สู่วิถีอมตะ

    บทที่ 43 ทะลวงขั้นยอดยุทธ์

    บทที่ 43 ทะลวงขั้นยอดยุทธ์


    “ขอบคุณใต้เท้า”


    เจียงผิงอันพลันประสานหมัดทำความเคารพ เพราะทรัพยากรที่อีกฝ่ายมอบให้นั้นเป็นประโยชน์สำหรับเขาอย่างยิ่ง


    แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีความตั้งใจของตัวเอง แต่เขาก็ยังรู้สึกขอบคุณนางมาก


    “ฮ่า ๆ เจ้าท่อนไม้ตัวเหม็น รอจนกว่าพรสวรรค์ข้าจะตื่นเถอะ ข้าจะจัดการเจ้า!” เมิ่งจิงตะโกนอย่างมีความสุข


    ด้วยนางได้รู้ว่าพรสวรรค์ของนางยังไม่ได้รับการพัฒนาเต็มที่ ในอนาคตมันจึงต้องทรงพลังมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน


    เจียงผิงอันไม่ตอบสนองมากนัก เขาไม่สามารถอิจฉาสิ่งของอย่างพรสวรรค์และสายเลือดได้


    ตั้งแต่เด็ก ๆ เขาก็รู้ดีว่าโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม แม้ว่าเขาจะนึกอิจฉาคนที่โชคดี แต่เขาจะไม่รู้สึกเสียใจกับตัวเองหรือตกต่ำลงเพราะเหตุนี้


    หญิงรับใช้พาเจียงผิงอันออกไป โดยจัดเขาไปยังห้องที่เงียบสงบ


    นี่เป็นเพียงบ้านธรรมดา ๆ แต่หรูหรากว่าจวนในอำเภอเหลียนซานซะอีก เรือนไม้งดงามมากมายตั้งเรียงราย พวกมันล้วนมีแสงของอักขระอันลึกลับส่องสว่าง


    “เจ้าจะอาศัยอยู่ที่นี่เพียงชั่วคราวเท่านั้น สามารถไปโรงอาหารเพื่อหาอะไรกินได้ อีกสามวันให้หลังเจ้าจะถูกพาไปที่ภูเขาด้านหลัง ที่นั่นนับเป็นสถานที่สำหรับฝึกฝนและประเมินอัจฉริยะเช่นเจ้า ช่วงนี้พักผ่อนให้สบายเถอะ เพราะในอีกสามวัน เจ้าอาจต้องทำการต่อสู้”


    "ขอบคุณพี่สาว"


    เจียงผิงอันเอ่ยขอบคุณนาง


    หญิงรับใช้ยิ้ม ก่อนหน้านี้นางเคยรับใช้อัจฉริยะมามากมาย ซึ่งอัจฉริยะเหล่านั้นล้วนหยิ่งผยองยิ่ง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเอ่ยขอบคุณนาง


    นางจึงกล่าวเสริม “มีรูปแบบค่ายกลอยู่บนโต๊ะในห้อง การส่งปราณวิญญาณเข้าไปหนึ่งหนจะเป็นการกระตุ้นเปิดใช้งาน และการส่งปราณเข้าไปอีกครั้งจะเป็นการปิดค่ายกล”


    “ค่ายกลนี้สามารถสร้างปราการเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นบุกรุกเข้าไปรบกวนการฝึกฝน ทั้งยังสามารถรวบรวมปราณวิญญาณโดยรอบเข้ามาเพื่อเร่งการฝึกฝนได้ด้วย”


    “คือว่าสัตว์พาหนะของข้ายังอยู่ข้างนอก รบกวนช่วยข้าดูแลมันได้หรือไม่” เจียงผิงอันถาม


    “ได้ หากต้องการสิ่งใดอีกก็ถามข้าได้” หญิงรับใช้ยิ้มให้ จากนั้นจึงเดินจากไป


    ขณะที่เจียงผิงอันกำลังจะปิดประตู ก็มีร่างหนึ่งปรี่เข้ามา ก่อนจะชกหน้าเขาเต็มแรง


    ทางเจียงผิงอันรีบยกแขนขึ้นเพื่อต้านรับ


    โครม!


    เจียงผิงอันถูกโจมตีจนถอยหลังไปหลายก้าว


    “อะไรกัน เจ้ายังไม่ได้เป็นยอดยุทธ์อีก” เด็กหนุ่มผู้นั้นพูดอย่างติดรังเกียจ


    "เจ้าคือใคร?"


    เจียงผิงอันขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกแสบที่แขน ก่อนจะมองคนตรงหน้าที่จู่ ๆ ก็มาโจมตีใส่ตาเขม็ง


    เด็กหนุ่มผู้นี้ดูอายุราว ๆ สิบห้าหรือสิบหกปี มีรูปร่างอ้วนท้วน มือข้างหนึ่งถือขาไก่ ปากของอีกฝ่ายยังคงมันแผลบ


    “ข้าชื่อหม่าเหว่ย ต่อไปเรียกข้าว่าพี่หม่าก็ได้ แม้ว่าเจ้าจะยังไม่ใช่ยอดยุทธ์ แต่ถ้าเข้ามาได้ เจ้าก็คงจะเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง นับจากนี้ไปเจ้าจะเป็นน้องชายคนเล็กของข้า และข้าจะปกป้องเจ้าเอง”


    หม่าเหว่ยพูดอย่างภาคภูมิ ก่อนหน้านี้เขาเห็นว่าอัจฉริยะคนอื่นมีผู้ติดตาม แต่เขาไม่มี ซึ่งทำให้เขารู้สึกด้อยกว่าเล็กน้อย ดังนั้นเขาจึงวางแผนที่จะรับสมัครผู้ติดตามสักสองสามคน


    หลังจากกินข้าวเสร็จ เขาบังเอิญเห็นเด็กใหม่พอดี จึงเข้ามาลองเชิงดู


    “ไม่ล่ะ” เจียงผิงอันปฏิเสธตรง ๆ


    เขายังคงอยากฝึกฝนต่อ จึงไม่สนใจที่จะเป็นน้องชายของผู้อื่น


    “เจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร? เจ้ารู้ไหมว่าข้ามาจากที่ไหน? ข้าเป็นอัจฉริยะของนิกายเพียวเหมี่ยวเชียวนะ!”


    หม่าเหว่ยเชิดหน้าขึ้น


    “นิกายเพียวเหมี่ยว?”


    "ใช่แล้ว นิกายเพียวเหมี่ยว!" ดวงตาของหม่าเหว่ยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง


    "ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"


    เจียงผิงอันกล่าวอย่างตรงไปตรงมา


    หม่าเหว่ย "..."


    ไอ้เจ้านี่มาจากไหนกัน กระทั่งนิกายเพียวเหมี่ยวก็ไม่รู้จัก


    นิกายเพียวเหมี่ยวเป็นนิกายที่ช่วยเหลือปฐมกษัตริย์ก่อตั้งแคว้นต้าเซี่ยขึ้นมา นิกายนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าแคว้นต้าเซี่ยเสียอีก จึงเป็นธรรมดาที่จะมีสถานะสูงส่งยิ่ง


    “มีอะไรอีกหรือไม่? ข้าจะไปฝึกต่อ”


    เจียงผิงอันเชื่อว่าเวลามีน้อย ตัวเขายังมีหลายสิ่งให้เรียนรู้ เช่น เคล็ดกายาคลั่ง เคล็ดป้อมพสุธา และหมัดอู๋จี๋...


    “เจ้าคนบ้านนอก! หากเจ้าไม่ยอมเป็นน้องชายของข้า จะไม่มีใครคุ้มครองเจ้า แล้วในการต่อสู้สามวันให้หลัง เจ้าจะต้องถูกทุบตีอย่างหนักแน่!”


    หม่าเหว่ยรู้สึกไม่พอใจยิ่งที่ศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ของนิกายเพียวเหมี่ยวเช่นตนถูกอีกฝ่ายละเลย


    ครั้นเจียงผิงอันเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ยอมจากไป เขาจึงวางฝ่ามือลงบนโต๊ะแล้วส่งปราณวิญญาณเข้าไป


    ปราการสีดำปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับหม่าเหว่ยที่ถูกโยนออกไป


    “โอ๊ย” หม่าเหว่ยสะดุด น่องไก่หลุดมือร่วงลงพื้น


    หม่าเหว่ยพลันโมโห “เจ้าสารเลวนี่! ช่างไม่รู้ดีชั่ว! รอก่อนเถอะ อีกสามวัน ข้าจะทุบตีเจ้าให้ตาย!”


    ถูกไล่ออกจากห้องแบบนี้ทำให้หม่าเหว่ยรู้สึกอับอายอย่างมาก


    ยามเขาอยู่ในนิกายเพียวเหมี่ยว เคยมีผู้ใดกล้าทำเช่นนี้กับเขาที่ไหน?


    เจียงผิงอันไม่รู้จริง ๆ ว่าปราการสามารถผลักผู้คนออกไปได้


    แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไร หม่าเหว่ยก็กระทืบเท้าตึงตังจากไปด้วยความโกรธแล้ว


    เจียงผิงอันส่ายหัวอย่างจนใจ เพราะไม่เข้าใจพฤติกรรมของอีกฝ่ายเลย


    บางทีอาจเพราะสภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตแตกต่างกัน ดังนั้นคติในการเอาชีวิตรอดของเขาจึงเป็นการไม่สร้างปัญหาหรือศัตรู


    แต่คติในการเอาชีวิตรอดของคนเหล่านี้กลับตรงกันข้ามกับของเขาโดยสิ้นเชิง หากเจ้าไม่คล้อยตามข้า เจ้าต้องถูกฆ่า


    บางทีจะเป็นคนประเภทไหน มันคงขึ้นอยู่กับว่าถูกเลี้ยงมาในสภาพแวดล้อมแบบไหน


    เจียงผิงอันหยุดคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เด็กหนุ่มปิดประตูแล้วนั่งบนเบาะฝึกฝน


    เขาใช้โอสถวิญญาณโลหิตและโอสถเยียวยาที่เพิ่งซื้อมาเพื่อกระตุ้นปราณโลหิตแล้วทำการะฝึกฝนเคล็ดกายาคลั่ง


    เลือดในร่างกายเขาพลันปั่นป่วน ก่อนจะมีเสียงน้ำไหลเบา ๆ ไหลผ่านร่างกาย


    เขาต้องฝึกฝนในอำเภอเหลียนซานมากว่าหนึ่งเดือน ถึงจะสามารถโคจรปราณโลหิตผ่านร่างกายได้ถึงสองในสาม


    คราวนี้เขาจะโคจรเคล็ดกายาคลั่งให้สำเร็จในครั้งเดียว


    ปราณโลหิตอันยิ่งใหญ่พุ่งเข้าสู่หลอดเลือด และด้วยความช่วยเหลือจากปราณวิญญาณ ปราณโลหิตก็โคจรไปอย่างราบรื่นมาก


    อย่างไรก็ตาม บนผิวหนังของเขายังคงมีเลือดไหลซึมออกมาเล็กน้อย เหงื่อจำนวนมากไหลหยดลงมาตามเส้นผม


    เจียงผิงอันกัดฟันแน่น ลมหายใจเริ่มปั่นป่วน


    แต่ไม่ว่าจะเจ็บปวดแค่ไหน เขาก็ต้องฝึกฝนเคล็ดกายาคลั่งให้ได้ เพราะด้วยวิธีนี้เท่านั้นที่เขาจะสามารถตามไล่อัจฉริยะเหล่านั้นทัน และก้าวต่อไปในเส้นทางสู่ความเป็นอมตะ!


    เนื่องจากเคล็ดป้อมพสุธา การฝึกฝนจึงถูกเร่งให้เร็วขึ้น แต่ความเจ็บปวดยังคงอยู่ตลอดทั้งวัน และร่างกายของเจียงผิงอันก็อาบด้วยเลือดเป็นสีแดงฉาน


    ร่างกายถูกทำลาย ก่อรูปใหม่ ถูกทำลาย ก่อรูป...


    ในขณะที่เคล็ดกายาคลั่งเริ่มทำงาน ร่างกายของเขาก็ได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สั่นสะเทือนโลกหล้า


    ตู้ม!


    ด้วยเสียงคำราม ราวกับว่าแม่น้ำถูกทะลวง ฉับพลันเสียงที่เร่งรุดก็กึกก้องไปทั่วร่างของเจียงผิงอัน


    จากนั้น แสงสีม่วงทองก็ปรากฏบนร่าง เลือดที่ไหลออกมาเริ่มแห้งกรัง


    รอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าอ่อนแรงของเจียงผิงอัน


    ในที่สุด ในที่สุดเขาก็โคจรเคล็ดกายาคลั่งสำเร็จหนึ่งครั้ง ซึ่งหลังจากนี้ มันจะโคจรมันได้ง่ายขึ้น


    ปราณโลหิตในร่างกายเขาพลุ่งพล่านและเต็มไปด้วยพลังชีวิตอย่างไม่มีที่สิ้นสุด


    พลังของการฝึกฝนกายานั้นอยู่ในปราณโลหิต ผู้เฒ่าหลี่เคยกล่าวไว้ว่าผู้ฝึกกายาที่ทรงพลังบางคนนั้น อาศัยเลือดหยดเดียวก็สามารถเผาทั้งมหาสมุทรให้แห้งเหือดได้ โดยความร้อนนั้นเปรียบได้กับดวงตะวัน


    แน่นอนว่าตัวเจียงผิงอันยังห่างไกลจากระดับนั้น


    เขาเพิ่งใช้เคล็ดกายาคลั่งเพียงครั้งเดียว แต่ก็ยังห่างไกลจากการปลูกฝังเคล็ดกายาคลั่งที่ประสบความสำเร็จ


    เมื่อเชี่ยวชาญเคล็ดกายาคลั่งระดับแรกแล้ว เลือดในร่างกายจะไหลเชี่ยวเหมือนแม่น้ำ ทั้งยังสามารถได้ยินเสียงฟ้าร้องอีกด้วย


    เสียงภายในร่างกายของเขายามนี้เหมือนกระแสน้ำไหลเอื่อยเท่านั้น


    ถึงกระนั้น เขาก็ยังรู้สึกได้ว่าความแข็งแกร่งของตัวเขาได้เพิ่มพูนขึ้นถึงสิบเท่า


    การโคจรเคล็ดกายาคลั่งสำเร็จในครั้งนี้ยังทำให้เขาสามารถเข้าสู่ระดับยอดยุทธ์ได้สำเร็จ โดยไม่ต้องใช้โอสถทะลวงขั้นด้วยซ้ำ


    สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือการเปิดจุดชีพจรในร่างกาย


    ความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างยอดยุทธ์และผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปคือ ยอดยุทธ์สามารถพัฒนาจุดชีพจรบนร่างเพื่อกระตุ้นศักยภาพของตัวเองได้


    หากเปิดจุดชีพจรได้สิบจุด เจ้าก็จะกลายเป็นยอดยุทธ์ระดับกลาง หากเปิดจุดชีพจรได้ยี่สิบจุด เจ้าจะถูกเรียกว่ายอดยุทธ์ระดับสูง


    ทุกครั้งที่เปิดจุดชีพจร ปราณโลหิตที่มีอยู่ในร่างกายก็จะเพิ่มขึ้นหนึ่งจุด หากเปิดจุดชีพจรสามสิบจุด ก็จะสามารถเข้าสู่ขั้นถัดไปได้ ขั้นเสวี่ยตาน


    หรือก็คือ ยอดยุทธ์นับว่าไม่มีขั้น เพียงแบ่งออกเป็นระดับต่ำ ระดับกลาง และระดับสูง เพื่อความสะดวกในการวัดความแข็งแกร่งเท่านั้น


    เจียงผิงอันกินโอสถเยียวยาแล้วตรงไปที่อ่างอาบน้ำเพื่อทำความสะอาดคราบเลือดบนร่างกาย


    “เจ้าท่อนไม้! เจ้าท่อนไม้! รีบเปิดประตูเร็วเข้า!”


    หลังจากที่เขาเข้าไปในอ่างอาบน้ำได้ไม่นานก็มีเสียงเคาะประตูระรัวดังขึ้น


    เขารู้จักคนที่นี่เพียงคนเดียว ซึ่งอีกฝ่ายจะเป็นใครไปได้นอกจากเมิ่งจิง


    เจียงผิงอันกระตุ้นปราณโลหิตเพื่อระเหยไอน้ำบนร่าง แล้วสวมชุดสะอาด ก่อนเดินไปที่โต๊ะส่งปราณวิญญาณเพื่อปิดปราการลง แล้วเลื่อนเปิดประตู


    ครั้นเมิ่งจิงเห็นเจียงผิงอัน นางก็เท้ามือกับสะโพกแล้วหัวเราะร่า "ฮ่า ๆ เจ้าท่อนไม้ ข้าปลุกพรสวรรค์อันทรงพลังอย่างยิ่งขึ้นได้แล้ว และตอนนี้ข้าเองก็เป็นยอดยุทธ์แล้วด้วย!"


    นางไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่นางอยากแบ่งปันข่าวนี้กับอีกฝ่ายยิ่ง


    “ยินดีด้วย” เจียงผิงอันยิ้มให้


    “อะไรกัน เจ้าดูใจเย็นนัก ไม่ถามหรือว่ามันเป็นพรสวรรค์แบบไหนเล่า?” เมิ่งจิงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย


    “ไม่ว่าพรสวรรค์ของเจ้าจะเป็นอย่างไรก็ย่อมมีคนที่เก่งกว่าเจ้าเสมอ ระวังความเย่อหยิ่งและความหุนหันพลันแล่นด้วย จงฝึกฝนไปทีละขั้น อย่าโลภ...”


    “เอาละ ๆ เหตุใดเจ้าถึงได้ขี้บ่นเหมือนท่านพ่อของข้ากัน” เมิ่งจิงปิดหูเล็ก ๆ ของนางอย่างไม่อยากฟัง


    เจียงผิงอันส่ายหัวอย่างจนใจ สาวน้อยคนนี้ยังคงซุกซนเหมือนเดิม


    เมิ่งจิงคว้ามือเจียงผิงอันแล้วพูดว่า "ไปกินข้าวกันเถอะ ข้าได้ยินจากหญิงรับใช้ว่าในโรงอาหารมีของหวานมากมายเลย"


    ไม่ว่าพรสวรรค์อะไรของนางจะตื่นขึ้นมาก็ตาม แต่นิสัยตะกละก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงไป


    เมิ่งจิงเดินสลับกระโดดจนมาถึงร้านอาหาร ผมแกละของนางสะบัดไหวไปมา


    อาจเพราะถึงเวลาอาหารแล้วจึงมีคนจำนวนมาก


    มีเด็กหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่มีรัศมีโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ


    แต่ทันทีที่เมิ่งจิงเข้ามา นางก็ดึงดูดความสนใจของคนเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย


    “ดูสิ! ผู้หญิงคนนั้นคือคนที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ฟ้าร้องเมื่อไม่นานมานี้!”


    “ข้าได้ยินมาว่านางเป็นร่างวิญญาณอัสนี และเป็นสายเลือดของตระกูลเล่ย ตระกูลโบราณ!”


    “ตระกูลเล่ย! ตระกูลโบราณนั่นน่ะหรือ?”


    เจียงผิงอันได้ยินเสียงฟ้าร้องขณะฝึกตนเช่นกัน แต่เขาไม่สนใจมันมากนัก ครั้นเขาได้ยินความคิดเห็นจากผู้คนรอบตัว จึงตระหนักว่าเมิ่งจิงเป็นต้นเหตุเสียงดังกล่าว


    ควบคุมสายฟ้า? น่ากลัวถึงเพียงนั้นเชียว?


    ในเวลานี้ มีเด็กหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีทองเดินเข้ามา เขามีรัศมีสูงส่งตั้งแต่อายุยังน้อยและหล่อเหลายิ่ง


    ชายคนนั้นยิ้มให้เมิ่งจิง และพูดว่า "คุณหนูเมิ่ง ข้าชื่อเฟิงอวี่เฉิน อยู่ที่ขั้นกลางของขอบเขตสร้างรากฐาน ท่านพ่อของข้าเป็นเจ้าสำนักมังกรเกล็ดนิล ซึ่งเป็นขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดแล้ว"


    “เมื่อสามพันปีที่แล้ว ผู้อาวุโสในตระกูลท่านหนึ่งได้รับสายเลือดมังกรมา ซึ่งตัวข้าเองก็ได้เปิดใช้งานสายเลือดนี้แล้ว”


    คล้ายกับเรื่องสู่วิถีอมตะ ที่คุณอ่าน

    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    647K 2426
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    มหาเทพเซียนกลับมาเกิดใหม่ในมหานคร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    699K 1189
    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508