ซูเซี่ยหัวเราะราวคลุ้มคลั่งมองดูไป๋หยุนเฟยก่อนจะกล่าวด้วยความลำพอง“เป็นไร? ดูท่าคงจะแตกตื่นที่รับรู้ว่ามีดจันทร์เสี้ยวมีพลังเพิ่มขึ้นกว่าเดิมกระมังเฮอะ!หากเจ้าอยากทราบว่าทำไมก็ตามไปถามพี่ใหญ่ข้าในปรภพเถอะ!”
ด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความเคียดแค้นซูเซี่ยแผ่จิตสังหารออกมาพร้อมกับเดินเข้าหาไป๋หยุนเฟยมีดจันทร์เสี้ยวในมือก็เรืองแสงสีเขียวออกมาพร้อมกับส่องประกายเย็นเยียบ
ยามมองดูไป๋หยุนเฟยซึ่งนั่งสิ้นเรี่ยวแรงกับพื้นราวกับเป็นอัมพาตซูเซี่ยก็เผยสีหน้าที่บิดเบี้ยวพร้อมกับชูมีดจันทร์เสี้ยวในมือขึ้นดวงตามันฉายแววคลุ้มคลั่งระคนยินดีพร้อมกับร้องว่า “ตายซะ!!”
ชั่วขณะที่ซูเซี่ยชูมีดและกำลังจะฟันลงนั้นจู่ๆไป๋หยุนเฟยก็เงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหันดวงตามันเบิกกว้างขณะเดียวกันก็ร้องขึ้นว่า “เส้าหลิง!”
เพียงสองคำแต่ก็ทำให้ซูเซี่ยที่กำลังจะฟันมีดลงสีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง ---มันยังจำได้อย่างชัดเจนว่าเพราะสองคำนี้ พี่ใหญ่ของตนจึงถูกลอบโจมตีจนตายอย่างเลอะเลือน
เพียงพริบตาเดียวความหวาดหวั่นก็เกาะกุมจิตใจมันซูเซี่ยไม่แม้แต่จะคิด รีบถีบเท้ากับพื้นเบี่ยงร่างหมุนตัวพร้อมกับวาดมือตวัดมีดกลับหลังในทันที
มีแต่อากาศอันว่างเปล่า...มีดจันทร์เสี้ยวกลับฟันใส่อากาศธาตุ ซูเซี่ยเหลียวหน้ากลับไปมองก็ไม่พบสิ่งใดมีเพียงความว่างเปล่า จากนั้นดวงตามันก็ฉายแววประหวั่นพรั่นพรึ่ง
“แย่แล้ว! หลง...”
เพียงชั่วพริบตาความหวาดกลัวก็ครอบงำจิตใจซูเซี่ยหน้าซีดเผือดรีบหันกลับไปทันทีแต่ก็เห็นเพียงเปลวเพลิงอันเจิดจ้าวาบเข้าคลองจักษุ...
“ฟู่!”
ได้ยินเสียงอันแผ่วเบาตามมาด้วยเสียง‘ชี่ชี่’และกลิ่นเนื้อไหม้ --- นี่เป็นความรู้สึกสุดท้ายของซูเซี่ย
รอยแผลไหม้เกรียมเป็นแนวยาวจากไหล่ซ้ายพาดทแยงจนถึงเอวขวาของซูเซี่ยแต่เพราะพลังไม่เพียงพอจึงไม่อาจตัดร่างมันออกเป็นสองส่วนโลหิตสีดำปนแดงพุ่งกระฉูดออกจากรอยแผลไหม้เกรียมกระเซ็นซ่านไปทั่วพื้นดินดวงตาซูเซี่ยยังคงเบิกกว้างในขณะที่ร่างไร้วิญญาณของมันหงายหลังลงฟาดพื้น
ไป๋หยุนเฟยนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งมือซ้ายมันกดที่เอวขณะที่มือขวาค้ำกับพื้น บนแขนขวามีเปลวไฟที่ค่อยๆมอดดับลง
มีดปีกเพลิง!
บนนิ้วชี้ข้างขวาของมันมีแหวนสีดำที่ค่อยๆหรี่แสงลง
ผลกระทบเพิ่มเติมของแหวนช่องมิติระดับ+10 สามารถสะสมแต้มวิญญาณเพื่อใช้ในภายหลังไว้ได้300 แต้มโดยไม่นับว่าเป็นแต้มวิญญาณของผู้สวมใส่
……
“เฮ้อ...”
ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจยาวเหยียดมันนั่งนิ่งอยู่กับพื้นพร้อมกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบโซมกายขณะเดียวกันแผลที่เอวก็ยังคงมีโลหิตหลั่งไหลออกมา
หลังจากผ่อนคลายลงชั่วครู่ไป๋หยุนเฟยก็ดูดซับพลังวิญญาณที่เหลือในแหวนที่ใช้สำรองพลังวิญญาณจนหมดสิ้นจากนั้นจึงสะบัดมือขวาแล้วเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มจิตวิญญาณหลายชิ้นก็ร่วงลงกับพื้นหลังจากสลับเครื่องประดับทีละชิ้นพลังวิญญาณในร่างก็เพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย จากนั้นไป๋หยุนเฟยจึงนั่งขัดสมาธิและเร่งฟื้นฟูพลังวิญญาณพร้อมกับเยียวยาบาดแผลบนร่าง
“พี่... พี่ไป๋...ท่านไม่เป็นไรกระมัง?”
เสียงของเส้าหลิงดังแว่วเข้าหูไป๋หยุนเฟยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก็เห็นเส้าหลิงที่สวมหมวกฟางถือก้อนอิฐในมือยืนอยู่เบื้องหน้าไม่ไกล กำลังมองมาด้วยความกระวนกระวาย
“ข้าไม่เป็นไรไม่ต้องห่วง...” ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้าเบาๆก่อนจะฝืนใช้มือขวายันพื้นพยุงกายลุกขึ้นจากนั้นจึงกล่าวว่า “ไปดูจู้จื่อกันเถอะ มันบาดเจ็บสาหัสยิ่ง”
“อ๊ะ!พี่จู้จื่อ!”เส้าหลิงแตกตื่นจนร้องขึ้น เมื่อครู่ยามลอบโจมตีถังย่าก็สร้างความประหวั่นลนลานแก่มันอย่างยิ่งแล้วจากนั้นเมื่อได้เห็นไป๋หยุนเฟยต่อสู้อย่างดุเดือด ทั้งยังลงมือสังหารคนไปถึงสองคนติดต่อกันเส้าหลิงก็ตื่นตระหนกจนลืมเลือนเรื่องอื่นไปสิ้น ยามนี้เมื่อไป๋หยุนเฟยเอ่ยเตือนมันก็ฉุกคิดขึ้นมาได้จึงรีบวิ่งไปด้านขวาเพื่อไปหาเสี่ยวฟางและจู้จื่อ
เสี่ยวฟางยังคงนั่งพิงต้นไม้ไม่อาจขยับตัวได้เช่นเดิมเพียงแต่ยามนี้นางหลั่งน้ำตานองหน้าด้วยความกังวลต่ออาการของจู่จื่อที่โลหิตหลั่งไหลไม่หยุด
ยามนี้ทรวงอกจู้จื่อถูกย้อมด้วยโลหิตจนแดงฉานอีกทั้งยังกระอักโลหิตออกมาเป็นระยะใบหน้ามันซีดขาวขณะเดียวกันก็ขมวดคิ้วแนบแน่น เห็นได้ชัดว่ากำลังเจ็บปวดสุดทนทาน
แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีชีวิตอยู่--- แม้จะถูกมีดจันทร์เสี้ยวฟันใส่กลางทรวงอกแต่มันกลับรอดชีวิตมาได้!
ไป๋หยุนเฟยเดินมาถึงข้างกายจู้จื่อก็จับข้อมือตรวจสอบครู่หนึ่งหลังจากแน่ใจว่าไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตจึงค่อยคลายใจลง
จากนั้นจึงนำเครื่องประดับที่ช่วยเสริมพละกำลังออกมาพร้อมกับกำชับเส้าหลิงให้สวมแก่จู่จื่อแม้เส้าหลิงจะสงสัยแต่ก็ไม่ได้ซักถาม เพียงปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว
คุณลักษณะเพิ่มเติม‘พละกำลัง’จากเครื่องประดับนี้ สามารถเรียกได้ว่าเป็น‘พลังของร่างกาย’ ประกอบด้วยกำลัง ความทนทาน พลังที่ปะทุออกในคราเดียว หรือแม้แต่พลังการฟื้นฟูเป็นต้นสำหรับคนธรรมดาที่ไม่สามารถใช้พลังวิญญาณ การเสริมพละกำลังก็คือการเสริมพลังกายต่างๆที่ได้เอ่ยไปดังนั้นเครื่องประดับที่เสริมพละกำลังนี้จึงสามารถช่วยให้จู้จื่อฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บได้
เมื่อฉีกเปิดอกเสื้อบริเวณที่ถูกฟันของจู้จื่อออกก็เผยให้เห็นกระจกพิทักษ์หัวใจที่ถูกแยกเป็นสองส่วน ของชิ้นนี้เป็นวัตถุวิญญาณซึ่งคนของสำนักเจ้าอสูรใช้เป็นเครื่องป้องกันที่ไป๋หยุนเฟยช่วงชิงมาในยามที่ได้มาก็กลายเป็นรูหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้ระหว่างเร่งเดินทางมายังที่นี่ไป๋หยุนเฟยกำชับให้ทั้งสองคนแอบซ่อนอยู่ในที่ห่างไกล รอกระทั่งมันเริ่มต่อสู้แล้วจึงค่อยหาโอกาสเข้ามาใกล้แต่ผู้ใดจะทราบว่าจู้จื่อที่กังวลใจเกินไปกลับไม่รอให้สัญญาณจากไป๋หยุนเฟยมันร้อนรนหวังจะช่วยเสี่ยวฟางออกมาก่อน ผลสุดท้ายก็คือถูกซูเซี่ยพบเห็นและด้วยความร้อนใจจึงใช้ร่างกายตนเข้าขวางมีดโค้งที่พุ่งเข้าหาเสี่ยวฟางหากไม่ใช่เพราะไป๋หยุนเฟยเตรียมพร้อมมอบกระจกพิทักษ์หัวใจไว้ให้ก่อนยามนี้มันคงสิ้นชีพไปแล้ว แต่ถึงแม้จะมีกระจกพิทักษ์หัวใจช่วยป้องกันไว้ทรวงอกจู้จื่อก็ยังถูกมีดโค้งฟันลึกจนถึงกระดูกแม้แต่อวัยวะภายในก็ได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง
ส่วนเส้าหลิงนั้นไป๋หยุนเฟยมอบหมวกฟางตัวประกอบและก้อนอิฐ +13 ไว้ให้ทีแรกมันก็ไม่คิดว่าจะต้องอาศัยเส้าหลิงให้ช่วยเหลือ และก็ไม่คิดว่าการต่อสู้จะดุเดือดถึงเพียงนี้มิหนำซ้ำการแสดงออกของเส้าหลิงในวันนี้ก็ไม่ธรรมดากลับสามารถช่วยไป๋หยุนเฟยสังหารถังย่าได้สำเร็จจนฉวยโอกาสเผด็จศึกได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากคลายจุดที่สะกดความเคลื่อนไหวเสี่ยวฟางออกแล้วไป๋หยุนเฟยจึงนำอุปกรณ์รักษาออกมาให้นางทำแผลแก่จู้จื่อหลังจากกำชับอีกเล็กน้อยจึงนั่งลงขัดสมาธิหลับตาเพื่อโคจรพลังเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
ยามอาทิตย์ใกล้ลาลับในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็พ่นไอสีขาวออกจากปากพร้อมกับลืมตาขึ้นอย่างแช่มช้ายามนี้แผลที่หัวไหล่และเอวฟื้นฟูจนเกือบเป็นปกติ แขนซ้ายมันยังปวดแปลบอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด
เมื่อหันไปมองด้านข้างก็เห็นเส้าหลิงกับเสี่ยวฟางกำลังเฝ้าดูอาการอยู่ข้างกายจู้จื่อโดยไม่กล้าแตะต้องหรือรบกวน
เส้าหลิงมองเห็นไป๋หยุนเฟย‘ตื่น’ขึ้นก็รีบถามอย่างกระวนกระวาย “พี่ไป๋ ท่านไม่เป็นไรกระมัง?”
ไป๋หยุนเฟยยิ้มพลางกล่าวว่า“อืม วางใจเถอะ ข้าสบายดี”
“คุณ... คุณชายไป๋ขอบคุณที่ช่วยชีวิตข้า...”เสี่ยวฟางมองดูไป๋หยุนเฟยก่อนจะเอ่ยปากเสียงค่อยด้วยสีหน้าอ่อนเพลียเหตุการณ์ที่นางประสบในวันนี้ เป็นเรื่องที่นางไม่อาจจินตนาการถึงได้ จึงทำให้หญิงสาวที่อ่อนโยนนางนี้ยังคงหวาดกลัวอยู่ไม่คลาย
นางขอบคุณเช่นนี้กลับทำให้ไป๋หยุนเฟยสำนึกผิดคนเหล่านี้ถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องก็เพราะตนหากมันไม่มาที่นี่พวกนางก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเช่นนี้
“แม่นางเสี่ยวฟางอย่าได้กล่าวเช่นนี้เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นก็เพราะข้า ควรเป็นข้าที่ต้องขอโทษพวกท่านจึงจะถูก...” ไป๋หยุนเฟยดูออกว่าอีกฝ่ายกังวลกับอาการของจู้จื่อจึงกล่าวต่ออีกว่า“ท่านไม่ต้องกังวล จู้จื่อไม่เป็นไรแล้วข้ารับรองว่าภายในสามวันมันจะหายกลับมาเป็นปกติดังเดิมอย่างแน่นอน”
“จริงหรือ? แต่ว่า...เขาบาดเจ็บสาหัสยิ่ง...” เสี่ยวฟางเผยสีหน้ายินดีแต่ยังคงถามด้วยความสงสัย
“ท่านพี่ท่านดูไม่ออกหรือว่าพี่ไป๋ไม่ใช่คนธรรมดา? เขาเก่งกาจถึงเพียงนี้หากเขาบอกว่าได้ก็ต้องได้อย่างแน่นอน!” เส้าหลิงที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเตือนขึ้น เมื่อผ่านพ้นอันตรายมาได้มันก็กลับมามองโลกในแง่ดีได้ดังเดิม
ไป๋หยุนเฟยถ่ายทอดพลังวิญญาณให้แก่จู่จื่ออีกครั้งเพื่อช่วยให้บาดแผลฟื้นฟูได้เร็วขึ้นกระทั่งปากแผลบนทรวงอกเกือบจะปิดสนิทจึงค่อยหยุดลงก่อนจะปล่อยให้เสี่ยวฟางและเส้าหลิงดูแลต่อจากนั้นไป๋หยุนเฟยจึงยืนขึ้นพร้อมกับกวาดตามองไปโดยรอบ
พื้นที่อันว่างเปล่าในยามนี้กลับเกลื่อนกลาดไปด้วยเศษซากและร่องรอยการต่อสู้ไป๋หยุนเฟยหยิบแหวนช่องมิติของถังย่าและซูเซี่ยออกมาก่อนจะเก็บมีดคู่จันทร์เสี้ยวที่หล่นอยู่ข้างกายซูเซี่ยขึ้นสุดท้ายจึงเผาศพทั้งสองเป็นเถ้าถ่านปลิวล่องลอยไป