“ทูลพระสนม ท่านอ๋อง...ท่านอ๋องทรงมีปากเสียงกับพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”
ผู้รับใช้ที่ติดตามชินอ๋องก้าวเข้ามาในห้อง กราบทูลความต่อพระสนมด้วยน้ำเสียงกระท้อนกระแท่น
“ว่าอย่างไรนะ”
“พระชายานำยามาถวายท่านอ๋องในห้องบรรทม หลังจากนั้นกระหม่อมก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันดังลอดออกมา ไม่นานนักพระสนมก็ะโขอความช่วยเหลือ เมื่อกระหม่อมเข้าไปในห้องก็พบว่าท่านอ๋องทรงหมดสติไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
หลิงเซียวคุกเข่าลงกับพื้น ก้มหน้าเล่าสิ่งที่ตนได้ยินเื่ราวทั้งหมดก่อนหน้า
“พระชายา เื่ที่กล่าวมาเป็ความจริงหรือไม่”
พระสนมหลี่หันกลับมาถามอันหนิงอีกครั้ง ใบหน้าที่เรียบเฉยเต็มไปด้วยไฟโทสะที่ลุกโชน
“พระสนม หม่อมฉันเพียงแค่ทำตามที่พระองค์สั่ง แต่เป็ท่านอ๋องเองที่ทรงดื้อดึง ไม่ยอมดื่มยาแล้วก็เกิดโทสะขึ้นมา เป็หม่อมฉันต่างหากที่โดนท่านอ๋องทำร้ายก่อนที่จะทรงหมดสติไปด้วยซ้ำ”
อันหนิงอธิบายด้วยประกายดวงตาที่ใสซื่อไร้ซึ่งความนัยแอบแฝง แม้จะมีท่าทีตื่นตระหนกลุกลี้ลุกลนไปบ้าง
“ช่างเหิมเกริมยิ่งนัก เดิมทีข้าคิดว่าเ้าเพียงแค่ไร้มารยาท ไม่คิดว่านานวันเ้าจะสร้างเื่ถึงขนาดนี้ ข้าไม่น่าเห็นดีเห็นงามให้แต่งเ้าเข้าจวนชินอ๋องแต่แรก เ้ามันตัวกาลกิณีั้แ่ที่มีข่าวลือหนาหูเื่ชายที่เ้าลอบหนีตามครั้งนั้น ครานี้เ้ายังทำให้ลูกชายข้าต้องกลับไปล้มหมอนนอนเสื่ออีก ความผิดเช่นนี้ข้าคงไม่อาจละเว้นได้”
เส้นความอดทนของพระสนมหลี่พลันขาดสะบั้น นางไม่สนใจไยดีคำแก้ตัวจากปากของลู่อันหนิงแม้แต่น้อย คิดเพียงแต่การกระทำทุกย่างก้าวของนางล้วนเป็ความผิดที่มิอาจให้อภัยได้
“จับตัวพระชายาออกไปโบยแล้วขังไว้ในห้อง ไม่มีคำสั่งข้าห้ามให้นางออกมาเด็ดขาด”
ไร้ซึ่งความปราณีสำหรับบทลงโทษอันเกิดจากความเข้าใจผิด อันหนิงเพียงแกล้งประชดประชันกับความเย่อหยิ่งของอ๋องมู่หรงเพียงเท่านั้น หาได้มีเจตนาทำร้ายให้ถึงแก่ความตายแต่อย่างใด ไฉนจึงลงเอยด้วยการถูกลงไม้กลางหลัง สตรีร่างกายบอบบางเช่นนางจะทนไหวได้อย่างไรกัน
. . .
. .
.
“ฮือ ฮือ คุณหนู ท่านเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ”
เวลาผ่านมาสักระยะหลังอันหนิงถูกลงโทษ นางนอนคว่ำหน้าบนเตียง ภายในเรือนที่ปิดตายนี้แม้จะเป็เวลากลางวันก็ไร้ซึ่งแสงดวงอาทิตย์สาดส่อง เหลือเพียงแสงจากเปลวเทียนส่องสว่างวูบไหวภายในห้องอันหนาวเย็นแค่นั้น นางถูกคุมขังให้อยู่แต่เพียงในห้องกับเสี่ยวอี้ที่เอาแต่ปล่อยน้ำตาให้ไหลอย่างไม่ขาดสาย
“หยุดร้องไห้เถอะ เ้าร้องมานานร่วมชั่วยามแล้วไม่เหนื่อยบ้างหรืออย่างไร”
ร่างกายผอมเพรียวขึ้นเป็รอยแดงสลับม่วง กระนั้นนางก็ยังมีแก่ใจหยอกเย้าสาวน้อยที่เอาแต่สะอื้นไปพลางทายาสมานแผลไปบนร่างกายเ้านายของตน
“โอ๊ย...”
ริมฝีปากเมมแน่นยามที่ความแสบจากตัวยาัับนผิวเนื้อแตกที่เกิดจากไม้ปันซี[1] แม้จะถูกโบยไม่ถึงสิบไม้ แต่ร่องรอยจากคำพิพากษาความผิดอันเกิดจากความดื้อรั้นที่บังอาจไปวิวาทกับคนที่มีศักดิ์สูงกว่า ส่งผลให้ลู่อันหนิงได้แต่น้ำตารื้น กล่ำกลื่นความเ็ปไว้ในใจ
ั้แ่เล็กจนโตนางไม่เคยถูกกระทำให้าเ็ทางร่างกายมากเช่นนี้มาก่อน และที่ยิ่งเสียใจกว่าคือ ไม่ว่านางจะพยามอธิบายอย่างไร ผู้้าลงโทษก็ไม่เคยคิดที่จะรับฟัง
“เจ็บมากหรือไม่เ้าคะ”
เสี่ยวอี้ปาดตัวยาจากตลับและป้ายไปที่าแอย่างเบามือ น้ำตาเม็ดกลมร่วงหล่นจากปลายคางมนหยดแล้วหยดเล่า
“ข้าทนไหว”
าแนั้นร้ายแรงถึงขนาดที่ทำให้ร่างกายผอมบางต้องเป็ไข้ ความปวดร้าวทั่วแผ่นหลังนั้นไม่อาจทำนางขยับตัวได้อย่างที่ใจคิด แต่ความเ็ปทางกายก็เทียบไม่ได้กับความเ็ปทางใจ
“เ้าเองก็เจ็บเหมือนกัน เ้าก็ทายาด้วยสิ”
อันหนิงดันมือสาวใช้ที่กำลังแต้มยาบนแผ่นหลังนางให้ถอยกลับไป เสี่ยวอี้เองก็ได้รับาเ็จากการเอาตัวเองเข้าไปขัดขวางการลงโทษ จึงถูกโบยไปด้วยอีกคน
“ร่างกายข้าแข็งแรงโดนตีแค่ครั้งสองครั้งไม่เป็ไรหรอกเ้าค่ะ แต่ว่าคุณหนูร่างกายท่านบอบบาง ข้ากลัวว่าท่านจะทนไม่ไหว”
นางดันมือนายหญิงตนออก เพื่อที่จะทายาต่อให้ทั่วทุกที่ เมื่อแล้วเสร็จจึงดึงเสื้อคลุมมาปิดไว้ดังเดิม
“อาการไข้ท่านยังไม่ทุเลา ข้าจะออกไปต้มยากับต้มโจ๊กมาให้ คุณหนูรอหน่อยนะเ้าคะ”
อันหนิงหลับตาพยักหน้าอย่างเชื่องช้า าแครานี้นับว่านักหนาสาหัสยิ่ง หากย้อนกลับไปได้นางเลือกที่จะอยู่เฉย ๆ ไม่ไปยั่วโมโหสองแม่ลูกนั่นอีกเด็ดขาด ครั้งนี้นับว่าเข็ดขยาดแล้วจริง ๆ
การกักบริเวรไม่เห็นเดือนเห็นตะวันร่วมเข้าวันที่เจ็ด าแจากการถูกเฆี่ยนก็เริ่มแห้งตกสเก็ด อาการไข้นอนซมก็หายสนิท แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะถูกปล่อยตัวออกไป
“คุณหนูเ้าคะ อาหารเย็นมาแล้ว”
สาวน้อยผมมวยในชุดสีครามถือถาดอาหารเข้ามาในห้อง นางยกถาดไปวางบนโต๊ะกลมด้านหน้าลู่อันหนิงที่กำลังเท้าคางด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย
“กินข้าวก่อนเถิดเ้าค่ะ กำลังร้อน ๆ มีหมูผิดเปรี้ยวหวานที่ท่านชอบด้วยนะเ้าคะ”
นางหยิบชามอาหารออกจากปิ่นโตแต่ละชั้น แล้ววางลงบนโต๊ะกลมขัดเงาทีละจานอย่างระวัง ตามด้วยถ้วยที่มีเม็ดข้าวเรียงตัวสวยสูงจนล้นพูนถ้วย นางวางจานอาหารจนเต็มโต๊ะพร้อมกับจับคู่ตะเกียบยื่นส่งให้ด้วยรอยยิ้ม
“ด้านนอกยังมีคนเฝ้ายามอยู่อีกรึ ข้าอยากออกไปข้างนอก”
อันหนิงรับตะเกียบมาถือไว้ในมือขวา พลางเกลี่ยข้าวสวยในถ้วยตนอย่างเบื่อ ๆ
“เกรงว่าคงจะไม่ได้เ้าคะ ดูท่าพระสนมยังไม่หายโกรธพระองค์ ส่วนท่านอ๋องก็ยังทรงนอนป่วยอยู่บนเตียง”
เสี่ยวอี้หันมายกกาน้ำชาอุ่น ๆ รินใส่จนเต็มจอกระหว่างที่เล่าถึงเหตุการณ์ด้านนอกให้ผู้เป็นายฟัง
“ท่านอ๋องยังไม่หายอีกหรือ จากที่หมอหลวงรักษาก็ปาเข้าไปเจ็ดวันแล้วนะ”
คิ้วเรียวย่นเข้าหากันอย่างใช้ความคิด หมอหลวงฝีมือดีไฉนใช้เวลานานถึงเพียงนี้ ดูจากอาการป่วยคร่าว ๆ ไม่น่าจะกินเวลานาน
“ไม่รู้เพราะสาเหตุอันใด ทรงไม่พูดไม่จา ไม่ว่าใครเรียกก็ไม่ตอบสนอง แม้แต่พระสนมมาเยี่ยม ท่านอ๋องก็เหมือนจะไม่รับรู้สิ่งใด อาการเหมือนกับเมื่อครั้งก่อนที่ท่านจะแต่งเข้าจวนเลยเ้าค่ะ”
“มิน่า พระสนมถึงไม่ยอมปล่อยตัวข้า นางคงจะโกรธมาก”
อันหนิงคืบเนื้อหมูผัดเปรี้ยวหวานมาใส่ในถ้วยข้าวตนช้า ๆ พลางคิดแผนการบางอย่าง ก่อนจะวางตะเกียบกระทบลงบนโต๊ะ เสียงดังจนสาวน้อยที่นั่งข้าง ๆ ถึงกับสะดุ้ง
“เสี่ยวอี้ ข้ามีเื่จะให้เ้าช่วย เอาหูมาใกล้ ๆ”
สาวผมมวยเอียงหูข้างหนึ่งให้อันหนิง นางยกมือขึ้นป้องปากกระซิบกระซาบด้วยกลัวว่าบทสนทนาลับจะเล็ดลอดออกไปนอกประตู
“จะดีหรือเ้าคะ”
ยังไม่ทันที่อันหนิงจะพูดจบประโยค สาวน้อยก็ะโออกมาด้วยอารามความตระหนกในสิ่งที่ตนได้ฟัง
“เ้าจะะโให้ผู้อื่นได้ยินหรืออย่างไร”
อันหนิงรีบเอาฝามือตนอุดปากฝ่ายตรงข้ามพร้อมกับกล่าวตำหนิ
“แต่ว่า หากถูกจับได้ ท่านอาจจะถูกลงโทษหนักกว่าเดิมนะเ้าคะ”
เสี่ยวอี้เบาเสียงลง ความกังวลและความหวาดกลัวฉายออกมาที่ใบหน้าเล็ก ๆ ของนางนั้น
“เถอะน่า ครานี้ข้าจะไม่ทำพลาดอีก”
อาการเจ็บที่หลังพึ่งหายยังมิทันสนิท ผู้ที่เคยกล่าวว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเื่ของจวนอ๋องก็เริ่มคิดแผนการใหม่อีกครั้ง แม้จะถูกห้ามปรามสักเพียงไหน แต่เมื่อนึกถึงความอัปยศที่นางได้รับโดยที่ยังมิทันได้แก้ตัว นางก็อดไม่ได้ที่จะหาวิธีแก้คำกล่าวหา
“ถ้าเช่นนั้นคุณหนู ท่านต้องรีบกลับมานะเ้าคะ”
“เชื่อใจข้าเถอะน่า เ้าอยู่ที่นี่ก็อย่าทำตัวมีพิรุธแล้วกัน”
เสี่ยวอี้พยักหน้าอย่างกังวล ก่อนจะขึ้นไปนอนบนเตียงแทนลู่อันหนิงที่บัดนี้นางได้แต่งกายด้วยชุดสีคราม และมวยผมเป็วงกลมสองข้างเช่นเดียวกับสาวใช้ตน ผูกผ้าปิดบังใบหน้าแล้วถือปิ่นโตใส่ชามอาหารที่ว่างเปล่าเตรียมพร้อมที่จะออกจากห้อง
“แล้วข้าจะรีบกลับมา”
นางดึงประตูเปิดออก ยามนี้ฟ้ามืดเพราะเป็วันเดือนดับที่มีเพียงแสงสลัวจากโคมไฟคอยให้แสงสว่าง และเมื่อสวมชุดสาวใช้เยี่ยงนี้แล้วพอมองผ่าน ๆ ด้วยความสูงและรูปร่างที่ไล่เลี่ยกันระหว่างนางและเสี่ยวอี้แล้วก็แทบจะแยกไม่ออก
นางก้มหน้ายกปิ่นโตขึ้นเหนืออก เร่งฝีเท้าเดินผ่านยามเฝ้าประตูที่เริ่มจะมีอาการงัวเงียเพราะยืนยามมาครึ่งค่อนคืน จึงไม่ได้สนใจนางเท่าใดนัก ทำให้เดินผ่านออกมาได้อย่างง่ายดาย เมื่อพ้นเขตเรือนไป นางก็ตรงเข้าไปในห้องครัว
“เฮ้ย ผ่านออกมาจนได้”
นางปลดผ้าคลุมหน้าออก มือหนึ่งข้างวางทาบลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยมส่วนมืออีกข้างก็ทาบบนอกตนถอนหายใจยาวด้วยความโล่ง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องที่ว่างเปล่า ดึกสงัดเช่นนี้คนงานในครัวต่างพากันเข้านอนไปหมดแล้ว
‘ข้าต้องสืบหาความจริงให้ได้ว่าอาการป่วยของท่านอ๋องมิได้เกิดจากฝีมือข้า’
เมื่อวิเคราะห์จากอาการป่วยของท่านอ๋อง หากเป็ไปตามที่หมอหลวงกล่าว อาการหยางพร่องนั้นเกิดจากร่างกายขาดสมดุล ร่างกายหนาวเย็นขาดความอบอุ่น แต่ที่ผิดสังเกตุอีกประการหนึ่งเห็นเป็อาการเหงื่อออกมากผิดปกติแม้ว่าร่างกายจะเย็นลงเพียงไร แต่ทั่วทั้งกายก็ยังชุ่มไปด้วยเหงื่อ ยิ่งส่งผลให้เกิดความอ่อนแอ
ลู่อันหนิงกลับไปค้นดูเทียบยาที่ถูกจัดส่งมาั้แ่ครั้งก่อนที่นางจะมาอยู่ที่นี่ นางหยิบห่อยาสมุนไพรที่เคยต้มถวายท่านอ๋องอยู่เป็ประจำมาเปิดดูตัวยาที่ผสมอยู่ด้านในแต่ละชนิด หยิบขึ้นมาสูดกลิ่นเพื่อแยกประเภทซึ่งเป็ความถนัดของนางเมื่อครั้งอยู่ในโลกปัจจุบัน
นางดมกลิ่นและชิมพืชไม้แห้งแต่ละชนิด จนกระทั่งมาหยุดที่ส่วนของลำต้นแห้งของสมุนไพรที่มีรสเผ็ด ขมเล็กน้อย
“หมาหวง”
พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในแถบมองโกเลีย และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนในปัจจุบันซึ่งอันหนิงจำมันได้ดีเนื่องจากมันมีพิษ แม้ในจีนจะมีการใช้พืชนี้เป็ยามานานกว่าสี่พันปีมาแล้ว แต่เพราะมันออกฤทธิ์ต่อจิตและระบบประสาทจึงทำให้มันจัดอยู่ในพืชควบคุม และถือเป็สารเสพติดเมื่อใช้เป็เวลานาน
“น่าแปลก คนอย่างหมอหลวงจะมิรู้เชียวหรือ แล้วเหตุใดยังใช้มันกับท่านอ๋องหรือเพราะ้ากระตุ้นร่างกายของเขา ไม่สิมันไม่ใช่การกระตุ้น แต่นี่มันตรงข้ามต่างหากเล่า”
ลู่อันหนิงใช้เวลานานนานกว่าสองชั่วยามในการค้นหาสิ่งที่น่าสงสัยจากเทียบยาเมื่อครั้งที่นางเคยรับหน้าที่ดูแลยาที่ถูกส่งมาครั้งล่าสุด
“เหตุใดในใบจ่ายยาจึงไม่มีรายชื่อของสมุนไพรตัวนี้ ทั้งที่ในห่อกลับใส่ตัวยามาด้วย สำนักหมอหลวงทำผิดพลาดหรือว่ามีคนจงใจกันแน่”
นางเปิดย้อนดูใบจ่ายยาลงชื่อกำกับว่า หยู่เฉินอี้ แต่ข้อมูลเช่นนี้ก็ยังไม่เพียงพอ หากอยากรู้ว่าตัวยาที่ท่านอ๋องได้รับเข้าไปในร่างกายนั้นมีมากเพียงไหน คงต้องย้อนดูการจ่ายยาของหมอหลวงั้แ่ครั้งก่อน เพียงแต่ในตอนนี้นางไม่มีใบจ่ายยาก่อนหน้า และยิ่งไม่มีเทียบยาเดิม
ขณะที่นางกำลังวุ่นวายกับการค้นหายาตัวนั้น ดูเทียบยาตัวนี้ และหาหนังสือจากตู้ไม้ภายในห้องครัวโดยไม่ทันได้สังเกตุว่ามีฝีเท้าหนักของชายร่างท้วมกำลังย่างกายเข้ามายืนอยู่ด้านหลัง
“นั่นเ้ากำลังทำสิ่งใด”
..___________.. @ .. ___________..
ปันซี[1] : ไม้ที่ใช้โบยนักโทษที่หลัง ก้น หรือฝ่าเท้า ปลายกว้างสัก 4 นิ้ว กลมเกลี้ยงทำด้วยไม้ไผ่
สำหรับผู้ที่้าอีบุ๊ค กดลิงค์ได้เลยค่ะ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiOTUzMjc2MyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI4ODM2OSI7fQ