ด้วยความช่วยเหลือของไป๋เหรินซีทำให้หยวนิเย่ซื้อจวนหลังนี้ในเวลาสองวัน
จากนั้นพวกเขาก็ย้ายมายังจวนแห่งนี้ทันที
ยามค่ำคืนภายที่ศาลากลางน้ำ
หยวนิเย่กำลังนั้งดื่มชาอยู่ จู่ๆ อู๋จวินหยางก็เดินเข้ามา
หยวนิเย่สักเกตเห็นว่าสีหน้าของอู๋จวินหยางดูจริงจังยิ่ง
“ ลุงจวินหยางมีธุระอะไรหรือ? หรือว่าท่านไม่เข้าใจเคล็ดวิชา ” หยวนิเย่ถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ นายท่าน จากนี้ไปข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะเป็บ่าวรับใช้ของตระกูลหยวน ” อู๋จวินหยางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
หยวนิเย่มองดูอู๋จวินหยางและถามขึ้นว่า “ ลุงจวินหยาง ท่านคิดดีแล้วหรือ ข้าเคยบอกท่านแล้วว่า ข้าจะให้ท่านติดตามข้าสิบปี ตอนนี้ก็เพิ่งจะผ่านไปแค่สี่ปีเท่านั้น ท่านยังมีอีกหกปีให้ตัดสินใจนะ ”
“ ไม่จำเป็ต้องรอถึงหกปี ระยะเวลาแค่สี่ปีก็เพียงพอที่จะทำให้ข้าตัดสินใจได้แล้วเพียงแค่ข้าติดตามนายท่าน ข้าก็จะแข็งแกร่งขึ้น นอกจากนี้ชีวิตของข้าก็ถูกท่านช่วยเหลือมา ข้าคิดว่าการที่ข้าอยู่แบบนี้นั้นย่อมดีกว่าเมื่อก่อนมาก ” อู๋จวินหยางตอบ
“ ถ้าหากท่านเป็บ่าวรับใช้ สถานะของท่านก็จะเปลื่ยนไปมากเลยนะ ” หยวนิเย่ถามขึ้นอีกครั้ง
“ สถานะของข้าเป็เพียวบ่าวแล้วยังไร เป็บ่าวรับใช้ของท่านนับว่าข้าจวินหยางมีโชคชะตาที่ยอดเยี่ยมแล้ว ข้าเชื่อว่าในอนาคตถ้าหากท่าน้ารับสมัครบ่าวรับใช้ เกรงว่าแม้แต่ระดับเหนือยุทธ์หรือเซียนยุทธ์แม้กระทั้งเทพยุทธ์ก็คงรีบมาทันที ” อู๋จวินหยางยิ้ม
“ เช่นนั้นก็อยู่ที่ท่านแล้ว แต่ถึงอย่างไรข้าก็จะเรียกท่านว่าลุงจวินหยางอยู่ดี จริงสิเรียกข้าว่านายน้อยก็พอ ” หยวนิเย่หัวเราะ
“ ขอบคุณนายน้อย ” อู๋จวินหยางยิ้ม
วันต่อมา หลังจากที่จัดข้าวของเรียบร้อยแล้ว หยวนิเย่ก็สั่งให้อู๋จวินหยางไปรับสมัครบ่าวรับใช้มาหลายๆคน
“ ปู่ จวนแห่งนี้สมควรต้องมีชื่อ ท่านปู่ช่วยคิดชื่อให้กับจวนหลังนี้หน่อยได้หรือไม่? ” หยวนิเย่ถามกับหยวนเฉิงที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ในศาลา
“ ชื่องั้นหรือ ” หยวนเฉิงยิ้มขึ้นและมองดูรอบๆ
“ ที่แห่งนี้อยู่ในตรอกบุปผาแถมยังอยู่ใกล้กับแม่น้ำสุ่ยจิงด้วย แถมยังมีบุปผาอยู่เป็จำนวนมาก ข้าคิดว่าจวนแห่งนี้สมควรชื่อว่า จวนฮวาสุ่ย ” หยวนเฉิงตอบ
“ จวนฮวาสุ่ย เดี๋ยวข้าจะไปสั่งให้ช่างไม้แกะสลักชื่อจวนและประดับไว้ที่ทางเข้า ” หยวนิเย่กล่าวขึ้น
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่ อู๋จวินหยางก็เดินเข้ามาพร้อมกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง
“ นายท่าน นายน้อย นี้คือกลุ่มคนที่ข้าไปรับสมัครมาเป็บ่าวรับใช้ ” อู๋จวินหยางกล่าวด้วยความเคารพ
ตอนนี้เขาได้กลายเป็พ่อบ้านของตระกูลหยวนแล้ว แม้ว่าตระกูลหยวนจะมีด้วยกันเพียงสองคนเท่านั้น
ในตอนแรกหยวนเฉิงปฏิเสธและบอกให้อู๋จวินหยางอยู่ด้วยกันแบบครอบครัว แต่อู๋จวินหยางคิดดีแล้ว เขา้าที่จะเป็บ่าวรับใช้ให้กับหยวนเฉิงและหยวนิเย่อย่างใจจริง ทำให้หยวนเฉิงไม่สามารถว่าอะไรได้ เขาจึงเสนอให้อู๋จวินหยางรับหน้าที่เป็พ่อบ้านแทน
หยวนิเย่มองดูก็พบว่าเป็สตรีสิบคนและบุรุษอีกสามคน ซึ่งคนเหล่านี้อายุประมาณสิบห้าถึงยี่สิบ และพวกเขาก็เป็เพียงคนธรรมดาเท่านั้น
บ่าวรับใช้เหล่านี้มองดูหยวนิเย่และหยวนเฉิงด้วยความเคารพและหวาดกลัว เนื่องจากพวกเขาทราบว่าเ้านายของพวกเขาเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่ง
หลังจากทักทายและพูดคุยกันเล็กน้อยแล้ว อู๋จวินหยางก็พาบ่าวรับใช้ไปยังเรือนของบ่าวรับใช้
แน่นอนว่าจวนฮวาสุ่ยเองก็มีอยู่ทั้งหมดสี่จวนด้วยกันได้แก่ จวนหลัก จวนรอง จวนเก็บของและจวนบ่าวรับใช้
จวนหลักเอาไว้ใช้สำหรับที่พักอาศัย จวนรองสำหรับต้อนรับแขก สำหรับอู๋จวินหยาง เขาได้สิทธิ์ที่จะอาศัยอยู่ในจวนหลัก
ตอนเย็น จู่ๆไป๋เหรินซีก็มาหา
เหล่าบ่าวรับใช้เมื่อรู้ถึงตัวตนของไป๋เหรินซีก็พากันตื่นกลัวทันที พวกเขารู้ดีว่าตระกูลไป๋แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ขนาดไหนในเมืองหลวงกุ่น
แต่เมื่อพวกเขาเห็นคุณหนูไป๋ที่เอาแต่พูดคุยกับนายน้อยของพวกเขาด้วยรอยยิ้ม ก็ยิ่งพบว่านายน้อยของตนช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
“ ิเย่เดี๋ยวอีกสามวันข้างหน้าข้าจะต้องกลับตำหนักหมื่นวิถีแล้ว เกรงว่าข้าคงไม่ได้มาหาเ้าหลายปีเลย ” ไป๋เหรินซีกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ
“ ตำหนักหมื่นวิถี กองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรแสงจันทร์ ” หยวนิเย่ถามขึ้น
ตำหนักหมื่นวิถีถูกสร้างขึ้นมาโดยราชวงศ์เยว่ การที่จะเข้ามาในตำนักหมื่นวิถีได้ ไม่ใช่ว่าจะมาจากกองกำลังที่ยิ่งใหญ่หรือตระกูลที่ใหญ่โตแล้วจะเข้าได้ การที่จะเป็คนของตำหนักหมื่นวิถีจะต้องเป็อัจฉริยะเท่านั้น
ซึ่งตำหนักหมื่นวิถีนี้ถูกดูแลโดยเยว่หลางซือ บรรพชนของราชวงศ์เยว่ และยังเป็หนึ่งในตัวตนระดับอาณาจักร์ที่แข็งแกร่งของอาณาจักรแสงจัทร์
“ นึกไม่ถึงเลยว่าเ้าจะเป็ศิษย์ของตำหนักหมื่นวิถี ” หยวนิเย่แสร้งทำเป็ใ แต่ความจริงเขาก็รู้เื่นี้อยู่ก่อนแล้ว
“ ข้าขอโทษที่ไม่ได้บอกกับเ้าก่อน เอาเป็ว่าอีกสองวันข้าจะจัดงานเลี้ยงขึ้น หวังว่าเ้าจะเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ ” ไป๋เหรินซีกล่าวขึ้นด้วยความคาดหวัง
หยวนิเย่ยิ้มแห้งๆ
‘ นี้มันอีเว้นหาเื่ชัดๆไม่ใช่หรือไง ตัวตนที่ไม่มีใครรู้จักแต่กลับได้รับความสนใจจากไป๋เหรินซี เชื่อได้เลยว่าจะต้องถูกดูถูกเหยียดหยามโดยเหล่าคุณชายและคุณหนูแน่นอน ทางที่ดีข้าต้องปฏิเสธนาง ’
“ ข้าคิดว่าข้าคงไม่สามารถไปร่วมได้ ” หยวนิเย่กล่าว
สีหน้าของไป๋เหรินซีกลายเป็เศร้าทันที
“ เ้าไม่ต้องทำหน้าเศร้าแบบนั้นสิ ใบหน้าของเ้าเหมาะสำหรับรอยยิ้มเท่านั้น เอาแบบนี้ไหม อีกสองวันเ้ามาหาข้า เดี๋ยวข้าจะมอบของขวัญให้กับเ้า เป็อย่างไง? ” หยวนิเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ ของขวัญ เ้าจะมอบของขวัญให้กับข้าจริงๆใช่ไหม ได้สิข้าจะมาหาเ้าแน่นอน ” ไป๋เหรินซียิ้มทันที
หลังจากที่กินข้าวเย็นเสร็จแล้วไป๋เหรินซีก็กลับตระกูลของตนทันที
หยวนิเย่ก็ยังคงให้อาหารปลาเช่นเดิม
ผ่านไปสักพักหยวนิเย่ก็เหลือบมองไปยังทิศทางหนึ่ง
‘ ดูเหมือนว่าจะกลับไปแล้วสินะ ’ หยวนิพึมพำเบาๆ
นับั้แ่ที่ไป๋เหรินซีมาถึงจวนฮวาสุ่ย ก็มีคนลอบติดตามมาอย่างลับๆ เขาจึงคาดเดาว่านี้น่าจะเป็คนของตระกูลไป๋ที่มาตรวจสอบเขา
ณ จวนตระกูลไป๋
ภายในห้องทำงานผู้นำตระกูลไป๋
ไป๋หยู่กง ชายหนุ่มที่อายุประมาณสามสิบปี ใบหน้าหล่อเหลา สีหน้าเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและมั่นใจ ออร่าของเขาสามารถทำให้ตัวตนที่ต่ำกว่าเหนือยุทธ์พากันตัวสั่นด้วยความกลัว
เวลานี้ไป๋หยู่กงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานพร้อมกับกำลังอ่านเอกสารบางอย่างอยู่
เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่จะเอ่ยให้เข้ามา
“ นายท่านข้าน้อยกลับมาแล้วขอรับ ” เป็ชายชรารูปร่างคล้ายคนอายุหกสิบปี ใบหน้าผอมซูบ สวมชุดสีเทาอ่อน ชื่อของเขาคือ เวิ่นชู เป็พ่อบ้านตระกูลไป๋และยังมีความแข็งแกร่งในระดับเหนือยุทธ์
“ เล่ามา ” ไป๋หยู่กงกล่าวพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมา
เขาได้สั่งให้เวิ่นชูลอบติดตามไป๋เหรินซี เนื่องจากใน่หลายวันมานี่นางเอาแต่ออกไปข้างนอกทุกเย็น และเมื่อถามว่าไปไหน นางก็บอกว่าไปหาสหายของนาง นอกจากนี้เขายังรู้มาอีกว่านางยังสั่งให้คนหาจวนให้กับสหายคนนั้นของนางอีกด้วย
ความจริงแล้วเขาก็รู้เื่สหายของนางจากปากของหวู่เหม่ยแล้ว นอกจากนี้พวกเขาก็ยังมีตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์และราชันยุทธ์อยู่ด้วย ทำให้เขารู้สึกไม่ชอบมาพากล กลัวว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะมาหลอกลวงบุตรสาวของเขา
“ ข้าน้อยลองตรวจสอบแล้วพบว่าหยวนิเย่มีพลังยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์เท่านั้น ส่วนหยวนเฉิงและอู๋จวินหยางข้าน้อยหาไม่พบ คาดว่าน่าจะออกไปด้านนอก ” เวิ่นชูรายงาน
“ งั้นก็สั่งคนให้เฝ้าจับตาดูเอาไว้ ถ้าหากมีอะไรก็ให้รายงานข้าทันที เข้าใจไหม? ” ไป๋หยู่กงกล่าว
“ บ่าวน้อมรับคำสั่งนายท่าน ” เวิ่นชูโค้งคำนับและเดินออกจากห้องไป
ไป๋หยู่กงลุกขึ้นยืนและเดินไปข้างหน้าต่างก่อนที่จะพึมพำเสียงเบาว่า “ ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่าพวกเ้าคิดที่จะทำอะไรกันแน่ ”
วันต่อมา หยวนิเย่ไปที่หอการค้าร้อยราตรี เขาได้ทำการซื้อปิ่นปักผมที่ทำด้วยหยกสีเขียวนางรูปของหงษ์ที่กำลังจะบินทะยานสู่ท้องนภา ดูเหมาะกันไป๋เหรินซีมาก
“ สิ่งนี้ให้กับเหรินซีแล้วกัน ” หยวนิเย่ยิ้มและถือกล่องของขวัญกลับจวน นอกจากนี้เขายังต้องไปวางค่ายกลกลั่น์และค่ายกลป้องกันที่รอบๆจวนหลักอีกด้วย
เนื่องจากหยวนิเย่สั่งให้อู๋จวินหยางไปซื้อหินค่ายกลระดับห้าที่หอการค้าร้อยราตรีมา แต่เนื่องจากมันต้องนำมาจากเมืองหลวงแสงจันทร์จึงต้องใช้ระยะเวลาเล็กน้อยจึงจะส่งมาถึงที่เมืองหลวงกุ่น
นอกจากนี้หินค่ายกลระดับห้านับว่าหาได้ยากและมีราคาแพงทำให้มีขายแค่ในเมืองหลวงแสงจันทร์เท่านั้น
ด้วยหินค่ายกลระดับห้าทำให้ค่ายกลกลั่น์ของหยวนิเย่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยประสิทธิภาพสิบห้าเท่านับว่ายอดเยี่ยมแล้ว
เพียงหนึ่งปีเท่ากับสิบห้าปีด้านนอก เท่านี้ก็ทำให้คนของเขาพัฒนาได้อย่างรวดเร็วแล้ว
นอกจากนี้เขายังทำการวางค่ายกลป้องกันเอาไว้ ป้องกันมิให้ใครเข้าไปในจวนหลักได้ แม้กระทั้งบ่าวรับใช้ มีเพียงแค่หยวนิเย่ หยวนเฉิงและอู๋จวินหยางเท่านั้นที่จะเข้าไปด้านในจวนหลักได้
วันต่อมา ยามเย็น
หยวนิเย่กำลังนั่งดื่มชาอยู่ที่ศาลาพร้อมกับกินขนมไปด้วย
“ เ้านี้สบายจังเลยน้า ” เสียงของไป๋เหรินซีดังขึ้นที่ด้านหลังของเขา จากนั้นนางก็นั่งลงข้างๆหยวนิเย่พร้อมกับแย่งขนมของเขากิน
“ แน่นอนสิ ข้าชอบความสบายๆแบบนี้แหละ ” หยวนิเย่หัวเราะ
“ ข้ามาแล้ว ไหนของขวัญข้าล่ะ? ” ไป๋เหรินซีถามขึ้นทันทีพลางเคี้ยวขนมไปด้วย
“ เ้านี้นะ ” หยวนิเย่ถอนหายใจและหยิบกล่องหยกออกมามอบให้นาง
“ เป็กล่องหยกที่ดูดีเลยนะ ” ไป๋เหรินซีหยิบกล่องหยกขึ้นมาตรวจสอบก่อนที่จะเปิดดู ก็พบว่าเป็ปิ่นปักผมลายหงษ์ทะยาน ดูสวยงามยิ่ง
“ งดงามจริงๆ ขอบใจมากิเย่ ข้าจะนำปิ่นปักผมนี้ไปด้วยทุกที่เลย ” ไป๋เหรินซีกล่าวด้วยรอยยิ้มและนำหยกมาลองปักผมดู
“ เข้ากับข้าจริงๆ เช่นนั้นข้าจะสวมปิ่นนี้ไปงานคืนนี้ด้วย ” ไป๋เหรินซีกล่าวพร้อมกับมองตัวเองในกระจก
“ จะว่าไปเ้าไม่ไปกับข้าจริงๆหรือ? ” ไป๋เหรินซีถามอีกครั้ง
หยวนิเย่ส่ายหน้าและตอบว่า “ งานนี้มีแต่คนใหญ่คนโต คนธรรมดาอย่างข้าไม่อยากเข้าร่วมหรอก ข้าเองก็ไม่อยากถูกคนอื่นกล่าวดูถูกหรอกนะ ”
“ ใครกล้าดูถูกเ้าข้าจะสั่งสอนให้ นอกจากนี้ถ้าหากเ้าเป็คนธรรมดา คนอื่นๆก็คงเป็เศษฝุ่นแล้วมั้ง ” ไป๋เหรินซีะโออกมาด้วยความไม่พอใจ สีหน้าของนางเ็าขึ้นมา
“ จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง ต่อหน้าเ้าพวกเขาอาจจะให้ความเคารพร่วมมือ แต่พอเ้าไปแล้วล่ะ พวกเขาก็จะหันมาเล่นงานข้า ข้าอยากอยู่อย่างสงบเท่านั้นนะ ” หยวนิเย่ตอบ
เมื่อได้ยินที่หยวนิเย่กล่าว สีหน้าของไป๋เหรินซีก็ผ่อนคลายลงและเห็นด้วยกับที่หยวนิเย่กล่าว
“ เป็อย่างที่เ้าว่ามาจริงๆนั้นแหละ ” ไป๋เหรินซีถอนหายใจและกล่าวต่อว่า “ เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน ข้าต้องกลับไปเตรียมตัวไปหอดาราฟ้า ”
“ เดี๋ยวก่อน เ้าเอานี้ไปด้วย แต่เ้าอย่างเพิ่งดูนะ เ้ากลับไปที่จวนก่อนค่อยดูแล้วกัน ” หยวนิเย่กล่าวพร้อมกับหยิบอุปกรณ์มิติให้กับไป๋เหรินซี
“ ข้าเปิดดูตอนนี้เลยไม่ได้หรือ? ” ไป๋เหรินซีสงสัย
“ กลับไปค่อยเปิดดูจะดีกว่าเชื่อข้าสิ ” หยวนิเย่กล่าว
“ ได้ ข้าจะเปิดตอนที่ข้ากลับถึงจวนแล้ว ” ไป๋เหรินซีพยักหน้าและขอตัว
ณ จวนตระกูลไป๋
ห้องนอนของไป๋เหรินซี
เมื่อนางมาถึงห้อง นางก็รีบหยิบอุปกรณ์มิติที่หยวนิเย่ให้ขึ้นมาทันที
เมื่อนางตรวจสอบสิ่งที่อยู่ภายในอุปกรณ์มิติก็ต้องใ เพราะภายในนั้นมีโอสถเบิกฟ้าขั้นสมบูรณ์อยู่ถึงสองหมื่นเม็ด นอกจากนี้ยังมีแผ่นเงินอีกนับล้านตำลึงทอง รวมไปถึงยุทธภัณฑ์ระดับปฐีขั้นสูงอีกสามชิ้น
“ พระเ้า ิเย่ไปเอาโอสถเบิกฟ้าระดับสมบูรณ์แบบนี้มาจากไหนกัน? ” ไป๋เหรินซีใ ในฐานะที่นางเป็ลูกหลานตระกูลไป๋ นางย่อมรู้ดีว่าโอสถเบิกฟ้านั้นมีราคาแพงแค่ไหนและยิ่งระดับสมบูรณ์แล้วด้วยยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเลย รวมไปถึงยุทธภัณฑ์ระดับปฐีขั้นสูงด้วย
“ ดูเหมือนว่าเ้าบ้าิเย่จะยังมีเื่ที่ยังปกปิดข้าอยู่สินะ แต่ไม่เป็ไรข้าขอบใจเ้าจริงๆที่เ้าช่วยสนับสนุนข้าถึงเพียงนี้และในอนาคตข้าเองก็จะช่วยสนับสนุนเ้าเช่นกัน ” ไป๋เหรินซียิ้มแย้มอย่างมีความสุข