แผนชิงรักอาจารย์หญิง

    บทที่ 46: กรงทองแห่งปัญญา และรอยจารึกที่ซ่อนเร้น

    ท่ามกลางทิวเขาที่โอบล้อมและดงไผ่เขียวขจีที่พลิ้วไหวตามแรงลมส่งเสียงซ่าประดุจเสียงกระซิบจากสรวงสวรรค์ "สถานศึกษาหลี่เหวิน" ได้ถูกประกาศให้เป็นสัญลักษณ์ใหม่แห่งความรุ่งโรจน์ของตระกูลหลี่ อาคารไม้หอมที่สร้างขึ้นอย่างประณีตบรรจงด้วยงบประมาณมหาศาลของใต้เท้าหลี่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบเงาวับสะท้อนแสงแดดยามเช้าประดุจเกล็ดมังกร กลิ่นอายของน้ำหมึกและตำราโบราณอบอวลไปทั่วทุกระเบียงทางเดินที่ขัดจนเงาวับ

     

    สำหรับชาวเมือง นี่คือสถานที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาอันสูงส่ง แต่สำหรับผู้ที่อยู่เบื้องหลังแผนการนี้ มันคือ "กรงทอง" ที่ถูกออกแบบมาอย่างแยบยลเพื่อรักษาอำนาจและพันธนาการสวาทให้คงอยู่ตลอดไป

     

    เหวินเซียน บัณฑิตหนุ่มผู้ซื่อสัตย์ บัดนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาควบตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ผู้ดูแลวิชาการ เขาดูมีความสุขและภาคภูมิใจในหน้าที่นี้อย่างที่สุด ใบหน้าที่เคยดูอิดโรยกลับมามีรอยยิ้มที่สดใส โดยหารู้ไม่ว่าเบื้องหลังความสำเร็จนี้คือหยาดเหงื่อและแรงกายของภรรยาสุดที่รักที่ต้องแลกมาด้วยบทเรียนเร่าร้อนในจวนใหญ่

     

    "ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ใต้เท้าหลี่ไว้วางใจมอบหมายตำแหน่งสำคัญนี้ให้" เหวินเซียนกล่าวกับภรรยาในคืนแรกหลังจากได้รับการแต่งตั้ง "ข้าจะทุ่มเทเพื่อให้สถานศึกษาแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุดในแคว้น"

     

    ซูซินยิ้มอย่างอ่อนโยน พลางจัดแจงชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่เธอจะสวมในฐานะอาจารย์หญิง "ท่านสามีทำหน้าที่ของท่านให้ดีที่สุดเถิด ส่วนข้าก็จะช่วยสอนศิษย์หญิงให้มีความรู้และมารยาทที่เหมาะสม"

     

    ส่วน ซูซิน นางกลายเป็นอาจารย์หญิงผู้มีหน้ามีตาและเป็นที่เคารพรักของเหล่าศิษย์ ยามที่นางเดินนวยนาดผ่านระเบียงไม้ด้วยชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่ขับเน้นความสง่างาม นางดูประดุจเซียนหญิงที่จุติลงมาบนโลกมนุษย์ ผิวพรรณของนางดูอิ่มเอิบมีน้ำมีนวลอย่างน่าอัศจรรย์ แววตาที่เคยหม่นหมองกลับฉายประกายความลึกลับที่ชวนให้ผู้คนหลงใหล

     

    วันเปิดสถานศึกษาเป็นวันที่คึกคักและเต็มไปด้วยความหวัง บุตรชายจากตระกูลขุนนางและเศรษฐีต่างๆ ในแคว้นพากันส่งลูกหลานมาเรียนหนังสือ หวังจะได้รับการศึกษาที่ดีเพื่อเตรียมตัวสอบข้าราชการในอนาคต

     

    ในบรรดาศิษย์ชายที่พรั่งพร้อมด้วยฐานันดรศักดิ์ มีหลายคนที่โดดเด่นออกมา แต่มีเพียงผู้เดียวที่โดดเด่นเหนือใครเขานามว่า **หลิวเจิ้ง** บุตรชายคนเล็กของเจ้าเมืองข้างเคียงที่ถูกส่งมาฝากตัวเป็นศิษย์ หลิวเจิ้งในวัยสิบเก้าปีมีใบหน้าที่คมคาย คิ้วเข้มพาดเฉียงรับกับดวงตาที่วาวโรจน์ดุจพยัคฆ์หนุ่มที่กำลังมองหาเหยื่อ

     

    นอกจากหลิวเจิ้งแล้ว ยังมีศิษย์ชายอื่นๆ อีกหลายคนที่น่าสนใจ เช่น **เฉินหาว** บุตรชายของพ่อค้าผ้าไหมรายใหญ่ที่มีรูปร่างสูงโปร่งและมีเสน่ห์ **หวังเซี่ยน** หนุ่มน้อยจากตระกูลนักรบที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงและดวงตาที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ และ **เจ้าอวี่** บุตรชายของข้าหลวงที่มีท่าทางสุภาพแต่แฝงไว้ด้วยความปรารถนาที่ลึกซึ้ง

     

    เหล่าศิษย์ชายเหล่านี้ต่างก็มีความสดใสและแข็งแรงในแบบของตนเอง พวกเขาเป็นมิติที่แตกต่างจากนายท่านผู้เฒ่าหลี่และใต้เท้าหลี่อย่างสิ้นเชิง หากนายท่านผู้เฒ่าเป็นเหมือนไฟที่ลุกโชนด้วยประสบการณ์และอำนาจ และใต้เท้าหลี่เป็นเหมือนลาวาที่ร้อนแรงด้วยความมุ่งมั่น เหล่าหนุ่มน้อยเหล่านี้ก็เป็นเหมือนแสงแดดยามเช้าที่สดใสและเต็มไปด้วยพลัง

     

    ในวันแรกของการเรียนการสอน ซูซินได้รับมอบหมายให้สอนวิชาศิลปะและมารยาทให้กับศิษย์ทั้งหมด นางเดินเข้าไปในห้องเรียนด้วยท่าทางที่สง่างามและมั่นใจ เมื่อเหล่าศิษย์ชายเห็นอาจารย์หญิงคนใหม่ ต่างก็นั่งตัวตรงและจ้องมองด้วยความสนใจ

     

    "วันนี้เราจะเรียนเรื่องศิลปะการเขียนภาพและการประพันธ์กลอน" ซูซินเอ่ยด้วยเสียงที่นุ่มนวลแต่ชัดเจน "ศิลปะเหล่านี้จะช่วยให้พวกเจ้าได้แสดงออกถึงความรู้สึกและจิตใจได้อย่างสวยงาม"

     

    ขณะที่นางเดินไปมาในห้องเรียนเพื่อตรวจดูงานของศิษย์ นางสังเกตเห็นสายตาที่ติดตามทุกย่างก้าวของนาง โดยเฉพาะจากหลิวเจิ้งที่นั่งอยู่แถวหน้า เขาไม่ได้สนใจในน้ำหมึกหรือปลายพู่กันที่อยู่ตรงหน้ามากนัก แต่สายตาของเขามักจะจับจ้องไปที่ทุกท่วงท่าของอาจารย์หญิงซูซิน

     

    เฉินหาวก็เช่นกัน เขามักจะแอบมองซูซินขณะที่นางก้มลงมาช่วยแก้ไขงานของศิษย์คนอื่น สายตาของเขาจะเลื่อนไปตามเส้นโค้งของลำคอและไหล่ที่เผยออกมาเล็กน้อยจากชุดอาจารย์หญิง

     

    หวังเซี่ยนที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงจากการฝึกศิลปะการต่อสู้ กลับรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้อยู่ใกล้ผู้หญิงที่มีความนุ่มนวลและอ่อนโยนเช่นซูซิน เขาจินตนาการถึงการได้สัมผัสผิวหนังที่ดูเนียนนุ่มนั้น

     

    ส่วนเจ้าอวี่ที่มีท่าทางสุภาพ กลับแอบจ้องมองทุกครั้งที่ซูซินหันหลังให้ สายตาของเขาจะเลื่อนไปตามรูปร่างที่สง่างามและเส้นโค้งที่เย้ายวนใจ

     

    ซูซินรู้สึกถึงสายตาเหล่านั้นได้ดี นางเริ่มสังเกตว่าเหล่าหนุ่มน้อยเหล่านี้มีความแตกต่างจากบุรุษที่นางคุ้นเคย พวกเขามีความสดใสและพลังชีวิตที่เปี่ยมล้น ไม่เหมือนกับความเข้มข้นและความลึกซึ้งของนายท่านผู้เฒ่าหลี่ หรือความมุ่งมั่นและความแรงกล้าของใต้เท้าหลี่

     

    เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ซูซินกำลังยืนตรวจงานวาดภาพของเหล่าศิษย์ในหอศิลป์ที่เปิดรับลมเย็น ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยมาแรงจนทำให้ปอยผมของนางหลุดรุ่ย ซูซินเอื้อมมือขึ้นรวบผมอย่างลืมตัว ในจังหวะนั้นเอง สาบเสื้อที่ค่อนข้างกว้างของชุดอาจารย์หญิงได้เลื่อนลงเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยจ้ำสีแดงเข้มประดุจดอกเหมยที่เบ่งบานอยู่บนผิวคอขาวนวลเนียน รอยนั้นดูเหมือนมดกัดทว่ามันดูลึกซึ้งและมีความหมายมากกว่านั้น

     

    หลิวเจิ้งที่นั่งอยู่ใกล้ที่สุดเห็นรอยนั้นเข้าอย่างจัง หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวูบ สายตาที่เคยซุกซนกลับกลายเป็นวาวโรจน์ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้า เขารู้ดีว่ารอยนั้นไม่ใช่รอยแมลงกัด แต่มันคือ "รอยตรา" ที่บุรุษทิ้งไว้บนกายสตรี

     

    "ท่านอาจารย์ขอรับ... ตรงลำคอของท่าน... ดูเหมือนจะมีรอยแดงนะขอรับ" หลิวเจิ้งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่จงใจให้ได้ยินกันเพียงสองคน

     

    ซูซินสะดุ้งเล็กน้อย นางรีบดึงคอเสื้อขึ้นมาปิดบังไว้ทันที ใบหน้าของนางขึ้นสีระเรื่ออย่างรวดเร็ว แต่นางก็รีบปรับสีหน้าให้กลับมานิ่งขรึมดังเดิม "ข้าคงจะถูกแมลงในสวนกัดเอาน่ะ... หลิวเจิ้ง เจ้าสนใจงานตรงหน้าของเจ้าเถิด อย่ามัวแต่มองรอยแมลงกัดบนตัวข้าเลย"

     

    เฉินหาวที่นั่งอยู่ไม่ไกลก็ได้ยินบทสนทนานั้น เขาแอบมองไปที่ลำคอของซูซินด้วยความอยากรู้ ในใจของเขาเริ่มมีคำถามว่าอาจารย์หญิงผู้นี้มีชีวิตส่วนตัวอย่างไร

     

    หวังเซี่ยนที่มีประสบการณ์ในเรื่องผู้หญิงมากกว่าเพื่อนๆ เขาเข้าใจทันทีว่ารอยนั้นคืออะไร แต่เขากลับรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น การที่อาจารย์หญิงผู้นี้มีประสบการณ์ทำให้เขารู้สึกว่านางน่าสนใจยิ่งขึ้น

     

    ส่วนเจ้าอวี่ที่มีท่าทางสุภาพ เขาแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แต่ในใจกลับจดจำภาพนั้นไว้อย่างชัดเจน เขาเริ่มจินตนาการถึงการได้ทิ้งรอยเช่นนั้นบนผิวหนังขาวนวลของอาจารย์หญิง

     

    ซูซินพยายามเดินเลี่ยงออกมา แต่ความรู้สึกที่ถูกสายตาคมปลาบของพยัคฆ์หนุ่มจับจ้องกลับทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากยามที่ถูกนายท่านผู้เฒ่าหลี่ครอบครอง หรือยามที่ใต้เท้าหลี่บดขยี้ด้วยพละกำลัง สายตาของหลิวเจิ้งมันสดใหม่ เต็มไปด้วยความท้าทายและการอยากจะ "พิชิต" สตรีที่ดูสูงส่งและใสซื่อเช่นนาง

     

    นางแสร้งทำเป็นเดินไปหยิบตำราที่ชั้นวางด้านหลัง โดยที่รู้ดีว่าหลิวเจิ้งกำลังมองตามทุกฝีเท้า ซูซินแกล้งทำเป็นร้อนจนทนไม่ไหว จึงใช้พัดในมือพัดวีแรงๆ จนสาบเสื้อสะบัดไหว เผยให้เห็นลำคอและไหปลาร้าที่เนียนละเอียดเป็นระยะๆ นางจงใจแสดงความ "ไม่ระวังตัว" ในแบบที่สตรีผู้แสนจะใสซื่อพึงเป็น

     

    ไม่เพียงแต่หลิวเจิ้งเท่านั้น เฉินหาวก็สังเกตเห็นการกระทำของอาจารย์หญิงเช่นกัน เขาเริ่มสงสัยว่านางทำโดยไม่ได้ตั้งใจจริงหรือไม่ หวังเซี่ยนที่มีประสบการณ์มากกว่า เขาเริ่มเข้าใจว่าอาจารย์หญิงผู้นี้อาจจะไม่ได้ใสซื่อเหมือนที่ดู

     

    "อากาศในสถานศึกษาแห่งนี้ช่างดีนัก... แต่บางครั้งข้าก็รู้สึกว่ามัน 'ร้อน' จนผิดปกติ เจ้าว่าไหมหลิวเจิ้ง?" นางหันไปยิ้มให้เขา รอยยิ้มที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ทว่าแฝงไว้ด้วยความนัยที่ยากจะคาดเดา

     

    หลิวเจิ้งไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าหาซูซินช้าๆ ระยะห่างที่ลดลงทำให้เขาได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกราตรีที่กำจายออกมาจากกายสาว ซูซินไม่ได้ถอยหนี นางเพียงแต่ยืนนิ่งพลางกะพริบตาถี่ๆ ประหนึ่งสงสัยในท่าทีของศิษย์เอก

     

    "ถ้าอาจารย์รู้สึกร้อน... ข้าจะช่วยพัดให้ดีไหม?" หลิวเจิ้งเอ่ยเสียงพร่า สายตาของเขาไม่ได้อยู่ที่พัด แต่อยู่ที่ริมฝีปากบางของซูซินที่เผยอออกเล็กน้อย

     

    เฉินหาวที่เห็นการกระทำของหลิวเจิ้งก็เดินเข้ามาใกล้เช่นกัน "ท่านอาจารย์ หากท่านรู้สึกร้อน ข้าจะไปหาน้ำเย็นมาให้ท่านดื่มดีไหม?" เขาเอ่ยด้วยเสียงที่อ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความปรารถนา

     

    หวังเซี่ยนไม่ยอมให้เพื่อนๆ เป็นใหญ่ เขาเดินเข้ามาอีกด้านหนึ่ง "ท่านอาจารย์ หากท่านเหนื่อย ข้าจะช่วยนวดไหล่ให้ท่านได้" เขาเอ่ยพร้อมกับเลื่อนมือขึ้นมาใกล้ไหล่ของซูซิน

     

    ส่วนเจ้าอวี่ที่ดูสุภาพที่สุด เขาเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่เป็นห่วง "ท่านอาจารย์ ดูเหมือนท่านจะไม่สบาย หากท่านต้องการพักผ่อน ข้าจะช่วยจัดการงานในห้องเรียนให้ท่านได้"

     

    ซูซินพบว่าตัวเองถูกล้อมรอบด้วยหนุ่มน้อยสี่คน แต่ละคนต่างก็มีเสน่ห์และความน่าสนใจในแบบของตนเอง นางรู้สึกถึงพลังงานและความกระตือรือร้นที่แผ่ออกมาจากพวกเขา มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากการอยู่กับบุรุษที่มีอายุมากกว่า

     

    "พวกเจ้าใจดีมาก..." ซูซินเอ่ยด้วยเสียงที่นุ่มนวล "แต่ข้าคิดว่าข้าจะไปพักที่ห้องพักของข้าดีกว่า... อากาศที่นั่นเย็นสบายกว่า"

     

    หลังจากที่ซูซินออกจากห้องเรียนไป เหล่าหนุ่มน้อยทั้งสี่ต่างก็มีความคิดเหมือนกัน พวกเขาต้องการรู้ว่าอาจารย์หญิงผู้นี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่

     

    หลิวเจิ้งเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นจากที่นั่ง "ข้าจะไปดูว่าท่านอาจารย์เป็นอะไรไหม อาจจะต้องการความช่วยเหลือ" เขาเอ่ยด้วยท่าทีที่ดูเป็นห่วง แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความอยากรู้

     

    เฉินหาวก็ลุกตาม "ข้าก็เป็นห่วงเช่นกัน ไปด้วยกันดีกว่า"

     

    หวังเซี่ยนและเจ้าอวี่ก็ไม่ยอมให้เพื่อนๆ ไปคนเดียว พวกเขาทั้งสี่จึงเดินตามซูซินไปอย่างเงียบๆ

     

    ซูซินที่เดินไปข้างหน้ารู้สึกได้ว่ามีคนตามมา นางยิ้มมุมปากอย่างพอใจ นี่คือสิ่งที่นางต้องการ นางต้องการให้เหล่าหนุ่มน้อยเหล่านี้สนใจนาง

     

    นางเดินไปที่ห้องพักของตนเองที่อยู่ในอาคารแยกต่างหาก เมื่อถึงหน้าประตู นางหยุดและหันไปมอง "มีใครอยู่ข้างหลังหรือเปล่า? ข้ารู้สึกเหมือนมีคนตาม"

     

    เหล่าหนุ่มน้อยที่แอบอยู่ข้างหลังเสาต่างก็ตกใจ แต่หลิวเจิ้งกล้าที่สุด เขาเดินออกมา "ท่านอาจารย์ ข้าเป็นห่วงท่าน จึงตามมาดู"

     

    เฉินหาว หวังเซี่ยน และเจ้าอวี่ก็เดินออกมาตามๆ กัน ทั้งหมดดูอายและเขินอาย

     

    ซูซินทำท่าประหลาดใจ "พวกเจ้าตามข้ามาทำไม? นี่ไม่เหมาะสมนะ"

     

    "ข้าเป็นห่วงท่านจริงๆ" หลิวเจิ้งเอ่ยด้วยเสียงจริงใจ "ท่านดูไม่สบาย ข้าอยากช่วยท่าน"

     

    ซูซินมองดูใบหน้าของหลิวเจิ้งที่เต็มไปด้วยความจริงใจ นางรู้สึกอบอุ่นใจ "เจ้าใจดีมาก หลิวเจิ้ง... แต่ข้าคิดว่าข้าจะพักผ่อนคนเดียวดีกว่า"

     

    "ท่านอาจารย์" เฉินหาวเอ่ยขึ้น "หากท่านต้องการอะไร ข้าจะไปหาให้ท่าน"

     

    "ข้าก็เช่นกัน" หวังเซี่ยนเสริม "ข้าจะคอยดูแลท่าน"

     

    เจ้าอวี่ที่เงียบที่สุดก็เอ่ยขึ้น "ท่านอาจารย์ หากท่านรู้สึกเหงา ข้าจะมาคุยกับท่านได้"

     

    ซูซินมองดูเหล่าหนุ่มน้อยทั้งสี่ที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องของนาง นางรู้สึกถึงความอบอุ่นและความสนใจที่พวกเขามีให้นาง มันเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากการถูกครอบครองด้วยอำนาจ

     

    "พวกเจ้าใจดีมาก..." นางเอ่ยด้วยเสียงอ่อนโยน "แต่ตอนนี้ข้าต้องการพักผ่อน พรุ่งนี้เราจะได้เจอกันในห้องเรียนอีก"

     

    ความตื่นเต้นที่ได้เล่นเกม "แมวไล่จับหนู" กับชายหนุ่มรุ่นกระทงทำให้ซูซินรู้สึกกระชุ่มกระชวย นางเริ่มรู้แล้วว่าสถานศึกษาแห่งนี้จะไม่ใช่เพียงสถานที่สอนหนังสือ แต่มันจะเป็นสนามประลองอารมณ์ที่นางจะใช้ฝึกฝนพยัคฆ์หนุ่มตัวนี้ให้เชื่องภายใต้รอยยิ้มที่แสนจะใสซื่อของนางเอง

     

    เมื่อเข้าไปในห้องพัก ซูซินปิดประตูแล้วเดินไปที่หน้าต่าง นางมองออกไปเห็นเหล่าหนุ่มน้อยทั้งสี่ยังคงยืนอยู่ข้างล่าง พวกเขากำลังคุยกันอย่างตื่นเต้น

     

    "เหล่าหนุ่มน้อยเหล่านี้น่าสนใจจริงๆ" นางพึมพำกับตัเอง "พวกเขามีพลังและความสดใสที่แตกต่างจากบุรุษที่ข้าเคยรู้จัก"

     

    นางนึกถึงนายท่านผู้เฒ่าหลี่ที่มีประสบการณ์และเทคนิคที่ลึกซึ้ง และใต้เท้าหลี่ที่มีความแรงกล้าและความมุ่งมั่น แต่เหล่าหนุ่มน้อยเหล่านี้มีสิ่งที่ทั้งสองคนไม่มี นั่นคือความบริสุทธิ์และความกระตือรือร้นที่ยังไม่ถูกแต่งแต้ม

     

    "อาจจะเป็นเรื่องน่าสนใจที่จะได้สอนพวกเขาบางสิ่งบางอย่าง" นางคิดในใจ "ไม่ใช่เพียงแค่ศิลปะและมารยาท แต่เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้งกว่านั้น"

     

    ราตรีนั้น เมื่อซูซินกลับไปที่เรือนพัก นางนั่งมองกระจกทองเหลืองพลางลูบรอยแดงที่ลำคอที่นายท่านผู้เฒ่าฝากไว้เมื่อคืน ภาพใบหน้าของหลิวเจิ้งที่มองนางด้วยความกระหายกลับผุดขึ้นมาในมโนภาพ นางยิ้มกับตัวเองในกระจก รอยยิ้มที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็นความเจ้าเล่ห์

     

    นางนึกถึงเฉินหาวที่มีรูปร่างสูงโปร่งและสายตาที่อ่อนโยน หวังเซี่ยนที่มีกล้ามเนื้อแข็งแรงและความมั่นใจ และเจ้าอวี่ที่ดูสุภาพแต่แฝงไว้ด้วยความปรารถนาที่ลึกซึ้ง

     

    "แต่ละคนต่างก็มีเสน่ห์ในแบบของตนเอง" นางคิดในใจ "หลิวเจิ้งมีความกล้าหาญและความมั่นใจ เฉินหาวมีความอ่อนโยนและความเข้าใจ หวังเซี่ยนมีความแข็งแรงและความเร่าร้อน ส่วนเจ้าอวี่มีความลึกซึ้งและความลึกลับ"

     

    นางเริ่มวางแผนในใจ "ข้าจะต้องระมัดระวังและเลือกเวลาที่เหมาะสม ข้าไม่สามารถเสี่ยงให้เหวินเซียนหรือใครในตระกูลหลี่สงสัยได้ แต่ข้าก็ไม่สามารถปล่อยโอกาสดีๆ เช่นนี้ไปได้"

     

    'หลิวเจิ้ง... เจ้าพยัคฆ์น้อยผู้หิวกระหาย... ข้าจะทำให้เจ้ารู้เองว่า การได้ครอบครองอาจารย์หญิงที่เจ้าแสนเคารพนั้น... มันจะต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง'

     

    นางคิดถึงเฉินหาว หวังเซี่ยน และเจ้าอวี่ด้วย 'และพวกเจ้าก็เช่นกัน... เหล่าหนุ่มน้อยผู้กระหายความรัก... ข้าจะสอนให้พวกเจ้ารู้ว่าความปรารถนาที่แท้จริงคืออะไร'

     

    ซูซินเริ่มวางแผนสำหรับวันต่อไป นางจะต้องแสดงบทบาทของอาจารย์หญิงที่ใสซื่อและไร้เดียงสาต่อไป แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างโอกาสให้เหล่าหนุ่มน้อยได้เข้าใกล้นางมากขึ้น

     

    "ข้าจะจัดบทเรียนพิเศษ" นางคิดในใจ "บทเรียนที่ต้องการการสัมผัสและการเข้าใกล้ เช่น การสอนการเขียนพู่กัน ข้าจะต้องจับมือพวกเขาเพื่อแนะนำ หรือการสอนการวาดภาพ ข้าจะต้องยืนใกล้ๆ เพื่อดูงานของพวกเขา"

     

    นางยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "และข้าจะต้องแต่งตัวให้เหมาะสม ไม่เปิดเผยมากเกินไป แต่ก็ไม่ปิดบังจนเกินไป ข้าต้องให้พวกเขาได้เห็นเพียงเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นจินตนาการของพวกเขา"

     

    กงล้อแห่งราคะในสถานศึกษาหลี่เหวินจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างสงบเงียบ ท่ามกลางเสียงท่องตำราและกลิ่นหอมของน้ำหมึก แต่ภายในใจของคนทั้งหลาย ไฟแห่งตัณหาเพิ่งจะถูกจุดขึ้น และมันพร้อมที่จะลามปามไปทั่วกรงทองแห่งนี้ในไม่ช้า

     

    ซูซินรู้ดีว่านางกำลังเล่นเกมที่อันตราย แต่นางก็รู้ดีเช่นกันว่านางมีทักษะและประสบการณ์ที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ นางได้เรียนรู้จากนายท่านผู้เฒ่าหลี่ถึงการใช้อำนาจและการครอบครอง และได้เรียนรู้จากใต้เท้าหลี่ถึงการใช้ความแรงกล้าและความมุ่งมั่น

     

    ตอนนี้นางจะได้ใช้ความรู้เหล่านั้นกับเหล่าหนุ่มน้อยที่ยังไร้ประสบการณ์ นางจะเป็นครูที่สอนพวกเขาถึงความปรารถนาและความรัก แต่ในขณะเดียวกันก็จะได้รับความสุขและความตื่นเต้นจากการเป็นผู้ครอบครอง

     

    สถานศึกษาหลี่เหวินที่ดูเหมือนจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งการเรียนรู้ กำลังจะกลายเป็นสนามรบแห่งความปรารถนาและความรัก ที่ซูซินจะเป็นทั้งครูและนักเรียน ทั้งผู้ล่าและเหยื่อ ทั้งผู้ให้และผู้รับ

     

    และในใจลึกของนาง ความตื่นเต้นนั้นเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพราะนางรู้ว่าการผจญภัยครั้งใหม่นี้จะนำมาซึ่งประสบการณ์ที่นางไม่เคยพบมาก่อน ประสบการณ์ของการเป็นผู้หญิงที่ถูกปรารถนาโดยหนุ่มน้อยหลายคน และการได้เลือกว่าจะให้ใครได้สัมผัสถึงความลับของนาง

     

    ราตรีแห่งการเริ่มต้นใหม่นี้จึงผ่านไปด้วยความฝันที่เต็มไปด้วยใบหน้าหนุ่มๆ และความคาดหวังในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้...

    คล้ายกับเรื่องแผนชิงรักอาจารย์หญิง ที่คุณอ่าน