นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 110 ละคร

            ตอนที่ 110 ละคร

             

             

            “ขอบคุณมากนะครับ พี่แซฟไฟร์” เด็กชายคนนั้นพูดขึ้น ยามนี้นิทานพาพวกเขาออกมาจากใต้รากไม้สกปรกเหล่านั้น เขาใช้เต็นท์ราคาแพงที่เขาซื้อมาเพื่อให้เด็ก ๆ เหล่านี้ได้พักผ่อน

             

            เขาไม่มีเสื้อผ้าของเด็กติดตัวมา จึงได้แต่ให้เด็ก ๆ เหล่านี้ใส่เสื้อในร่างผู้ชายของเขา แม้จะรุ่มร่ามไปบ้างแต่ก็ดีกว่าเสื้อผ้าสกปรกเหล่านั้น นิทานหยิบยันต์ฟื้นตัวที่เขาซื้อมา ใส่พลังจิตวิญญาณลงไปเล็กน้อย แล้วจึงนาบกับร่างของพวกเขาอย่างเบามือ ร่องรอยบาดแผลที่ตัวจึงเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า จะมีก็แต่เด็กหญิงคนหนึ่งที่เบี่ยงตัวหลบ ไม่ยอมใช้ยันต์รักษาเหล่านั้น 

             

            “มันแพงนี่คะ พ่อหนูเคยพาไปเดินเที่ยวร้านสมบัติวิเศษอยู่ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แผลเล็ก ๆ แค่นี้เดียวก็หาย” เด็กหญิงคนนั้นพยายามปั้นรอยยิ้ม มือหนึ่งลูบแผลของตนไปมาราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย แม้จะเป็นเช่นนั้นแต่นิทานก็สังเกตเห็นว่ามือเธอสั่นน้อย ๆ ยามลูบผ่านแผล และรอยแส้ขนาดใหญ่บนหลังก็ดูจะถูกเธอบังเอาไว้ด้วยเสื้อของเธอ

             

            นิทานยิ้มบาง ก่อนจะส่งพลังจิตวิญญาณเข้าสู่ยันต์แผ่นนั้นด้วยตนเอง แล้วจึงนำไปทาบที่ร่างของเธอโดยไม่ให้โอกาสเธอโต้แย้งใด ๆ

             

            “จะให้เหลือรอยแผลได้ยังไง ถึงจะเป็นนักผจญภัยแต่ฉันก็รักสวยรักงามนะ” นิทานในร่างแซฟไฟร์ขยิบตา เขาพยายามดึงความเป็นผู้หญิงของตนออกมาให้มากที่สุดเพื่อที่จะไม่ให้เด็กหญิงตรงหน้าคนนี้กังวล เขานึกข้ออ้างดี ๆ กว่านี้ไม่ออกแล้วจริง ๆ

             

            “โฮ่ง”

            สาวสุด ๆ

             

            คีตาทางด้านข้างพลันแอบขำเมื่อเห็นท่าทางของนิทานที่พยายามปลอบเด็กตัวน้อย ๆ ทำให้เขาต้องหันไปมองค้อนมัน

             

            หลังจากนิทานมอบเครื่องดื่มอุ่น ๆ และให้เด็กเหล่านี้สงบสติอารมณ์ลงสักครู่ เขาค่อยเริ่มสอบถามข้อมูล

             

            “เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมมาอยู่ในที่แบบนี้ล่ะ” แม้นิทานจะพอเดาได้อยู่แล้ว หากเขาก็ยังถามเพื่อยืนยัน

             

            เด็กทั้ง 3 ที่สีหน้าดีขึ้นแล้วเหล่านั้นพลันซีดลงอีกครั้ง เด็กสาวคนหนึ่งสะอื้นน้อย ๆ ส่วนเด็กชายอีกคนหนึ่งเป็นคนตอบด้วยเสียงสั่นเครือ

             

            “พวกเราหนีออกมาได้ครับ เราใช้จังหวะที่สัตว์อสูรโจมตี” เด็กชายคนนั้นตอบ

             

            “หนีออกมา?” นิทานถามต่อ

             

            “ค่ะ หนูกับเพื่อน ๆ เล่นกันอยู่ที่ชายทะเล แล้วพวกโจรสลัดนั้น..พวก..ฮึก..” เด็กหญิงคนนั้นน้ำตาคลอเบ้าอีกครั้ง

             

            “พวกเขาลักพาตัวเรามาค่ะ แต่เราหนีออกมาได้เพราะสัตว์อสูรโจมตีค่ายพอดี แต่คนอื่นไม่โชคดีเหมือนเรา” เด็กหญิงอีกคนหนึ่งปลอบเพื่อน เธอตอบนิทานด้วยเสียงสั่น ๆ ราวกับว่าการนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์นั้นทำให้เธอหายใจไม่ทั่วท้อง

             

            “มีคนอื่นอีกเหรอคะ?” นิทานขมวดคิ้ว หากมีคนอื่นอีกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว

             

            “ครับ อีกประมาณ 10คน” เด็กชายตอบ นิทานขมวดคิ้ว การพาตัวเด็ก 10คนกลับเมืองไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งสถานที่นี้เต็มไปด้วยสัตว์อสูรและโจรสลัดด้วยแล้ว

             

            “งั้นพี่สาวจะพาพวกเราไปส่งที่เมืองก่อนนะคะ เดียวทางกองทัพจะได้ตามตัวคุณพ่อคุณแม่ให้” นิทานพูดขึ้น

             

            “แล้วเด็กคนอื่นล่ะคะ” เด็กหญิงถามขึ้น แม้เธอจะรอดแล้วแต่เธอก็ยังคงเป็นห่วงเด็กคนอื่น

             

            “ไม่ต้องห่วงค่ะ พอพี่ไปส่งพวกเราแล้ว พี่จะแจ้งทางการแล้วกลับมาช่วยเพื่อน ๆ เราแน่นอน” นิทานลูบหัวเด็กหญิงน้อย ๆ เพื่อให้พวกเธอสบายใจ แต่เด็กชายกลับมีสีหน้ากลัวปนเศร้าเล็กน้อย หากแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

             

            นิทานที่สังเกตเห็นสีหน้าของเด็กชายจึงจะถาม แต่เขากลับขมวดคิ้วลงเล็กน้อยเมื่อคีตาแจ้งผ่านทางห้วงจิต เขาจึงเปลี่ยนท่าที หันไปบอกเด็กทั้งสามทางด้านหลังด้วยรอยยิ้ม

             

            “รอพี่ในเต็นท์นี้แปบหนึ่งนะคะ มีสัตว์อสูรโผล่ออกมา เดียวพี่ออกไปไล่มันก่อน” นิทานพูดจบเขาก็กำชับอีกเล็กน้อย แล้วจึงเดินแหวกเต็นท์ออกมา

             

            เต็นท์นี้เป็นแบบเดียวกันกับที่อินจันทร์ใช้ มีพลังพรางตัวในระดับหนึ่ง สามารถหลบซ่อนสายตาของสัตว์อสูรได้หากมันไม่ตั้งใจมองหาเขาจึงไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยของพวกเขานัก

             

            เมื่อออกมาจากเต็นท์แล้ว มีเพียงร่างของนิทานที่ยืนอยู่หน้าเต็นท์อย่างสบาย คีตาหายตัวไปอย่างไร้วี่แวว เขากางร่มพาดบ่าของตน ผิวปากเป็นเพลงเบา ๆ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มบาง ราวกับกำลังมาเดินเล่นชมวิวแม้รอบตัวจะเป็นป่าชายเลนที่เต็มไปด้วยสัตว์อสูรก็ตาม

             

            เขาเดินออกห่างจากเต็นท์ไปเป็นระยะทางหลายร้อยเมตร แล้วจึงหยุดลงในพื้นที่ป่าบริเวณหนึ่ง

             

            “ออกมาได้แล้วมั้งคะ” นิทานพูดขึ้นเบา ๆ หากกลับไม่มีการตอบรับใด ๆ จากรอบด้าน เขาถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะหยิบมีดเล่มหนึ่งปาไปทางรากไม้ใหญ่ด้านข้าง

             

            ร่างเงาหนึ่งพลันพุ่งตัวออกมาอย่างรวดเร็ว ตามด้วยดาบขนาดใหญ่ในมือที่ฟาดฟันลงมาโดยไม่ให้สุ้มให้เสียง ร่างนั้นเคลื่อนไหวเร็วมากพอที่จะทำให้นิทานเบิกตากว้าง

             

            หากนิทานก็ปฏิกิริยาตอบสนองว่องไว เขากางร่มปกปักหทัยตั้งรับไว้ได้

             

            “ชิ สมบัติสายป้องกันเรอะ” ร่างเงานั้นเมื่อโจมตีติดขัดรูปร่างของมันจึงเผยออกมาให้เห็นชัด เป็นโจรสลัดคนหนึ่งที่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดูดีกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด ดาบงอในมือเรืองแสงเล็กน้อย ปล่อยไอพลังจำนวนน้อยนิดออกมา

             

            “อยู่ ๆ ก็เข้ามาโจมตี หาเรื่องกันรึไง?” นิทานถามขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มหายไป เขาประจุกระแสไฟฟ้าไว้บนฝ่ามือ ทำท่าจริงจังเตรียมเข้าต่อสู้

             

            โจรสลัดตรงหน้าไม่ตอบใด ๆ หากทางด้านหลังกลับปรากฏเงาร่างอีกเงาหนึ่งพุ่งเข้ามาโจมตีด้วยค้อนอย่างรวดเร็ว นิทานที่ตอบสนองได้ทันจึงหันเอาร่มปกปักหทัยไปตั้งรับอีกครั้ง อีกมือหนึ่งปล่อยประจุไฟฟ้าไปทางโจรสลัดคนแรกเพื่อขัดขวางการโจมตีที่อาจตามมา

             

            หากวินาทีนั้นเองกลับปรากฏอีกร่างหนึ่งที่เหมือนกันกับโจรสลัดถือค้อนทุกประการพุ่งเข้ามาโจมตีซ้ำอีกครั้งทางด้านข้าง พร้อมกันนั้นเองที่โจรสลัดถือดาบคนแรกหลบรอดจากกระแสไฟฟ้า พุ่งเข้ามาประสานการโจมตี กลายเป็นการโจมตีสามทิศทาง

             

            นิทานสีหน้าซีดลงเล็กน้อย เขาปัดค้อนแรกออก แล้วจึงชี้ร่มไปทางโจรสลัดถือค้อนคนแรก ร่างนั้นก็พลันหนักอึ้งขึ้นมา ร่างเอนเอียงลงจากการเสียสมดุล จากนั้นนิทานจึงวิ่งพุ่งเข้าหาโจรสลัดถือดาบทางด้านหน้าพลางกางร่มปกปักหทัยเพื่อกันคมดาบ

             

            เคร้ง!

             

            เสียงดาบปะทะใบร่มดังสนั่นหวั่นไหว ใบดาบถูกหยุดลงในพริบตา หากโจรสลัดถือค้อนคนที่สองที่ไม่ได้ถูกขัดขวางเข้าประชิดตัวนิทานได้ในจังหวะนี้ ออกแรงเหวี่ยงค้อนสีดำทมิฬเข้าใส่หลังของนิทานอย่างเต็มแรง

             

            นิทานทำสีหน้ากัดฟัน เหวี่ยงร่มไปต้านรับไว้อีกด้าน โจรสลัดถือดาบที่ต้องการจะขัดขวางกลับถูกลากติดไปกับร่มด้วยจากการที่ดาบของเขาติดเข้ากับร่มอย่างแปลกประหลาด

             

            โจรสลัดถือค้อนเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว เบนวิถีค้อนให้เบี้ยวไป หากร่มนั้นกลับมีขนาดใหญ่เกินไป เมื่อเขาเบนวิถีค้อนออก เขาจึงไม่อาจเห็นด้านหลังของร่มได้ นิทานพุ่งออกมาจากด้านข้างของร่ม มือหนึ่งกุมมีดสั้นไว้ เสือกแทงเข้าไปยังช่องว่างตรงลำคอของโจรสลัดถือค้อน

             

            มันเห็นดังนั้นก็หน้าถอดสี ร่างนั้นกลับหายไปราวกับหมอกควัน กลายเป็นละอองที่ลอยกลับไปรวมกันกับโจรสลัดถือค้อนคนแรกที่พึ่งตั้งหลักได้

             

            นิทานเอี้ยวตัวไปเตรียมโจมตีปิดฉากโจรสลัดถือดาบที่ดาบติดอยู่กับร่มปกปักหทัย หากอีกฝั่งก็มีสติตอบรับดีพอ เขาพลันปล่อยมือออกจากดาบ มันชักดาบขนาดใหญ่อีกเล่มออกมาจากแผ่นหลัง  ถอยห่างออกไปล้อมตัวนิทานไว้อีกครั้ง 

             

            เมื่อการต่อสู้กลับเข้าสู่สภาวะปกติ โจรสลัดเหล่านั้นจึงเอ่ยขึ้นมา

             

            “อย่าแส่หาเรื่องดีกว่าน่า แกเอาเด็กพวกนั้นไปซ่อนไว้ไหน” โจรสลัดถือค้อนพูดขึ้น สิ้นคำของเขา ตรงลำคอก็เรืองแสงออกน้อย ๆ ร่างของเขาก็แยกออกกลายเป็นสอง โจรสลัดถือค้อนคนที่สองปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

             

            นิทานมีสีหน้าวิตก เขาหันไปมองสลับระหว่างร่างทั้งสองและคำแห่งพลังบนลำคอของโจรสลัดผู้นั้น

             

            สองร่าง

             

            “เด็ก ๆ อะไรกันคะ จะเข้ามาปล้นก็ไม่ต้องหาข้ออ้างไร้สาระหรอก” นิทานพูดพลางกลอกตามองไปรอบตัวตลอดเวลา

             

            โจรสลัดถือดาบทางด้านหลังเห็นท่าทางวิตกกังวลของนิทานเช่นนั้นก็แสยะยิ้ม มันตะโกนโต้กลับไป

             

            “แกคิดว่าพวกข้าโง่รึไงวะ เด็กพวกนั้นถูกข้าทำเครื่องหมายไว้แล้ว จะอยู่ที่ไหนข้าก็รู้ทั้งนั้น แล้วอยู่ดี ๆ เครื่องหมายก็หายไปแต่กลับเป็นแกที่โผล่ออกมา เหอะ” โจรสลัดถือดาบคนนั้นเกิดความมั่นใจมากขึ้นเมื่อเห็นท่าทีลุกลี้ลุกลนและระดับพลังเพียงผู้เรียนรู้ของสตรีตรงหน้า

             

            แม้เธอจะตั้งรับการโจมตีจากนักสลักเอกทั้งสองคนอย่างพวกมันได้เมื่อครู่แต่ส่วนใหญ่ก็เกิดมาจากสมบัติสายป้องกันคันนั้นและประสบการณ์การต่อสู้เท่านั้น หากเข้าปะทะอีกรอบมันมั่นใจว่าเพียงมันคนเดียวก็สยบสตรีตรงหน้านี้ลงได้

             

            เมื่อได้ยินดังนั้นนิทานก็ปั้นหน้าโมโหพลางขยับถอยหลัง แต่เหล่าโจรสลัดก็โชกโชนการศึก ขยับตัวล้อมนิทานไว้ตรงกลางตลอดเวลา

             

            “ฉันส่งสัญญาณให้ทางการทราบแล้วค่ะ อีกไม่นานกองทัพก็จะมาที่นี่ รีบหนีไปดีกว่าน่า” นิทานพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว แต่ยังคงมีความลังเลอยู่ในน้ำเสียงเล็กน้อย

             

            “เหอะ อริยะของเมืองท่าข้างสมุทรน่ะไม่สนใจเรื่องหยุมหยิมแค่นี้หรอก ส่วนพวกนักสลักคนอื่น ๆ กว่าจะมาที่นี่ได้ก็อีกหลายชั่วโมง แกคิดว่าผู้เรียนรู้กระจ้อยร่อยอย่างแกจะรอดจากนักสลักเอก 2คนอย่างพวกข้าได้เรอะ” โจรสลัดถือค้อนหัวเราะ

             

            “ไม่เป็นไร ข้าเค้นเอาจากร่างของแกเอาก็ได้ ข้าไม่รังเกียจผู้หญิงมีกล้ามหรอกนะ” โจรสลัดถือดาบเลียริมฝีปากอย่างน่ารังเกียจ

             

            สิ้นคำ มันทั้งสองก็พุ่งเข้ามาล้อมตัวนิทานอีกครั้ง ร่างของโจรสลัดถือค้อนพลันแยกเป็นสองร่าง ส่วนโจรสลัดถือดาบก็ร่างขยายใหญ่ขึ้น กลายเป็นคนยักษ์ กายาใหญ่โตกว่า 4เมตร 

             

            “สมบัติของแกเจ๋งดีนี่ ข้าขอล่ะนะ จะสอนให้เองว่านักสลักกับผู้เรียนรู้นั้นต่างกันแค่ไหน แค่สมบัติดี ๆ สักชิ้นน่ะไม่มากพอหรอก!” โจรสลัดถือดาบหัวเราะดังกังวาน เหวี่ยงดาบขนาดใหญ่ฟาดลงมาที่ร่มปกปักหทัยที่ถูกกางออกเตรียมตั้งรับ

             

            ก่อนหน้านี้ร่มคันนี้สามารถป้องกันการโจมตีของมันได้แม้สตรีตรงหน้าจะเป็นเพียงผู้เรียนรู้ แต่ครั้งนี้มันใช้คำแห่งพลัง กายายักษา ขยายร่างของตนเพิ่มพลังโจมตีแล้ว สมบัติของผู้เรียนรู้คนหนึ่งย่อมไม่มีทางต้านทานได้ ยิ่งมันเห็นสีหน้าหวาดกลัวของสตรีตรงหน้ามันยิ่งมีความมั่นใจ

             

            หากเมื่อดาบนั้นกระแทกลง ดาบกลับหยุดเคลื่อนไหวอีกครั้ง ไม่อาจฝ่าไปได้แม้แต่น้อย สีหน้าหวาดกลัวเมื่อครู่กลับกลายเป็นการแสยะยิ้มเหี้ยม นิทานหุบร่ม เหวี่ยงร่มฟาดกลับไปจากล่างขึ้นบน โดยเป้าหมายคือหว่างขาของมัน

             

            โจรสลัดถือดาบเห็นเช่นนั้นก็สัมผัสได้ถึงสังหรณ์แห่งความตาย มันรีบหันไปร้องเรียกสหายของมัน

             

            “เจมส์! ช่วยข้า!” โจรสลัดถือค้อนนามเจมส์ที่ควรจะเข้าโจมตีพร้อมกับมันกลับหายไปไหนไม่ทราบ มันไม่เห็นร่างเจมส์แม้แต่น้อย แม้แต่ร่างแยกของเขามันก็ไม่เห็น

             

            ดาบของมันไม่อาจต้านรับเรี่ยวแรงมหาศาลของสตรีตรงหน้าได้ ร่มคันนั้นหวดเข้าตรงกล่องดวงใจของมันอย่างรุนแรง ยิ่งพอร่างของมันขยายใหญ่ขึ้น เป้าโจมตีก็ใหญ่ขึ้นตาม เลือดของมันไหลทะลัก ดวงตาของมันขึ้นสีเลือด ความเจ็บปวดที่ไม่อาจทานทนทำให้ร่างของมันร่วงลงกับพื้น หายใจรวยริน

             

            นักสลักก็ยังเป็นมนุษย์อยู่วันยังค่ำ นักสลักไม่ได้มีภูมิคุ้มกันจุดตายแต่อย่างใด

             

            นัยน์ตาของมันพร่าเลือน หากมันก็พอจะเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมด เจมส์สหายของมันไม่ได้หายไปไหน หากนอนแผ่อย่างไร้สภาพอยู่บนพื้น กลางอกปรากฏรูโหว่ที่ทะลวงทั้งอกของมัน ร่างของมันล้มลงกับพื้นสิ้นใจไปนานแล้ว ทางด้านหลังมีพยัคฆ์ตัวใหญ่สีส้มอ่อนยืนอยู่ไม่ไกล ในปากคาบมีดสีเขียวมรกตที่เปื้อนเลือดเอาไว้

             

            สตรีร่างกำยำตรงหน้าเพียงยิ้มน้อย ๆ อย่างสบายใจ ท่าทีวิตกกังวลก่อนหน้านี้พลันหายไปอย่างไร้ร่องรอย

             

            “แก..แก..แกล้งทำ…เป็นแค่ผู้เรียนรู้..ทำได้ยังไง..” มันเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ มันตกหลุมพรางเข้าเต็มเปา แม้จะเคียดแค้นแค่ไหนแต่ร่างของมันก็ไม่เหลือแรงต่อต้านอีกต่อไป แม้แต่เรี่ยวแรงจะยืนก็ไม่มี การโจมตีเมื่อครู่ไม่เพียงบดขยี้ท่อนล่างของมัน แต่ขาทั้งสองก็ดูเหมือนจะเป็นอัมพาตไปด้วย

             

            “นั่นสิ ทำได้ไงน้า” นิทานคลี่ยิ้ม เขาใช้มือหนึ่งจิกผมของโจรสลัดถือดาบผู้นั้นขึ้นมา