ค่ำคืนในวันต่อมา
หมีใหญ่ตัวหนึ่ง...ตัวที่มีดวงตาสดใสราวกับดวงตาของเด็กทารก
กับชายอีกสามคน ร่างของพวกเขารวมถึงหมียักษ์พร่าเลือนราวกับเป็นกระจกใส โดยทั้งสามต่างมีหน้ากากของตัวเองสวมใส่ปกปิดใบหน้าอยู่
ทั้งสามแต่งกายดูราวกับโจรที่สวมเกราะอ่อน โดยมีเพียงเคอซวนผู้วิเศษใบหน้าแก่หงำที่ดูพะรุงพะรังมากที่สุด เพราะเขาหอบกระเป๋ามาหลายใบรอบตัว
"เป็นที่นี่แหละ ที่ตั้งของกองกำลังหมาล่าเนื้อ" เคอซวนผู้วิเศษระดับนับวิจัยขั้นสูงสุดพูดขึ้น
เซี่ยซีหานและถางเทียนเจี๋ยพยักหน้ารับ ตอนนี้พวกเขาอยู่ไม่ไกลจากแนวเทือกเขา อันเป็นที่ตั้งของกองกำลังหมาล่าเนื้อ
บริเวณแนวป่าที่มีลำต้นเป็นสีดำจำนวนมาก พวกเขาซ่อนตัวอยู่ตรงนั้น ตงตงขดตัวสั่นกลัวและมันพยายามทำตัวให้ดูเล็กที่สุด แม้ร่างของตงตงจะอยู่ในสภาวะโปร่งใสก็ตาม
"เจ้าหมีนี่ขี้ขลาดเหลือเกิน" เคอซวนผู้วิเศษใบหน้าชราบ่น เสียงตงตงครางเบาๆ อย่างน่าสงสาร
"ก็ท่านผู้วิเศษเคอซวนบอกว่าไม่ต้องการเดินนิขอรับ แบบนี้พวกเราจึงต้องเลือกหมียักษ์สักตัวมาด้วย และท่านก็ชี้มาที่ตงตง" เซี่ยซีหานส่ายหน้าอย่างสังเวชใจ จริงๆ
ตัวเซี่ยซีหานไม่ต้องการพาตงตงมาเลยแม้แต่น้อย แต่พอคิดไปคิดมา การมีตงตงมาด้วยกับเป็นข้อดี เช่นหากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ทั้งสามสามารถถล่มรังโจรชั่วด้วยสมบัติวิเศษได้
ในรังโจรที่เรียกว่ากองกำลังหมาล่าเนื้อ มันไม่น่าจะจนจนเกินไป มันต้องมีเงิบบูลนี่และสมบัติมากมายอยู่ในนั้น การพาตงตงมาจะช่วยให้พวกเขาขนสมบัติกลับไปได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้นตงตงคือหมียักษ์ที่ถูกฝึกมาให้ปล้น! นี่คือข้อดี
แต่นี่อยู่บนเงื่อนไขว่า พวกเขาได้ใช้ประโยชน์มัน
"ก็ข้าเห็นมันตัวใหญ่ที่สุด ข้าคิดว่ามันคือหมียักษ์ที่กล้าหาญ" เคอซวนพูดโดยที่ไม่ได้นึกถึงประโยชน์อื่นๆ ของตงตงเจ้าหมีขาวตัวใหญ่แสนน่ารัก
"ตงตงอายุ 3 ขวบ"
"หาาาา" เคอซวนลากเสียงยาวอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่เซี่ยซีหานพูด หมียักษ์อายุ 3 ขวบ แต่มันตัวใหญ่ยิ่งกว่าหมียักษ์ตัวเต็มวัยที่เขาเคยเจอทุกตัวอีกนะ พอรู้ว่าตงตงอายุ 3 ขวบ เคอซวนก็ไม่อยากว่าตงตงอีก เพราะแบบนั้นเขาจึงรีบพูดเรื่องอื่นทันที
"ไอ้เด็กน้อย แผนการที่เจ้าเล่าให้ข้าฟังนั้นทำได้จริงๆ นะ" เคอซวนพูดประโยคนี้ด้วยใบหน้าหวาดผวาเล็กน้อย
เซี่ยซีหานตอนนี้หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาหยิบรูปปั้นเงือกขาวขนาดเล็กออกมา พร้อมรีบยื่นเทวรูป 'เทพเจ้าแห่งโชคชะตา' ให้กับเคอซวนผู้วิเศษระดับนักวิจัยและถางเทียนเจี๋ย
และรูปปั้นเทวรูปเทพเจ้าแห่งโชคชะตานั้นได้มาอย่างไร ต้องให้พูดตรงๆ เซี่ยซีหานนั้นโชคดี
ศิษย์ตัวน้อยของเขาจื้อเพ่ยบอกว่า ตัวเขาและครอบครัวนั้นศรัทธาต่อเทพเจ้าแห่งโชคชะตา เด็กชายจำรูปลักษณ์ของพระองค์ที่เป็นเทวรูปได้แม้หลับตา เด็กชายจื้อเพ่ยจึงปั้นเทวรูปอย่างปราณีตเป็นตัวอย่างแก่เซี่ยซีหาน
และเซี่ยซีหานใช้พลังวิเศษธาตุดินของตัวเอง สร้างเทวรูปเป็นรูปปั้นหินสีเทาขึ้นมา ซึ่งนี่ทำให้เงื่อนไขสำคัญในการใช้งานรูปปั้นเงือกขาวสมบูรณ์ในทันที
เซี่ยซีหานยิ้มและรีบอธิบายแผนการของตัวเองอีกครั้ง
"ท่านผู้วิเศษเคอซวนที่ยิ่งใหญ่ ท่านจงอย่ากังวล ด้วยความสามารถอันยิ่งใหญ่ของท่าน และการประสานการลงมือของพี่ชายถางเทียนเจี๋ยที่แข็งแกร่งเทียบเท่านักรบหกดาบ พวกเราจะฆ่าล้างไอ้พวกบัดซบนี่อย่างไม่มีเหลือ ตอนนี้พวกเราอยู่หน้าป้อมปราการของพวกมันแล้ว จากแนวกำแพงแสดงว่า การป้องกันภายในของพวกมันไม่ดีนัก จริงๆ อย่างที่ท่านผู้วิเศษเคอซวนว่าไว้ แนวกำแพงที่ทำจากไม้ดำแบบนี้ พวกเราสามารถดำดินเข้าไปภายในได้ง่ายๆ ด้วยพลังวิเศษของข้า..."
พูดถึงตรงนี้เคอซวนพูดขัดจังหวะขึ้น ก่อนเน้นย้ำกับเซี่ยซีหานว่าเจ้าไหวแน่นะ การขุดดินลึกเป็นทางยาวดำดินเข้าไปนั้น ใช้พลังวิเศษจำนวนมาก เคอซวนกังวลว่าพลังโอน่าของเซี่ยซีหานจะมีไม่มากพอ
แต่เซี่ยซีหานก็เน้นย้ำว่าตัวเองไหว
เคอซวนได้แต่ถอนหายใจ ส่วนถางเทียนเจี๋ยเขาดูไม่มีความกังวลเลยแม้แต่น้อย เขาเชื่อใจเซี่ยซีหาน
จากนั้นเซี่ยซีหานก็อธิบายใจความต่อ
หลักๆ คือการพึ่งพาพลังวิเศษของเคอซวนผู้วิเศษระดับนักวิจัย ที่มีพลังวิเศษและเวทย์มนตร์ลับอันหลากหลาย เช่น ทำให้หลับ ซ่อนตัว ปั่นป่วนจิต ยิงศรไฟเป็นต้น หลักๆ สิ่งที่เซี่ยซีหานต้องการให้เคอซวนทำคือการซ่อนตัว
เนื่องด้วยรัศมีของกำแพงซ่อนตัวซึ่งเป็นพลังวิเศษของเคอซวนมีระยะไม่ไกล ดังนั้นทั้งสามต้องอยู่ใกล้ๆ กัน
"ที่นี่มีคนอยู่กี่คนขอรับท่านผู้วิเศษเคอซวนผู้ยิ่งใหญ่" เซี่ยซีหานเน้นคำว่าผู้วิเศษและผู้ยิ่งใหญ่ ให้เคอซวนได้ฟังให้ใจชื้นเป็นระยะระยะ คนบ้ายออย่างเคอซวนได้ยินคำเหล่านี้ แม้ตายเขาก็ยอม
"รอเดี๋ยวไอ้เด็กน้อย ขอข้าเตรียมการก่อน" เคอซวนพูดไปพร้อมหยิบข้าวของในกระเป๋าหนังของตัวเอง เขาค้นอะไรอยู่สักพัก ก่อนจะได้นกกระดาษพับออกมาตัวหนึ่ง
จุดสังเกตของนกกระดาษพับตัวนี้คือ หนึ่งมันดูเก่า สองทั่วกระดาษสามารถมองเห็นอักขระเวทย์ได้จำนวนมาก
เมื่อมันมาอยู่ในมือเคอซวน เขากระตุ้นมันด้วยพลังวิเศษของตัวเอง ที่ค่อยๆ หลั่งไหลเข้าสู่นกกระดาษ
นกกระดาษค่อยๆ กระพือปีกบินราวกับมันมีชีวิต ตอนนี้เคอซวนรีบเอาสร้อยคอของตัวเองสวมให้นกกระดาษตัวนี้ และกระตุ้นมันด้วยพลังวิเศษของตัวเอง สร้อยคอของเคอซวนที่เป็นอัญมณีสีน้ำเงินคล้ายไพลินทรงกลม เมื่อถูกกระตุ้นตรงกลางอัญมณีคล้ายมองเห็นเป็นรูปดวงตาดำ
"สลับการมองเห็น" พูดจบดวงตาของเคอซวน คล้ายปรากฏเป็นสีอัญมณีไพลิน ซ้อนทับบนแก้วตาของตัวเอง
ส่วนที่สร้อยอัญมณีที่ดูคล้ายไพลินนั้น ดวงตาที่ชราของเคอซวนก็ไปปรากฏที่นั่น
"บินขึ้นไป" เคอซวนพูด พร้อมดันนกกระดาษให้บินขึ้นสูง
เซี่ยซีหานมองทุกอย่างที่เกิดขึ้นและได้แต่พูดในใจว่า 'ค่อยดูสมกับเป็นผู้วิเศษหน่อย' ในใจลึกๆ เซี่ยซีหานเริ่มประทับใจเคอซวน
นั่นเพราะแม้เคอซวนจะไม่ได้แข็งแกร่ง แต่เขาก็มีลูกเล่นมากมาย สมอย่างที่เจียตัวบอกจริงๆ โดยก่อนที่จะมาที่นี่
ในตอนแรกเซี่ยซีหานตั้งใจจะมากับพี่ชายถางเทียนเจี้ย และคนสนิทของถางเทียนเจี๋ยรวมเป็นทั้งหมดหกคน
แต่ด้วยการไปพบเจียตัวมาก่อน เจียตัวให้คำแนะนำว่า จากแผนการณ์ของเซี่ยซีหานที่คิดใช้สมบัติวิเศษเงือกขาวทำลายกองกำลังหมาล่าเนื้อ
จำนวนคนยิ่งไปมากก็ยิ่งไม่ดี ควรพาคนที่จำเป็นไปเท่านั้น
เจียตัวเสนอให้เซี่ยซีหานพาเคอซวนไป โดยเน้นย้ำว่า แม้เคอซวนจะเป็นผู้วิเศษนอกรีต ที่ไม่ได้รับการยอมรับ และขึ้นตรงต่อกลุ่มอำนาจและอาณาจักรใดๆ แต่เขาก็มีความพิเศษ
เพราะเคอซวนสามารถเอาตัวรอดจากกลุ่มโจร และสัตว์ปีศาจได้ด้วยตัวคนเดียวเป็นเวลาหลายสิบปี นี่แสดงให้เห็นว่าเคอซวนไม่ธรรมดา
นอกจากนั้น เจียตัวยังย้ำเตือนว่า อย่าดูถูกพลังของผู้วิเศษ
แม้ผู้วิเศษระดับต่ำจะอ่อนแอมากทางด้านกายภาพ แต่ในผู้วิเศษที่เก่งกาจ พวกเขาจะมีลูกเล่นมากมายที่แพรวพราวจนทำให้ปวดหัว เคอซวนเป็นหนึ่งในคนแบบนั้น
ดังนั้น เซี่ยซีหานจึงไปเชิญเคอซวน
ในตอนแรกเคอซวนไม่ต้องการที่จะมาที่นี่ เขาไม่ต้องการอยู่บนความขัดแย้งกับผู้อื่น แต่เซี่ยซีหานรู้ว่าลึกๆ เคอซวนเป็นคนที่จิตใจดี อย่างน้อยๆ เขาก็รักษาสัญญากับเจียตัว
เซี่ยซีหานที่รู้ว่าเคอซวนอ่อนไหวในเรื่องอะไร เขาจึงใช้เงินหลอกล่อเคอซวน พูดว่าหากไม่มีป้อมปราการยุทธภัณฑ์ขาว ใครจะจ้างเคอซวนเป็นอาจารย์สอนหนังสือในราคาแพงแบบนี้
นอกจากนั้น ท่านทนไหวเหรอที่เห็นศิษย์วัยเยาว์ที่ท่านสอนจำนวนมากจากไป นอกจากนั้นอีกหลายคนต้องนอนเจ็บป่วยอย่างน่าสังเวช เซี่ยซีหานพูดถึงตรงนี้ เคอซวนปวดหัวตึ๊บ สุดท้ายก็ไม่อาจจะเก็บความโกรธได้
เด็กๆ หลายๆ คน ที่ป่วยและจากไปคือศิษย์ที่เขาสอนหนังสือจริงๆ
ในตอนที่เกิดเหตุการณ์คำสาปแห่งโรคภัย เคอซวนได้แต่โทษตัวเองที่ไร้ความสามารถ ไม่อาจจะมองหาต้นตอของคำสาป
เขาเสียใจที่ไม่มีพลังวิเศษที่มองเบื้องหลังของคำสาปออกอย่างเซี่ยซีหาน และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เคอซวนตัดสินใจที่จะมาที่นี่... แต่นั้นอาจจะเป็นเหตุผลรองก็ได้
เพราะเคอซวนตอบรับเซี่ยซีหานทันทีเมื่อพูดถึงการแบ่งสมบัติของกองกำลังหมาล่าเนื้อในอัตรา 1 ต่อ 3 หากพวกเขาทำลายกองกำลังแห่งนี้ได้สำเร็จ
"ข้าเห็นแล้ว ประเมินจากการมองเห็นคร่าวๆ ภายนอกมีคนอยู่เวรยามราวๆ 400 ถึง 500 คน แบบนี้แสดงว่าในอาคารต่างๆ คนของกองกำลังหมาล่าเนื้อ น่าจะมีอยู่อีกอย่างน้อยๆ 2000 ถึง 3000 คน"
"มันมีขุมกำลังมากกว่าพวกเรามากจริงๆ สมกับเป็นกองโจรระดับตำนาน ที่แม้แต่ทางอาณาจักรยังขยาดที่จะจัดการพวกมัน" เคอซวนพูดพร้อมชูมือเรียกนกกระดาษของตัวเองกลับมา พร้อมเอาสร้อยคอที่มีอัญมณีคล้ายไพลินสวมคอกลับที่เดิม
จากนั้นเขาก็รีบวาดแผนที่คร่าวๆ ให้เซี่ยซีหานและถางเทียนเจี๋ยดู
"เจ้าบอกว่ารูปปั้นศักดิ์สิทธิ์เงือกขาวนี้ มีรัศมีทำลายล้างที่ราว 10 กิโลเมตรใช่หรือไม่ หากใช่ นี่ก็น่าครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของป้อมปราการของพวกมันได้พอดี แต่ติดปัญหาที่... พวกเราต้องนำรูปปั้นนี้ไปวาง ณ จุดใกล้กึ่งกลางมากหน่อย ไม่เช่นนั้นมันจะไม่กินรัศมีครอบคลุมไอ้พวกสวะนี่ทั้งหมด"
เคอซวนพูดพลางมือเคาะไปที่กึ่งกลางแผนที่ ซึ่งเป็นจัตุรัสทางแยก
"ที่นี่คือจุดที่ดีที่สุด" ถางเทียนเจี๋ยและเซี่ยซีหานพยักหน้าเห็นด้วย
แต่ในใจลึกๆ เซี่ยซีหานหนาวสั่นเล็กน้อย มันพบว่าที่ตั้งของไอ้พวกหมาล่าเนื้อใหญ่กว่าที่ตัวเองคิด และจากแผนที่ที่เคอซวนวาดมาให้เห็น มันมีจุดที่ถูกกากบาทว่า เป็นที่ตั้งของกองกำลังรักษาการระดับหนาแน่นหลายสิบแห่ง
ซึ่งกากบาทเหล่านี้มีความหมายว่า กองกำลังตรงจุดเหล่านั้น น่าจะมีคนเฝ้ายามอยู่อย่างน้อย 5 ถึง 10 คน ก่อนจะไปถึงจัตุรัสทางแยกได้ เซี่ยซีหานพบว่า ตัวเขาต้องผ่านจุดกากบาทหลายแห่ง
'มารดาเอ็งเถอะ' เซี่ยซีหานบ่นในใจเบาๆ แต่ใบหน้าของเขากลับขึงขัง
เซี่ยซีหานพยายามแสดงออกว่าตัวเองกล้าหาญ โถ่ช่างเป็นความกล้าหาญอันน้อยนิดเหลือเกิน