกับเชือกวิเศษพลังโจมตีรุนแรงมากทำให้ทั้งสามคนกระเด็นออกไปในพริบตาเดียว

            ทว่าสามคนนี้มากด้วยฝีมือร่างของพวกเขาถูกซัดกระเด็นออกไปก็จริง แต่มือกลับคว้าเชือกวิเศษเอาไว้แน่น พร้อมทั้งโคจรไอพลังต่อสู้ของตนส่งเข้าไปในเชือกวิเศษไม่หยุดหย่อนจากนั้นดึงเชือกให้ตึงพร้อมจู่โจม

            หากมองจากที่ไกลๆ จะเห็นว่าลูกไฟดวงหนึ่งที่พุ่งออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟทำให้พวกเขาทั้งสามพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า

            “เป็นพลังที่แข็งแกร่งมาก!ลูกไฟดวงนี้ไม่ธรรมดาเลยทีเดียว”

            เสียงของเสิ่นเสวียนดังขึ้นในหูของเสิ่นล่าง

            ขณะนั้น เสิ่นล่างซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ที่ปลอดภัยแล้วอยู่ห่างจากปากปล่องภูเขาไฟประมาณสามสิบจั้ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้านบนนั้นทำให้เขาตื่นกลัวอย่างที่สุด

            สามคนนั้นต่างกดพลังไว้ การกดพลังเช่นนี้ไม่ใช่การหยุดใช้ศาสตราวุธแต่พลังยุทธ์จะถูกควบคุมไว้ด้วยวิชายุทธ์ลึกลับบางอย่าง

            หากปลดปล่อยพลังออกมาทั้งหมดสองคนนั้นที่มีพลังต่ำสุดน่าจะเป็นขั้นบรรพบุรุษระดับสูงสุด ส่วนคนที่แข็งแกร่งที่สุดอาจเป็นผู้แข็งแกร่งขั้นราชันเลยก็ได้

            ด้วยวิธีการเช่นนี้ สามารถลวงให้ศัตรูเข้าใจผิดจนเกิดความประมาทได้อย่างยอดเยี่ยม

            “เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม!”

            เสิ่นล่างควบคุมจิตใจที่หวาดกลัวเอาไว้แล้วกล่าวกับมิติตรงหน้าเสียงเบากระทั่งถึงตอนนี้เขายังไม่เห็นเลยว่าเสิ่นเสวียนซ่อนตัวอยู่ที่ไหน รู้เพียงอีกฝ่ายอยู่ข้างๆตนเอง

            “ข้าไม่เป็นไรแต่ลูกไฟดวงนั้นเป็นของดีจริงๆ”

            เสียงของเสิ่นเสวียนกล่าวออกมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            “ข้าขอบอกเจ้าพลังของสามคนนั้นแข็งแกร่งกว่าที่เจ้าคิด พวกเขาต่างกดพลังยุทธ์ของตนเองไว้ หากปลดปล่อยพลังออกมาจริงๆคงไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าสักเท่าไร พวกเราสู้ไม่ได้หรอก ไม่สู้แยกย้ายกันดีกว่า!”

            แม้เสิ่นล่างจะเย่อหยิ่ง แต่เขาก็รู้ว่าในสถานการณ์ที่ต้องสู้กันการเชื่อฟังจึงจะเป็นโอกาสเดียวของการมีชีวิตรอด

            “กดพลังยุทธ์เอาไว้? ผู้เฒ่าล่าง การหนีไม่ใช่นิสัยของท่านเลย”

            “เลิกสนใจเถอะว่าอะไรใช่หรือไม่ใช่นิสัยของข้าการมีชีวิตรอดต่างหากที่สำคัญที่สุด เจ้าคือความหวังของตระกูลเสิ่น และข้าไม่อยากให้เกิดเรื่องขึ้นกับเจ้า”

            “อย่ากังวลเลยข้าขอรับรองกับท่านว่าข้าจะไม่เป็นอะไร พวกเรารอดูกันไปก่อน การเดินทางครั้งนี้จะต้องได้หลินจือโมรากลับไปด้วย”

            เสิ่นเสวียนกล่าวขึ้นทันทีกลัวว่าเสิ่นล่างจะหมดกำลังใจไปเสียก่อน

            “เอาล่ะ แต่ต้องตกลงกันให้ดีก่อนเจ้าจะต้องออกจากที่นี่ทันทีเมื่อเกิดเรื่องผิดปกติขึ้น”

            เขากลัวมากจริงๆ เมื่อครู่เสิ่นเสวียนเกือบถูกฆ่าตายไปแล้วทั้งเขายังไปช่วยไม่ทันอีกด้วย ครั้งนี้เสิ่นเสวียนโชคดีมาก แต่ครั้งถัดไปเล่าใครจะรับรองได้

            เสิ่นเสวียนยังคงแอบดูอยู่ที่เดิมส่วนสถานการณ์ทางปากปล่องภูเขาไฟถูกสามคนนั้นควบคุมเอาไว้ได้แล้ว

            พลังของลูกไฟดวงนั้นแข็งแกร่งมากแต่เมื่อสามคนนั้นร่วมมือกันยังทำให้พลังถดถอยลงไปได้ โดยเฉพาะเชือกวิเศษที่ส่องประกายสีแดงฉานมันดูดเอาพลังจากลูกไฟดวงนั้นไปตลอดเวลา ในสถานการณ์เช่นนี้ ลูกไฟจะพ่ายแพ้ลงเมื่อไรขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

            “เก็บ!”

            พี่ใหญ่ผู้นั้นกระตุกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจก่อนจะกล่าวกับอีกสองคนขณะเดียวกันก็สะบัดเชือกวิเศษในมือออกไป เชือกทั้งสามเส้นเชื่อมต่อเข้าด้วยกันกลายเป็นตาข่ายขนาดใหญ่พุ่งลงไปปิดผนึกด้านล่างทำให้ลูกไฟดวงนั้นถูกขังอยู่ภายใน

            ลูกไฟกำลังดิ้นรนไม่หยุด แต่ไม่มีพลังโจมตีเหมือนตอนแรกเริ่มแล้วมันกำลังอ่อนแอลงอย่างช้าๆ

            “ดูเหมือนพวกเขาจะทำสำเร็จแล้วหากออกไปจากที่นี่ พวกเราจะเสียโอกาสเก็บหลินจือโมราไป”

            เสิ่นล่างเอ่ยขึ้นเบาๆเมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า

            “สำเร็จหรือยังไม่แน่หรอก”

            เสียงของเสิ่นเสวียนดังขึ้นจากกลางอากาศ

            “หืม?ไม่แน่อย่างนั้นหรือ”

            เสิ่นล่างมองไปยังปากปล่องภูเขาไฟด้วยความสงสัย

            ขณะนี้ สถานการณ์เหนือปากปล่องภูเขาไฟถึงช่วงสุดท้ายแล้วทั้งสามคนทำตามแผนการที่วางไว้ล่วงหน้า ลูกไฟภายในเชือกวิเศษหมดสิ้นประกายแสงไปแล้วทำให้ร่างที่แท้จริงเปิดเผยออกมา

            มันคือไข่ฟองหนึ่ง เป็นไข่ที่มีเปลวเพลิงลุกโชนไข่มีสีแดงฉานและโปร่งใส เหมือนจะมองเห็นได้ว่าภายในมีบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่

            “พี่ใหญ่ หากครั้งนี้พวกเราทำภารกิจสำเร็จมหาปุโรหิตต้องตกรางวัลพวกเราอย่างงามแน่ๆ”

            หนึ่งในนั้นกล่าวกับพี่ใหญ่แววตาเป็นประกายด้วยความดีใจ รางวัลของมหาปุโรหิตช่างดึงดูดใจพวกเขาอย่างที่สุด

            “แน่นอนอยู่แล้วเมื่อถึงตอนนั้นพวกเจ้าจะเลื่อนไปถึงขั้นราชันได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือเลยทีเดียว”พี่ใหญ่หัวเราะเสียงดัง

            ทว่าขณะที่เขากล่าวจบ ลาวากลับปะทุขึ้นมาจากเบื้องล่างอีกครั้งจากนั้นก็มีเสาเพลิงพุ่งสูงขึ้นมา แทงทะลุผ่านเชือกวิเศษออกไป แล้วไข่ฟองนั้นก็หลอมรวมเข้ากับเสาเพลิง

            “เกิดอะไรขึ้น!”

            อานุภาพที่รุนแรงทำให้ทั้งสามคนถอยหลังไปหลายจั้งพวกเขามองเสาเพลิงขนาดใหญ่ตรงหน้า เชือกวิเศษในมือขาดสะบั้น ทั้งสามคนสีหน้าดูไม่ได้เลยทีเดียวเห็นได้ชัดว่าสถานการณ์ในตอนนี้เหนือความคาดหมายของพวกเขาไปมาก

            ภายในเสาเพลิงต้นนั้นสามารถมองเห็นไข่ฟองนั้นโดนลาวาแผดเผาอยู่เลือนรางมันกลิ้งไปมาและเริ่มมีรอยแตกร้าวเพิ่มขึ้น

            เสิ่นล่างอยู่ห่างไปหลายสิบจั้งทว่ากลับมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน

            “สัตว์ร้ายตัวนั้นจะปรากฏตัวขึ้นแล้วไม่ธรรมดาเลยทีเดียว!”

            “ผู้เฒ่าล่างตอนที่ท่านยังหนุ่ม ทำไมถึงโดนท่านปู่ขับไล่ออกจากตระกูลหรือ”

            เสิ่นเสวียนที่ซ่อนตัวอยู่ในมิติกล่าวถามเสิ่นล่าง

            “เอ๋?ตอนนั้นข้าสังหารคนตาย ตระกูลเสิ่นปกป้องข้าไม่ได้ ข้าทำได้เพียงออกจากตระกูลไป”เสิ่นล่างรู้สึกประหลาดใจที่เสิ่นเสวียนถามเรื่องนี้

            “หากตระกูลเสิ่นปกป้องท่านตอนนั้นตระกูลเสิ่นคงล่มสลายไปแล้วจริงๆ ที่ให้ท่านออกไปน่าจะเป็นผลดีต่อทั้งสองตระกูลท่านสังหารใครอย่างนั้นหรือ”

            “อำนาจหนึ่งของเมืองเทียนยง”

            “ทำไมต้องสังหาร”

            “ไม่ชอบหน้าเขาว่าแต่เจ้าถามเรื่องเหล่านี้ไปทำไม”

            “ฮ่าๆๆ แค่ไม่ชอบหน้าคนผู้หนึ่งอย่างนั้นหรือผู้เฒ่าล่าง ท่านชอบหน้าพวกเขาสามคนหรือไม่”

            “ไม่...เจ้าคิดจะทำอะไร”เสิ่นล่างมุมปากกระตุกเล็กน้อย เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับชอบหรือไม่ชอบหน้าหากไม่ระวังเพียงเล็กน้อยคงเอาชีวิตไปทิ้ง

            “ผู้เฒ่าล่างท่านต้องดึงจิตวิญญาณความกล้าหาญเมื่อครั้งยังหนุ่มออกมา อีกอย่างพวกเขาไม่รู้ว่าพวกเราเป็นใครท่านทนเห็นพวกเขาจับสัตว์ร้ายตัวนั้นไปได้อย่างนั้นหรือ แล้วก็ไม่ใช่ว่าพวกเราจะไม่มีโอกาสรอให้พวกเขาบาดเจ็บหนักกันทั้งสองฝ่าย แล้วพวกเราค่อยเข้าไปจัดการก็ได้”

            เสิ่นเสวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจราวกับมองสถานการณ์การต่อสู้ออกทุกอย่างแล้วเสิ่นล่างไม่ได้กล่าวอะไร ทว่าเขากำลังถอนหายใจออกมาเพราะเสิ่นเสวียนกล้าหาญกว่าเขามากนัก

            “ได้ ของล้ำค่ามักได้มาพร้อมกับอันตรายข้าจะทำ!” เสิ่นล่างตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

            ตูม!

            ขณะที่เสิ่นล่างและเสิ่นเสวียนคุยกันไข่อัคนีกำลังถูกแผดเผาอยู่ใจกลางเสาเพลิงที่พุ่งสูงเสียดฟ้าต้นนั้น หลังจากที่เกิดรอยแตกร้าวขึ้นนับไม่ถ้วนมันก็ระเบิดออกอย่างรุนแรง

            คลื่นพลังรุนแรงแผ่กระจายออกไปทุกทิศทาง

            “อั้ก!”

            ทั้งสามคนกระอักเลือดออกมาแทบจะพร้อมกันสีหน้าซีดเผือดลงในพริบตา

    คล้ายกับเรื่องก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ] ที่คุณอ่าน