วินัยเดินลงบันไดอย่างช้าๆ เขาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเรียกจากข้างนอก เป็เสียงของสตรีที่ไพเราะจับใจ เสียงเรียกหาคล้ายดังมาจากที่ห่างไกล แต่บางครั้งก็คล้ายกับดังมาจากใต้ถุนบ้าน แต่บางทีก็เหมือนแว่วดังมาจากข้างหู มันช่างประหลาดพิกลจนต้องลุกจากที่นอนมาดูให้เห็นกับตาถึงที่มาของเสียง
นี่เป็คืนพระจันทร์เต็มดวง จันทราส่องแสงนวลผ่องมายังบ้านพักครูและบริเวณโรงเรียนจนสามารถมองเห็นได้อย่างเลือนลาง ไม่จำเป็ต้องใช้ไฟฉายส่องทาง มีลมพัดมาเบาบางตลอดเวลาวินัยรู้สึกสบายตัวอย่างที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็คำพูดได้
ครูหนุ่มเดินไปตามทิศทางที่มีเสียงหัวเราะอย่างสดใสนั้น สองเท้าก้าวไปยังบริเวณหลังโรงเรียนที่มีสภาพคล้ายป่า ต้นไม้ใหญ่หลายสิบต้นขึ้นเรียงราย เสียงหัวเราะดังหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เขาเดินเข้าไปแล้วชะโงกหัวส่องดูหลังต้นไม้ต้นนั้น ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้ชายหนุ่มตกตะลึงจนหัวใจแทบหยุดเต้น หญิงสาวที่แทบจะเปลือยเปล่านางหนึ่งกำลังนั่งขดตัวอย่างเอียงอายอยู่ตรงโคนต้นไม้ มีเพียงใบไม้ไม่กี่ใบที่ปกปิดหน้าอกและอวัยวะเพศเอาไว้ ผิวของหล่อนขาวนวลสะท้อนกับแสงจันทร์ที่สาดต้องลงบนร่าง ใบหน้าสะสวยจนแทบบรรยายออกมาเป็คำพูดไม่ได้
วินัยยืนตาค้างดั่งต้องมนตร์สะกด ั้แ่เกิดมาเขาไม่เคยเจอสตรีที่งดงามถึงเพียงนี้มาก่อน แม้แต่แฟนเก่าของเขาสมัยเรียนวิทยาลัยที่เป็ถึงดาวคณะยังเทียบไม่ได้กับสาวร่างเกือบเปล่าเปลือยเบื้องหน้าผู้นี้
“ท่านจะจ้องมองแบบนี้อีกนานไหม ฉันก็รู้สึกเขินอายเป็นะ”
วินัยเหมือนได้สติกลับมา รีบผงกศีรษะ กล่าวว่า
“ขอโทษครับ...ผมไม่ได้ตั้งใจ ชื่อของผมคือวินัยครับ....แล้วคุณเป็ใคร....ชื่ออะไร...แล้วมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ...”
หญิงสาวส่งเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงออกมา หล่อนชอบใจในอาการลนลานของชายหนุ่มตรงหน้า ผลจากการหัวเราะ เนินอกของหญิงสาวกระเพื่อมเป็จังหวะ เผยให้เห็นร่องอกขาวผ่องเด้งขึ้นลง วินัยแอบภาวนาในใจให้ใบไม้ที่ปกปิดปทุมถันหลุดลิ่วออกไป แต่มันหาเป็เช่นนั้นไม่ ใบไม้สี่ใบที่ปกปิดทรวงอกนั้นคล้ายถูกเย็บติดกับเนื้อหนังเอาไว้ มันไม่เคลื่อนย้ายตำแหน่งแม้แต่นิดเดียว ยังคงติดหนึบตรงที่เดิมไม่ไปไหน
หญิงสาวลุกขึ้นยืนช้าๆ พร้อมกับเผยให้เห็นทรวดทรงส่วนเว้าส่วนโค้งบนเรือนร่าง ส่วนสูงของหล่อนไม่ได้น้อยกว่าชายหนุ่มเลย กล้ามเนื้อที่ปราศจากไขมันบนพื้นผิวที่ขาวนวลราบเรียบช่างน่าลูบไล้ยิ่งนักในสายตาของครูหนุ่ม
วินัยยืนจ้องตาแทบจะไม่กะพริบ ภาพที่ปรากฏให้เห็นคือหญิงสาวผู้งามเลิศด้วยหน้าตา สมบูรณ์พร้อมด้วยรูปร่าง ผิวพรรณนวลเนียนขาวผ่องจนหาที่ติมิได้ เสมือนหล่อนรวบรวมความงามทั้งหมดของสตรีในใต้หล้าไว้ที่ตัวเองเพียงผู้เดียวท่ามกลางแสงจันทราสาดส่องต้องร่าง เพิ่มความงามแบบลี้ลับเข้าไปอีกหลายส่วน โดยเฉพาะดวงตาสีเขียวประกายเรืองรองนั้นช่างดึงดูดใจยิ่งนัก
“คุณชื่ออะไรครับ...”
“ฉันเรียกว่ามณีไพรมณีไพรผู้โดดเดี่ยวมาหลายร้อยปีแล้ว ท่านจะช่วยมาอยู่เป็คู่ของฉันได้หรือไม่ ฉันเกลียดการอยู่อย่างโดดเดี่ยวอ้างว้างเช่นนี้ ความเงียบเหงามันทำร้ายฉันสาหัสนัก”
วินัยพยักหน้ารัวๆ หากจะให้เขาปฏิเสธสตรีผู้งดงามเช่นนี้ เอาปืนมายิงเขาให้ตายเสียยังจะดีกว่า แม้ว่าจะสงสัยในประโยคอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาหลายร้อยปีแล้วของนางก็ตาม แต่เขาคิดว่านั่นเป็มุกตลกที่หญิงสาวกล่าวล้อเล่น เลยไม่ได้เก็บมาคิดจริงจัง
“ท่านสัญญาได้ไหมว่าจะอยู่กับฉันตลอดไป”
“ผมสัญญา...ผมสัญญาว่าจะรักคุณตลอดไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
วินัยตอบไปโดยไม่ยั้งคิดแม้แต่นิดเดียว คล้ายคนถูกมนตราแห่งความรักสะกดเอาไว้ ในแววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่เอ่อล้นออกมา ชายหนุ่มไม่อาจควบคุมร่างกายและจิติญญาให้เป็ของตนเองได้อีก หญิงสาวตรงหน้าเอามันไปหมดสิ้นทั้งกายและใจแล้ว
มณีไพรยิ้มอย่างอ่อนหวานพร้อมกับยื่นมืออันขาวผ่องมาลูบไล้ใบหน้าชายหนุ่มอย่างนุ่มนวล ชายหนุ่มหลับตาลงอย่างแช่มช้า ััถึงไอเย็นจากฝ่ามือนั้น มือขาวผ่องที่เย็นเยียบท่ามกลางแสงจันทร์ ได้กระชากสติสัมปชัญญะของเขาล่องลอยไปไกลจนสุดขอบจักรวาล
“ท่านอยากฟังเื่ราวของฉันหรือไม่?”
“อืมม์...ข้าอดใจรอฟังไม่ไหวแล้ว”
หญิงสาวจูงมือชายหนุ่มไปใต้ต้นไม้ใหญ่ หล่อนนั่งลงบนรากต้นไม้ที่แข็งแรงใหญ่โต ดึงตัวชายหนุ่มให้ล้มตัวลงนอนหนุนขาอ่อนที่เปลือยเปล่าของนาง ใช้มือเรียวงามลูบผมอันเรียบลื่นบนศีรษะของครูหนุ่มที่หลับตาพริ้มอย่างมีความสุข
“นานมาแล้วฉันมีครอบครัวอันสุขสันต์ พวกเรามีบ้านของตนเอง มีญาติพี่น้องและพวกพ้อง พวกเรามีความสุขกันมาก อาศัยอยู่ด้วยกันมายาวนานนับร้อยปี หากใครบังอาจมารุกล้ำถิ่นที่อยู่ของพวกเรา จะถูกขับไล่ออกไปด้วยแรงพิโรธจนขวัญผวาิญญาแทบหลุดลอยออกจากร่าง อาณาจักรถิ่นที่อยู่ของเราสดสวยงดงาม สงบและซ่อนเร้น จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง...”
น้ำตาของหญิงสาวไหลออกมาสองสามหยด เสียงสั่นเครือเล็กน้อย แต่ใบหน้าอันเศร้าสร้อยนั้นกลับงามซึ้งถึงเพียงนั้น วินัยที่เพิ่งลืมตาขึ้นมาตกตะลึงกับภาพที่เห็น น้ำตาของเขาเองก็พรั่งพรูหลั่งไหลออกมาคล้ายกับรับรู้ถึงความรู้สึกและความเ็ปของหญิงสาวได้อย่างถ่องแท้
“น้องสาวคนหนึ่งของฉันเบื่อหน่ายกับการอยู่ในอาณาจักรของพวกเรา หล่อนท่องเที่ยวพเนจรไปทั่วป่า จนมาพบกับหมู่บ้านของมนุษย์เข้า บังเกิดความรักกับชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง แต่พวกมนุษย์ช่างโง่เขลายิ่งนัก กลับรังเกียจเดียดฉันท์น้องสาวของเรา พวกมันส่งผู้มีวิชาอาคมมาทำร้ายนาง น้องสาวของฉันหนีกลับมายังบ้านเดิม พวกมันก็ไม่ละเว้นแม้แต่คนที่ไม่มีความผิด ทำร้ายญาติพี่น้องของพวกเราทุกคน ไม่มีผู้ใดรอดพ้นจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พวกพ้องของฉันไม่มีใครเหลือรอด มีเพียงฉันที่หนีรอดออกมาได้ ไอ้พวกตระกูล อารักษ์ไพร ที่น่าชิงชังพวกนั้นช่างอำมหิตนัก ฉันหลบหนีมาถึงที่แห่งนี้ ซ่อนตัวอยู่ที่นี่มาเป็หลายร้อยปีแล้ว”
มณีไพรหยุดพูดเพราะหล่อนกำลังสะอื้นไห้อยู่ วินัยที่นอนหลับตาอยู่ก็หลั่งน้ำตานองหน้าเช่นกัน ความเงียบที่ปกคลุมด้วยความเศร้ามันวังเวงจนสรรพสัตว์ยังหวั่นเกรง มิกล้าส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่ตัวเดียวมีเพียงลมหนาวที่พัดมาเบาบางให้ใบไม้สั่นไหวไปมา
“ครูวินัยครับ ครูวินัยครับ....ครูวินัยครับ...”
ครูวินัยลืมตาขึ้นมาช้าๆ ที่ปรากฏตรงหน้ากลับเป็มุ้งสีขาวหาใช่ใบหน้าของสาวงามแต่อย่างใด ที่หนุนนอนอยู่เป็หมอนใบหนึ่งหาใช่ต้นขาอันอ่อนนุ่มของหญิงสาว เขาลูบใบหน้าตนเองคราหนึ่ง คราบน้ำตายังคงอยู่ ตาของเขายังคงเปียกชุ่มด้วยน้ำตา นี่มันคืออะไรกันแน่ ทำไมความฝันนี้มันถึงสมจริงขนาดนี้
“ครูวินัยครับ ครูวินัยครับ....”
เสียงร้องเรียกจากนอกบ้านดังไม่เบา วินัยเคลื่อนกายไปเปิดมุ้งแล้วโผล่หัวออกจากหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้อยู่แล้ว เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่หน้าบ้าน นักการภารโรงกำลังยืนชะเง้อมองมา เมื่อวานคนผู้นี้เป็คนมาช่วยทำความสะอาดบ้านพักของเขา จึงรู้จักมักคุ้นเป็อย่างดี
“มีอะไรครับสมชัย มาเรียกแต่เช้าเชียว”
“ผู้อำนวยการโรงเรียนเรียกครูวินัยครับแกบอกว่ามีธุระจะคุยกับครู”
วินัยพยักหน้าตอบสมชัยคราหนึ่ง รีบลงจากบ้านไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาแต่งเนื้อแต่งตัวให้เรียบร้อย การได้รายงานตัวกับผู้อำนวยการโรงเรียนเป็ครั้งแรกนั้นต้องสร้างความประทับใจให้กับผู้บังคับบัญชาให้ได้