“ช่วยเหม่ยเอ๋อร์หั่นหมูสิเจ้าคะ” ทั้งสาวใช้ทั้งองครักษ์หันหน้าหนีพลางกลั้นยิ้ม หย่งเจี้ยนขมวดคิ้วหันมองหย่งเซิงที่กำลังหมุนตัวหมูใช้มีดปลายแหลมเสียบพลิกไปมาดูคล่องแคล่ว
“มาสิพี่รอง…หมูนี่กำลังสุกได้ที่เลยเดี๋ยวข้าเฉือนเนื้อพี่ก็หั่นตามที่เหม่ยเอ๋อร์บอก” กล่าวไปพลิกหมูไป
หย่งเจี้ยนก้มมองชายารักที่สวมกอดเขา นางเงยหน้ามองแล้วยิ้มน่ารัก ฟอดด!! สวามีก้มหน้าลงหอมหน้าผากนางเสียงดัง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมานางถูกกระทำเช่นนี้บ่อยๆ จนไร้ความเขินอายไปแล้ว สาวใช้และทหารองครักษ์คนสนิทก็พบเห็นการแสดงความรักของเจ้านายทั้งสามจนชินตาจนกลายเป็นเรื่องปกติ
“ทำเช่นใดเจ้าก็สอนพี่ด้วย” โอบประคองสตรีตัวน้อยไปทางเขียงหั่นหมู
“เจ้าค่ะ” เหม่ยเซียนรับคำและหยิบมีดขนาดพอดีมือมาหนึ่งเล่มยื่นให้หย่งเจี้ยนระหว่างรอหมูสุกนางก็หยิบหมางกั่ว (มะม่วง) ที่หั่นเป็นชิ้นๆ จิ้มน้ำปลาหวาน (ที่นางพึ่งทำ) ใส่ปากเคี้ยวกรุบกรับ
“หมางกั่ว? ..มิเปรี้ยวรึ?” หย่งเจี้ยนมองนางพลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
“ไม่นี่เจ้าคะ” เหม่ยเซียนตอบและหยิบมะม่วงจิ้มน้ำปลาหวานป้อนหย่งเจี้ยน อีกฝ่ายอ้าปากรับและหันมองนางพร้อมยิ้มชอบใจผงกหัว
“รสชาติดียิ่ง” หย่งเจี้ยนวางมีดและหันมาร่วมกินมะม่วงน้ำปลาหวานกับนาง สาวใช้ นางกำนัล องครักษ์ต่างทำหน้าเข็ดฟันเมื่อครู่พวกเขาลองกินแล้วต้องรีบคายทิ้งเพราะเปรี้ยวจนน้ำตาเล็ดไปหมดจนบ้วนปากแทบไม่ทัน
“ข้าก็คิดว่ารสชาติดีนะพี่รอง เมื่อครู่ข้าสั่งทหารไปขึ้นต้นหมางกั่วที่อยู่ข้างๆ แม่น้ำมาหลายๆ ลูกเอาไว้จิ้มกับ..สิ่งนั้นที่เหม่ยเอ๋อร์ทำ” หย่งเซิงชี้ไปที่น้ำปลาหวาน
“น้ำปลาหวานเจ้าค่ะ” เหม่ยเอ๋อร์บอก ปากนางก็ยังเคี้ยวมิได้หยุด
“น้ำปลาหวาน..อืมม..รสชาติดียิ่ง” หย่งเจี้ยนหยิบมะม่วงกินกับเหม่ยเซียนจนเกือบหมดก็หันมาหั่นหมูสุกที่กงลี่นำมาวางไว้เป็นชิ้นๆ ตามที่ชายารักบอก
จูเหม่ยเซียนเดินมาทางครกใบใหญ่ที่ข้างในโขลกส่วนผสมน้ำจิ้มรสเด็ดสูตรของนางไว้เรียบร้อยจากนั้นก็บีบหนิงเหมิง (มะนาว) เรียกน้ำลายให้สออยู่เต็มกระพุ้งแก้มชิมอยู่สองสามที
“อี้หง..ตักน้ำจิ้มใส่ถ้วยเร็วเข้า” นางสั่งสาวใช้
“เจ้าค่ะ” อี้หงใช้ทัพพีตักสิ่งที่เรียกว่าน้ำจิ้มใส่ถ้วยกลิ่นมะนาวหอมเข้าจมูก
เมื่อได้น้ำจิ้มครบรสมาวางด้านข้างหมูย่าง เหม่ยเซียนก็ใช้มือจับเนื้อหมูที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จิ้มน้ำจิ้มเข้าปาก
“อ่าาาา…อร่อยสุดยอดเจ้าค่ะ” เหม่ยเซียนยิ้มชอบใจ ‘น้ำจิ้มแซ่บมาก’ นางหันไปหยิบตะเกียบและนำมาคีบหมูจิ้มน้ำจิ้มใส่ปากหย่งเจี้ยนที่ยืนอยู่ข้างๆ
“รสชาติดีที่สุด..น้ำจิ้มรสเปรี้ยวเค็มเผ็ดถูกปากพี่ยิ่งนัก” หย่งเจี้ยนเอ่ยชมชายารัก
“เจ้าค่ะ” เหม่ยเซียนหันมองหย่งเซิงที่ยังอยู่หน้าเตานางก็คีบหมูใส่จานใบเล็กและจิ้มน้ำจิ้มไปป้อนให้เขาถึงหน้าเตา “เป็นอย่างไรเจ้าคะพี่หย่งเซิง?”
“ดียิ่ง..มิเห็นเคยรู้ว่าชายารักมีฝีมือในการทำครัว” หย่งเซิงวางของในมือลงและหันมาโอบกอดนาง “พวกเจ้าทำที่เหลือโดยเร็วข้ากับชายาจะไปรอด้านนอก”
“เพคะ/เพคะ” สาวใช้และนางกำนัลทั้งหมดรับคำ
เจ้าหย่งเจี้ยนคีบหมูที่ตนหั่นไว้ใส่จานและไม่ลืมหยิบน้ำจิ้มรสเด็ดออกมา “ฝูจิน..เจ้าเอาน้ำปลาหวานกับหมางกั่วออกมาให้ข้าด้วย”
“พะยะค่ะ” ฝูจินรับคำและยกของที่องค์ชายรับสั่งตามไป
๑-----------------------๑
ปลายยามอู่ (13.00)
ยามนี้ทั้งสามกำลังนั่งทานหมูย่างจิ้มน้ำจิ้มกันอย่างเอร็ดอร่อย วันนี้เหม่ยเซียนลงครัวเอง นางอยากกินต้มยำ หมูย่างและมะม่วงน้ำปลาหวาน ทุกอย่างมีรสชาติเปรี้ยวเค็มเผ็ดจัดจ้าน สาวใช้นำข้าวเปล่ายกเข้าไปเป็นโถที่สอง
“เหตุใดวันนี้ชายาถึงเจริญอาหารยิ่ง” หย่งเซิงถามขึ้นเขาเองก็นั่งทานมะม่วงน้ำปลาหวานข้างๆ นางอย่างมิยอมวางมือ
“มิรู้เจ้าค่ะ…แต่ก็ดีแล้วมิใช่รึเจ้าคะ?” เหม่ยเซียนตอบไปซดน้ำต้มยำกุ้งไป
“ต้มยำนี้รสชาติดียิ่งนักพี่ชอบ….เจ้าทำบ่อยๆ ได้รึไม่?” หย่งเจี้ยนที่เจริญอาหารเช่นกันเอ่ยขอนางแม้รสชาติจะเผ็ดร้อนไปบ้างแต่ก็ถูกปากเขายิ่งนัก
“เจ้าค่ะ”
“วันนี้มิอยากกินกระต่ายย่างรึ?” หย่งเซิงถาม
“อยากเจ้าค่ะ…ใจหนึ่งก็สงสารแต่อีกใจหนึ่งก็…อยากมาก” นางกินกุ้งแล้วทำหน้าม่อย
“เช่นนั้นหากมีผู้ใดจับได้พี่จะให้เขาย่างมาให้เลยดีหรือไม่…มิต้องมองดูมันตอนยังมีชีวิตอยู่” หย่งเซิงพูดเอาใจ
“เจ้าค่ะ…แต่มิต้องให้ทหารไปล่านะเจ้าคะ…ไปหาซื้อที่ชาวบ้านที่เขาล่าสัตว์มาขายอยู่แล้วจะดีกว่าพวกเขาจะได้มีรายได้ด้วย”
“เช่นนั้นก็ดี” หย่งเจี้ยนผงกหัวเห็นด้วย
----------------------๑------
ยามเว่ย (14.00)
กลุ่มชนเผ่าต้าจี้เดินทางเข้ามารอที่ด้านหลังจวนนับร้อยคนด้านหน้าสุดเป็นต้าฟ่งจีหัวหน้ากลุ่มเดินนำคนทั้งหมดขนาบข้างด้วยอดีตองค์หญิงชางหวงหลานและสาวใช้อาจือ ทุกย่างก้าวที่ชนเผ่าต้าจี้เดินผ่านความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจของทุกคนเพราะรอบๆ บริเวณที่เดินเข้ามาในเขตจวนผู้ว่าการมีทหารยืนล้อมกรอบพวกเขาเต็มไปหมด พอแหงนมองขึ้นไปด้านบนกลับยิ่งต้องผงะบนต้นไม้เต็มไปด้วยชายชุดดำหลายร้อยจับตามองพวกเขาอยู่หากผู้ใดในกลุ่มเผลอหยิบมีดขึ้นมาเชื่อเถอะว่าพวกเขาคงได้ตายหมู่อยู่ตรงนี้อย่างไร้ที่ฝัง
แม้พวกเขาจะมิรู้ว่าเหตุใดถึงถูกจับจ้องเช่นนี้ แต่ก็ทำได้เพียงแค่เงียบจวบจนท่านแม่ทัพจางเดินเข้ามาบอกให้ต้าฟ่งจีกับชางหวงหลานและสาวใช้เดินตามเข้าไปในจวน กลุ่มต้าจี้ที่เหลือจึงถูกทิ้งไว้กลางลานกว้างหลังประตูโดยมีทหารเฝ้าคุมอยู่อย่างสงบ
ในห้องรับรองกลางจวนสิ่งที่ชางหวงหลานเห็นคือชายหญิงสามคนที่นางเกลียดชังกำลังนั่งหยอกล้อกันอยู่อย่างมิสนใจผู้ใด
“คาราวะองค์ชายทั้งสอง พระชายา” จางเหวินเป่าเอ่ยเรียกคนรักทั้งสามเสียงดัง
“อ่อ…อย่าได้มากพิธี” หย่งเจี้ยนบอกคนทั้งหมด จูเหม่ยเซียนมองชางหวงหลานที่วันนี้นางดูซูบผอมไร้ความงามเฉกเช่นเก่าก่อนก็ให้รู้สึกเห็นใจ นางหลงผิดไปจนขนาดนี้เลยหรือนี่
“กระหม่อมต้าฟ่งจีหัวหน้ากลุ่มชนเผ่าต้าจี้พะยะค่ะ” ต้าฟ่งจีเอ่ยขึ้นด้วยความนอบน้อมหวาดเกรง รอบๆ ห้องมีองครักษ์รายล้อมอยู่นับสิบหากคิดชั่วเพียงนิดก็คงได้ตายในดาบเดียว
“ข้ารู้…เจ้าทำถูกแล้วที่ยอมส่งนางมาให้ข้า ฝูจิน” หย่งเจี้ยนหันไปผงกหัวให้องครักษ์ ฝูจินเดินเข้ามามอบถุงเงินให้ต้าฟ่งจีถุงใหญ่ “นี่เป็นน้ำใจจากข้ารับไว้แล้วออกไปได้” ต้าฟ่งจีรีบรับถุงเงินใบนั้นแล้วถอยออกจากประตูทิ้งชางหวงหลานที่เหลียวมองจนสุดสายตา ‘ไอ้คนเห็นแก่เบี้ย ไอ้คนกลัวตายต้าฟ่งจี'
“องค์หญิงชางหวงหลาน” จูเหม่ยเซียนเรียกนาง
“หึ…ข้ามิใช่องค์หญิงเจ้าอย่ามาเรียกข้าเช่นนี้และมิต้องมาทำท่าทางสงสารข้า ข้ามิต้องการ" ชางหวงหลานมองจูเหม่ยเซียนเขม็งมือที่ซ่อนอยู่ในเสื้อกำขวดยาสลายกระดูกแน่น
เหม่ยเซียนหันมองสองสวามีและลุกขึ้นยืนเดินเข้าไปหาชางหวงหลาน หย่งเซิงรีบเดินตามนางไปติดๆ ในจังหวะที่เหม่ยเซียนกำลังเดินเข้ามาจะถึงตัว ชางหวงหลานก็ลุกขึ้นและวิ่งโผเข้าไปหา เสียงกรีดร้องของเสี่ยวถงและอาจือดังขึ้น
“กรี๊ดดด/ว้ายยยย..คุณหนู!!!” องครักษ์รอบทิศทางกระโจนเข้ามาพร้อมกันอย่างเฝ้าระวังและจับตัวอาจือไว้
จูเหม่ยเซียนยกชายเสื้อปิดป้องใบหน้าเมื่อเห็นขวดใบหนึ่งถูกขว้างมาทางนาง แต่กงลี่ที่จับตามองอยู่ก่อนแล้วกระโดดเตะขวดใบนั้นออกไปก่อนที่จะถึงตัวองค์ชายสามและพระชายา ฟุ่บ!!! คลุกๆๆ