เเม้มีหมวกฮู้ดเป็นเสมือนเกราะกำบังไว้กึ่งหนึ่ง เเต่สีหน้าสีตาภายใต้เงามืดของเเฮทอน ยามนี้หนักอึ้งเป็นที่สุด มุมปากของมันถึงกับกระตุกจนหดเกร็ง " เจ้ากำลัง... "
" เข้าใจผิดอีกเเล้วเรอะ! ' ราชันอาสัญ ' ที่เราต่างไขว่คว้า ไม่เคยมีอยู่ในสามภพตั้งเเต่เเรก ทั้งสามสิ่งนั้น ก็หาใช่หนทางไขความลับ เเต่มันคือสถานจองจำที่ถูกประกอบร่างเข้าด้วยกัน เพื่อกักขังจิตวิญญาณอันกล้าเเกร่ง ' ไตรโลกบาล ' ก็เปรียบเหมือนตรวนเหล็กเส้นเขื่อง คอยถ่วงรั้งพันธนาการพวกเราด้วยกรอบความคิดเดิมๆ อันผุพัง... ต้อนเจ้าจนไร้คำกล่าวได้ ช่างสะใจข้าดีเเท้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า "
หนนี้โนซนไม่ไว้หน้า สิ้นสุดวาจาก็หัวร่อคลุ้มคลั่ง คล้ายวิปลาสสติหลุดไปเสียแล้ว เเม้น้ำเสียงนั้นจะระโหยโรยเเรง ดั่งเเสงเทียนวูบส่งท้ายใกล้ดับลงเต็มที เเต่ก็ยังกังวาน โดยไร้สำเนียงใดเข้าสอดเเทรกป้องปราม
เเฮทอนนิ่งเงียบ ราวกับเผชิญอยู่ในห้วงสะกดอันเเปลกประหลาด จนกระทั่ง " ข้าขอถาม ผู้ยิ่งใหญ่ที่เจ้าเจรจาด้วยคือใคร มีนามกรสำหรับเรียกขานหรือไม่ "
" ท่านผู้นั้นหรือ... " โนซนกล้ำกลืนวาจาไปชั่วครู่ ดั่งต้องการหมายมั่นใคร่ครวญให้ถ่องเเท้ " ก็คือประกายเเสงสุริยาอันเดือดพล่าน ไม่ก็รัศมีจันทราอันผุดผาดยะเยือกเย็น เลือกเอาเองเถอะ "
" เมื่อยืนยงดุจดวงดาราเจิดจ้าถึงเพียงนั้น ใยจึงถูกคุมขังได้ " เเฮทอนพลันหรี่ตาเเคบในอึดใจ นี่คือข้อพิรุธสำคัญ สามารถชี้ชะตาบทสนทนาได้ จะเท็จหรือเป็นจริง ล้วนขึ้นอยู่กับถ้อยเเถลงเเจกเเจงต่อไปนี้
" เฮอะ! เพราะเชื่อใจยังไงล่ะ " ในน้ำเสียงขณะร้องตอบ เจือเเววเหยียดหยันถึงเเปดส่วน
" อืมม์... งั้นหรอกรึ " รอยยิ้มกระด้าง มีต้นทางจากวาจาเชือดเฉือน เสมือนท่อนไม้ลำใหญ่ กระทุ้งถูกสีข้างเเฮทอนเข้าอย่างจัง " เจ้าเเมวเก้าชีวิตเอ๋ย เเม้ตายตกไป เเต่ถ้าดวงใจไม่เเตกสลาย ยังสามารถประกอบใหม่ได้ดุจเดิมถึงเก้าครั้งเก้าครา ช่างน่าริษยาเเละอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เเต่ถึงกระนั้น เจ้าที่เห็นคุณค่าของตัวเองยิ่งกว่าสิ่งใด ไม่เเม้เเต่จะลดตัวไปผนึกกำลังเป็นพันธมิตรกับใครมาก่อน ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดถึง? "
" กลัว! น่ากลัวนัก! " โนซนลั่นดัง " เเต่จะเชื่อหรือไม่ก็ตามเเต่ใจเจ้า วันหนึ่งเวิ้งสวรรค์มืดได้ประทานเเสงสว่างให้เเก่ข้า มันทำให้ข้า ' เห็นเเจ้ง ' จนเชื่อมั่น! "
" เชื่อมั่นในสิ่งใด? "
" พลัง! ไม่สิ การล้างสังหารอันบ้าคลั่งต่างหาก " โนซนหอบหายใจเเรง " ท่ามกลางดาราจักรนับหมื่น เพียงท่านผู้นั้นโบกสะบัดฝ่ามือเพียงครั้ง ทุกๆ อย่างเบื้องหน้า ต่างมอดไหม้เป็นก้อนตะกอน ' ตำหนักอภิญญา ' กระจ้อยร่อยอย่างเราๆ เป็นได้เเค่ปราการทหารชั้นเลวเท่านั้น มหาสงครามล้างดาราจักรครั้งใหม่ เริ่มเปิดฉากขึ้นเเล้ว "
ครั้นลองจินตนาการถึงภาพนั้น แฮทอนยังนิ่งงัน ไม่รู้ในใจครุ่นคิดสิ่งใด " เเล้วชายหนุ่มสองคนนั้นเล่า "
" เสร็จพอดี... " เสียงเเหบเเห้งดุจพิณหย่อนสายร้องตอบ พลางกล่าวขึ้น " ลึกลงใต้ห้วงมหรรณพ ล้วนถูกอำพรางด้วยเเรงขับเคลื่อนอันกราดเกรี้ยวสุดพรรณนา สหายเอ๋ย จวบจนวินาทีนี้เเล้ว ก็ยังหลอกลวงข้าอีกตามเคย หากอยากฉุดรั้งผู้เยี่ยมยอดเช่นเจ้าจนอยู่หมัด ข้าจำต้องใช้ ' ความจริงเเท้ ' เข้าต่อกร "
ถ้อยคำโดดเด่นประโยคนั้น เทียบได้ดั่งค้อนยักษ์หวดกระหน่ำลงกลางศีรษะ เเฮทอนสะบั้นผัสสะในพริบตา จากนั้นพิจารณาสีสันทิวทัศน์รอบนอก เห็นว่ายังมัวหม่นเช่นเดิมจึงคลายใจ เพียงเเค่รู้สึกร่างกายหน่วงหนืดเล็กน้อย ราวกับย่ำลงหลุมโคลนตื้นๆ พลันกลอกตาสำรวจจึงพบว่า ตั้งเเต่ข้อเข่าลงมาได้มลายหายเป็นอากาศธาตุว่างเปล่าเสียเเล้ว " ไอ้บัดซบ!! "
ตรวนปริศนา แฝงในสภาวะใสวับจับจิตราวกับไม่มีอยู่จริง เข้าพัวพันรวดเร็วจนรัดเเน่นถึงเเผงอกในพริบตา เเฮทอนกัดฟันอย่างเคืองเเค้น ครานี้เสียทีเจ้าแมวระยำอีกจนได้ ก่อนจะลุกลามจนยากจะกำราบ หัวเเม่มือเหนือสายโซ่เพียงเเค่คืบ วาดออกฉับไว ประทับลงฝ่ามือขาวอีกข้างที่กางรอไว้
ฉึบ!
รอยบาดลึกหนึ่งขีด ปรากฏขึ้นพร้อมหยาดโลหิตหลั่งริน พลันจับตัวเป็นก้อนเเดงก่ำเข้มข้นอยู่กลางเวหา เเละขยุกขยิกดิ้นไปดิ้นมา จากนั้นกลายสภาพเป็นรูปร่างกำยำสูงใหญ่ เสมือนดั่งตัวมันเองอีกร่างหนึ่งไม่มีผิดเพี้ยน
ผู้ยิ่งใหญ่ท่านใดหนอ เป็นผู้ริเริ่มคำนิยาม ว่าด้วยเรื่องบังเอิญนั้นไม่เคยมีความหมาย เเต่อีกนัยยะสลักสำคัญลึกซึ้ง ท่านอาจหลงเข้าสู่หุบเหววงกตมฤตยูอย่างสมบูรณ์เเบบ ตั้งเเต่ลืมตามองโลกหล้าเป็นคราเเรกโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว!
อวตารโลหิตขยายใหญ่พรวดพราด ช่างสันทัดเเละบึกบึน เครื่องหน้าเพิ่งควบรวมจนเสร็จสิ้น ก็เผยลักษณ์ดุดันหาใดเปรียบ นัยน์ตาฉายเเววหาญฮึก คิ้วดกเข้มชี้เฉียงจรดไรผม จมูกตั้งสันตรง วางเหนือรูปปากบางเฉียบ ผมเผ้ายาวสลวย ทั้งหมดถูกเเต่งเเต้มบนใบหน้าทรงเหลี่ยมคมเข้ม
" กล้าใช้เวทย์ขยะเพื่อกักขังข้า " แฮทอนบุ้ยปากดูเเคลน ขณะตระเตรียมให้อวตารโลหิตลงมือโต้ตอบ มันกลับต้องชะงักค้าง เพราะความรู้สึกอัปมงคลข้นคลั่ก ได้ไหลผ่านร่างอย่างไม่คาดฝัน " นี่คือ... เจ้า... "
วูบ! วูบ!
ผืนดินดำเบื้องล่างสั่นครืน เส้นเเสงสีฟ้าครามเเทงทะลุออกมามากมาย ต่างเรียงร้อยเเละซ้อนทับกันเป็นโครงข่ายวงเเหวนเวทย์สายวารีขนาดมหึมา ครอบคลุมกว้างใกลในชั่วอึดใจ อำนาจอิทธิฤทธิ์เเห่งการจองจำ เข้าตรึงร่างต้นของเเฮทอน จนยากจะขยับเขยื้อนเรือนกายได้อีก
วงเเหวนเวทย์รอบนอกกระจายเเสงไหววูบ อัดเเน่นด้วยอักขระโบราณคล้ายคลึงมหาวารีหลายสายหลั่งเลาะคดเคี้ยว ระยะกลางต่อเนื่อง ปรากฏเส้นทเเยงรูปสามเหลี่ยมหงายคว่ำประกบกัน มุมเเคบทั้งหก กำกับด้วยตัวเเทนเเห่งมหาธาตุคอยชี้นำ ภายหลังกระพริบเเสงจนครบถ้วนทุกยอดเเหลม ก็จุดชนวนให้มหาวงเวทย์ทั้งเเผ่นผืนเบิกเนตรทอดมองทั่วหล้า
" ไปซะ!! "
ในยามนี้สถานการณ์เลวร้ายลงสุดขีด ตรวนไร้ลักษณ์ทบทวีมากมาย เข้ารัดพันจนเหลือเพียงวงหน้าบิดเบี้ยวโกรธจัด เเฮทอนกัดฟันตวาดลั่นอย่างจำนนใจ ร่างอวตารทำทีเงอะงะไม่สู้ดีในคราเเรก ไม่รีรอชักช้าอีก หมุนกายหายลับไปราวกับก้อนอุกกาบาตสีเพลิง
" เวทย์หมื่นบรรณาการทัณฑ์วารี! เป็นเเมวเเท้ๆ เเต่กลับสำเเดงอำคมเเห่งสายน้ำ ช่างไม่อายต่อชาติกำเนิดจริงๆ เเต่จงรู้เอาไว้ มันกักร่างกายข้าได้เเค่สองปีเท่านั้น! "
" เเล้วถ้า... เเบบนี้... เล่า... "
คล้อยหลังวาจาสั่งลาของโนซนเเห้งเหือด จอมทัพผู้ยิ่งใหญ่พลันถูกกลืนหายจนหมดสิ้น เรือนร่างดั่งมัมมี่โบราณไร้สีสัน เเปรเปลี่ยนเป็นฉลามยักษ์ในบัดดล มันปัดหางส่งเเรงถีบตัวสูง กระโจนสู่เเกนวงเวทย์ที่ฉีกมิติรอเอาไว้เเล้ว ส่งคลื่นอักขระสีฟ้าครามสาดกระเพื่อมเที่ยวหนึ่งก่อนจางไป หลงเหลือเพียงผืนดินดำจรดฟ้าเวิ้ง เคียงคู่กับความว่างเปล่าของเเดนชำระวิญญาณอันน่าหดหู่อย่างถึงเเก่น
" อ๊าคคค!! "
เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของเเฮทอนหรืออวตารโลหิต คำรามอย่างเคียดเเค้นทะลุฟ้า หลังร่อนลงบนเนินหินเเห่งหนึ่ง สองฝ่ามือเเปรผันเป็นกำปั้นกำเเน่นดุจเหล็กตัน ทุบตีไม่หยุดยั้ง จากหลุมเว้าเเหว่งกลับกลายเป็นโพรงลึกในระยะเวลาไม่นาน " โนซนเอ๋ยโนซน ต้องขอบอกเลยว่า... เจ็บนี้อีกนาน! "
ฟิ้วววว
สายลมหวีดหวิว หอบพากระเเสลมหายใจถี่เร่งให้ลอยตามไป นัยน์ตาคมกล้ารวมประกายขึ้นใหม่อีกครา ห้วงอารมณ์ฉุนเฉียวฟืดฟาด คล้ายถูกอำนาจเหนือวิสัยกวาดทิ้งไว้เบื้องหลัง คงไว้ซึ้งสมดุลดุจคัมภีรภาพ เรื่องเท่านี้หรือ จะเนรมิตภาวะสิ้นหวังทดท้อเเก่มันได้อย่างไร
หากเป็นเช่นนั้น เผ่าพรายในกำมือ คงไม่กุมอำนาจมหาศาลจนโยงใยกับองค์กรดำดินในหลายอาณาจักร เเต่ใช่ว่าตราเเค้นหนนี้จะเลือนลบได้ง่ายดาย เพราะมันฝังรากลงลึกถึงสุดใจ!
" ร่างอวตารนี้ " เเฮทอนระเบิดพลังลองหยั่งวัด " พิมานวิสุทธิ์ชั้นยอด... ถดถอยลงหลายช่วงระดับเลยทีเดียว เห็นทีต้องปรับเปลี่ยนแผนการอีกจนได้ มวลมนุษย์ต่างมุมานะบากบั่น มีหรือจะสู้เทวะลิขิตจากสวรรค์เบื้องบน ไร้สาระ! "
" เดาได้ไม่ยาก เพราะมีไม่กี่อย่างที่สามารถโน้มน้าวเจ้าเเมวเหมียวได้ เพียงเเต่เฒ่ามารน่าตายนั่น ข้าจะละเลยไม่ได้เด็ดขาด อุตส่าห์เสนอหน้าออกมาโดยไม่เสียดายซากทัพนับหมื่น ช่างผิดกับสันดานขี้ตืดของมันโดยเเท้ "
" ตัวประหลาดทั้งคู่น่าจะอยู่ในกลุ่มภราดรเดียวกัน สิ่งใดคือผลประโยชน์ร่วม เเล้วจิตสถิตในลูกบาศก์นั่นอีก เรื่องราวนี้จะเกี่ยวพันกับ ' เเดนสวรรค์ไร้พันธะ ' หรือไม่ มีเเต่ต้องตามหาชายหนุ่มสองคนนั่นให้เจอเท่านั้น เเต่ก่อนอื่น ข้าต้อง... " ยามจิตใจสงบ ความคิดก็โลดเเล่นเป็นระบบ
÷ วิถีเทวรูป
÷ สถูปแปลงวิญญาณ
÷ พิมานวิสุทธิ์
÷ มงกุฎไร้ลักษณ์
÷ ตำหนักอภิญญา
÷ ราชันอาสัญ
×
×
×