King of world ราชันแห่งพิภพ

    พบเจอไออ้อนอีกครั้ง

    ชายหนุ่มเดินหามุมอับและเก็บซากทัพม้ากลับเข้าไปในโลกมิติ รองเท้าหนังย่ำลงบนถนนที่ทำขึ้นจากแผ่นเหล็ก หากเงยหน้าขึ้นด้านบนก็จะเห็นสิ่งก่อสร้างมากมายทอดยาวไปจนถึงยอดเขา หากชะเง้อมองลงไปด้านล่างก็จะเห็นบ้านเมืองหลายหลังที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า
    สิ่งก่อสร้างแต่ละหลังมีท่อยาวต่อออกมาจากหลังบ้านไปรวมกันเป็นท่อใหญ่ทะลุออกไปด้านนอกคาดว่าเป็นท่อทิ้งน้ำเสีย
    ‘ขุดลึกลงไปแค่ไหนกันนะ’ภูเขาค้อนทองมองจากด้านนอกนั้นดูใหญ่โตหนักแน่น แต่ภายในกลับกลวงโบ๋ ระหว่างทางวาสเห็นผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์ ถึงการเข้าอาณาจักรคนแคระจะดูยุ่งยาก แต่ก็มีหลายเผ่าพันธุ์เข้ามาได้ และกว่า9ใน10นั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่วาสไม่รู้จัก
    ‘พวกคนแคระคบหากับหลายเผ่าพันธุ์เหมือนกันแฮะ’วาสไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่ เพราะรู้ว่าเหล่าคนแคระนั้นเป็นพวกเข้ากับคนอื่นได้ง่าย แม้จะเป็นช่วงเวลาเช้าในมหานคใต้พิภพแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยบาร์เหล้าจำนวนมากที่เปิดให้บริการ เสียงชนแก้วพูดคุยสนุกสนานเล็ดลอดออกมาไม่ขาดสาย
    ‘ต้องไปหาปู่ไออ้อนก่อนสินะ’การมาอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือค้นหาคนรู้จักหรือคนในพื้นที่ ซึ่งก็คงไม่พ้นไออ้อน คนแคระชราผู้ที่เคยช่วยเหลือวาสมาก่อน
    ‘หอคอยสีน้ำตาล...เจ้านั่นสินะ’วาสมองไปที่จุดศูนย์กลางของภูเขาค้อนทอง หอคอยหินสีน้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ที่ทอดยาวจากก้นภูเขาจนทะลุไปถึงยอด ตั้งเด่นอยู่ใจกลางมหานคใต้พิภพพอดิบพอดี มองไกลๆจะคล้ายกับลิฟต์ที่ทำหน้าที่เคลื่อนย้ายส่งคนหรือสิ่งของขึ้นลงในแนวดิ่ง
    เดินเพียงไม่นานวาสก็มาถึงหอคอยหินสีน้ำตาลเข้ม ที่ทางเข้ามีทหารคนแคระยืนยามอยู่แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้ใครเข้าไป
    วาสเดินผ่านประตูหินที่เกิดจาการเจาะหอคอยหินสีน้ำตาลเข้มจนเป็นรูเข้าไปด้านใน ภายในมีรูปลักษณ์คล้ายกับห้องวงกลมที่กลางห้องมีโต๊ะกลมวางไว้ บนโต๊ะเต็มไปด้วยเอกสารวางเป็นตั้งๆ ด้านหลังโต๊ะมีคนแคระชายหญิงหลายสิบคนกำลังพูดคุยกับคนเผ่าพันธุ์อื่น
    วาสสังเกตดูพักหนึ่ง การจะไปคุยกับเจ้าหน้าที่คนแคระหญิงไม่จำเป็นต้องต่อแถว แต่พวกเขาใช้ระบบบัตรคิว ชายหนุ่มเดินไปที่ตู้ไม้สีน้ำตาลและดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา บนกระดาษเขียนไว้ด้วยเลข 352
    ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองป้ายไม้ที่แขวนไว้เหนือโต๊ะกลม ตอนนี้พึ่งถึงคิวที่ 212 กว่าจะถึงรอบของชายหนุ่มคงอีกนาน วาสเดินไปถามทางไปห้องน้ำกับทหารยามที่หน้าประตูและแสร้งเดินไปเข้าห้องน้ำแต่ที่จริงเขาแอบกลับเข้าไปในโลกมิติต่างหาก
    หลายวันมานี้โลกมิติเปลี่ยนไปมาก จากที่เคยเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าก็เริ่มเต็มไปด้วยพืชพรรณมากมาย ที่ด้านหนึ่งเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างที่มีรูปร่างคล้ายบ้านเห็ดที่ทำขึ้นจากไม้ ที่นั่นคือหมู่บ้านของเผ่าพันธุ์วีด ที่ด้านข้างหมู่บ้านคือทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีน้ำใสสะอาดอยู่จนเต็มที่ก้นสระมีพืชที่รูปรูปร่างคล้ายสาหร่ายเกิดขึ้นเต็มไปหมดและกำลังมีซากทัพหลายตัวช่วยกันขุดดินเป็นทางยาวโดยมีชาววีดหลายคนคอยควบคุม ดูเหมือนพวกเขาจะต้องการสร้างแม่น้ำเพื่อส่งน้ำให้ไหลไปที่อื่นอีก ส่วนสุดท้ายที่พึ่งสร้างขึ้นคือ สวนสมุนไพรของเผ่าพันธุ์วีด ซึ่งเต็มไปด้วยสมุนไพรหลายชนิด บางชนิดวาสไม่เคยพบเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ
    ชายหนุ่มตรงไปยังหมู่บ้านเห็ดของเผ่าพันธุ์วีด ชาววีดต่างทักทายวาสด้วยรอยยิ้มและเขาก็ยิ้มตอบกลับ ที่ท้ายหมู้บ้านมีบ้านเห็ดที่ดูจะเป็นบ้านที่ใหญ่โตที่สุด ซึ่งคือที่พักของผู้เฒ่าเวนก้าและด้านข้างก็มีบ้านเห็ดสีขาวที่ชาววีดสร้างขึ้นสำหรับวาสและไป๋ฟางอยู่ด้วย
    ที่ลานหน้าบ้านวาสเห็นผู้เฒ่าเวนก้า ไป๋ฟางและโตโต้นั่งอยู่ด้วยกัน พอเห็นวาสเดินเข้ามาพวกเขาก็เอ่ยทักทาย ชายหนุ่มเดินไปนั่งข้างๆไป๋ฟาง บนมือหญิงสาวมีสมุดเล่มหนาในนั้นจดไว้ด้วยตัวอักษรมากมาย หลายวันมานี้นอกจากช่วยชาววีดปลูกพืชต่างๆ ไป๋ฟางก็ยังแบ่งเวลามาศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับการปรุงยาและพันธุ์พืชกับผู้เฒ่าเวนก้าด้วย
    ส่วนโตโต้ก็หมกมุ่นอยู่กับเครื่องไม้เครื่องมือหลายอย่าง อีกไม่นานวาสก็คงจะได้เห็นสิ่งประดิษฐ์ชนิดใหม่ของเขา
    “โอ้! ท่านวาสเดินทางถึงอาณาจักรคนแคระแล้วหรือขอรับ”โตโต้ถามอย่างตื่นเต้น เขาอยากจะไปที่อาณาจักรของคนแคระนานแล้วเพราะวิทยาการของเผ่าพันธุ์คนแคระรุดหน้าไปมากตั้งแต่เจอกับเผ่าพันธุ์มนุษย์
    ไป๋ฟางและโตโต้เริ่มรู้สึกเบื่อที่ต้องอยู่แต่ในโลกมิติ ถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น หากให้ทำอะไรซ้ำๆซากๆก็เบื่อหน่ายเหมือนกัน


    วาสจึงบอกว่าหากจัดการธุระเรียบร้อยแล้วจะพาพวกเขาเที่ยวในอาณาจักรคนแคระ แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่าเพราะทั้งคู่ไม่ได้ทำประวัติเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย แต่คิดถึงตรารูปค้อนที่วาสมีก็คงไม่เป็นไร หากจนตรอกจริงๆค่อยอ้างชื่อฟอร์คหรือไออ้อนให้มาช่วยก็ได้
    วาสนั่งเล่นอยู่ในโลกมิติรอเวลา เมื่อคิดว่าใกล้ถึงคิวของเขาแล้วชายหนุ่มก็ออกจากโลกมิติและกลับเข้าไปหอคอยหินสีน้ำตาลเข้มอีกครั้ง
    มองป้ายไม้ที่แขวนไว้เหนือโต๊ะกลมที่ตอนนี้เป็นเลข 352 ของเขาพอดี ชายหนุ่มรีบตรงไปยังเจ้าหน้าที่ชายที่วาสอยู่และยื่นบัตรคิวให้
    “ขอดูใบรับรองด้วยขอรับ”วาสยื่นตรารูปค้อนไปให้ เป็นอีกครั้งที่เขาเห็นคนแคระตัวแข็งทื่อ เจ้าหน้าที่คนแคระหนุ่มถามเสียงสั่นว่า
    “เอ่อ..ไม่ทราบว่าต้องการติดต่ออะไรหรือขอรับ”
    “ผมต้องการพบคุณไออ้อนครับ”สิ้นคำคนแคระรอบข้างหันมองชายหนุ่มชาวมนุษย์กันพรึ่บ!
    วาสรู้สึกเกร็งกับสายตาที่จ้องมาแต่แกล้งทำป็นนิ่ง คนแคระหหนุ่มที่รับหน้าที่พูดคุยกับวาสรู้สึกเหมือนจะเป็นลม ลำบากคนแคระชราที่เป็นหัวหน้าต้องออกมารับหน้าวาสแทน
    “อะแฮ่ม!...ท่านบอกว่าต้องการพบท่านไออ้อนหรือขอรับ”วาสผงกหัว คนแคระชรามองตรารูปค้อนในมืออย่างถี่ถ้วน หลังพบว่าเป็นของจริง เขาก็ผายมือเชิญวาสไปที่ห้องรับร้องที่อยู่ชั้นบนของหอคอยหินสีน้ำตาลเข้ม
    ภายในห้องมีเก้าอี้นวมหรูบนผนังประดับไปด้วยชิ้นส่วนของมอนเตอ์หลายชนิด รอบห้องเต็มไปด้วยชั้นวางหนังสือที่มีหนังสืออัดแน่นจนเต็มชั้น คนแคระชรานำแก้วใส่น้ำมาวางทีหน้าวาสแล้วพูดว่า
    “กรุณารอสักพักนะขอรับ แล้วข้าจะกลับมา”วาสรับคำ เขานั่งรออยู่ในห้องเงียบๆแต่นั่งเฉยๆเขาก็รู้สึกเบื่อจึงเดินไปหยิบหนังสือที่สนใจออกมาอ่าน
    รอนานกว่า 2 ชั่วโมง คนแคระชราก็กลับมาที่ห้องอีกครั้ง วาสมองคนแคระชราด้วยสีหน้าหงุดหงิดที่ปล่อยให้เขานั่งรอตั้ง 2 ชัวโมง คนแคระชราที่เห็นวาสไม่พอใจก็เหงื่อตกรีบเชิญวาสเดินขึ้นชั้นบน
    ชั้นด้านบนคือห้องโล่งที่มีประตูล้อมรอบหลายสิบบาน แต่ละบานมีสีที่แตกต่างกัน คนแคระวัยชราเชิญวาสเข้าไปในประตูบานสีน้ำตาลและปล่อยให้เขาเข้าไปคนเดียวจากนั้นจึงปิดประตู
    วาสรู้สึกเหมือนกับลังถูกดึงขึ้น บนหัวมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดคล้ายมีอะไรกำลังหมุน คาดว่านี้คงเป็นลิฟต์ที่คนแคระทำขึ้นเพื่อส่งคนขึ้นไปบนชั้นที่สูงขึ้นไปโดยใช้รอกดึง
    รอคอยไม่นานความเคลื่อนไหวก็หยุดลงพร้อมๆกับประตูที่ถูกเปิดออก
    “สวัสดีเจ้าหนู…”ม่านตาวาสขยายกว้าง จากนั้นริมฝีปากก็กลายเป็นยิ้มกว้าง
    “สวัสดีตาแก่...”




    “ฮ่าๆไม่คิดว่าเจ้าจะเป็นฝ่ายมาหาข้าอย่างนี้นะ”ไออ้อนหัวเราะร่วนเดินนำทางวาส หลังเปิดประตูออก ทำให้วาสพบว่าเขาอยู่จุดสูงสุดของภูเขาค้อนทอง สังเกตได้จากปากภูเขาที่เปิดโล่งจนเห็นท้องฟ้าสีคราม ชั้นสูงสุดของมหานครใต้พิภพคือปราสาทเหล็กหลังโตและวาสก็กำลังเดินอยู่ในห้องโถงสีเงินที่ทอดยาวเข้าไปในปราสาท รอบข้างคือทหารคนแคระที่ยืนนิ่งราวกับหุ่นตลอดสองข้างทาง
    ถึงแม้จะรู้ว่าไออ้อนไม่ใช่คนแคระแก่ธรรมดา แต่เห็นอย่างนี้วาสก็อดอึ้งไม่ได้จึงถามไปว่า
    “ตกลงคุณเป็นใครกันแน่ต่าแก่?”
    “ข้าคือใครหรือ?...ข้าก็แค่คนแคระแก่ๆธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้นแหละเจ้าหนู”
    “คนแคระแก่ๆธรรมดาๆที่ไหนเขามาอาศัยอยู่บนวังหลังโตแบบนี้กัน”
    “อ้อ!...พอดีว่าข้าเป็นคนแคระแก่ๆธรรมดาๆที่พ่วงตำแหน่งอดีตราชาของเผ่าพันธุ์ด้วยนะ”
    “!!!!”
    “แล้วปู่ไปทำอะไรที่เมืองเดสซ่ากัน”
    “โธ่! ให้อยู่แต่ที่บ้านข้าก็เบื่อเป็นนะ แล้วตอนนั้นเผ่าพันธุ์ข้าและเผ่าพันธุ์เจ้าก็พึ่งเป็นพันธมิตรกันใหม่ๆ ข้าก็ต้องไปสอดส่องวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพันธมิตรบ้างสิ”วาสนิ่งแล้วยื่นตราที่ได้รับมาจากฟอร์คจากนั้นก็ถามว่า
    "แล้วตรานี่คือ?"
    "อ้อ! ตรานั่นเป็นตราของตัวแทนราชาคนแคระนะ ฟอร์คคงให้เจ้ามาสินะ เจ้านั่นนะเดิมเป็นบุตรของสหายข้าและก็เป็นองครักษ์ของลูกชายข้าด้วยแต่ลาออกไปแล้วข้าเลยให้ตรานั่นติดตัวไว้ ในเมื่อเขายกให้เจ้าแล้ว งั้นต่อไปเจ้าก็เก็บตรานี้ไว้เลยละกัน"
    ชายหนุ่มเผ่ามนุษย์เดินเหม่อจนเดินตามไออ้อนไปแบบไม่รู้ตัว แล้วมาหยุดที่ห้องอาหารกว้างที่มีโต๊ะยาวขนาบด้วยเก้าอี้ไม้ติดเบาะชั้นดี
    บนโต๊ะประกอบไปด้วยคนแคระวัยกลางคนชายหญิงที่สวมผ้าคลุมไหล่สีแดงทั้งคู่ อีกด้านหนึ่งก็มีคนแคระชายหญิงวัยเยาว์อีกคู่หนึ่ง คนแคระหญิงคนหนึ่งดูคุ้นหน้าคุ้นตาวาสก่อนที่เขาจะจำได้ว่าเคยพบเธอครั้งปางตายอยู่ป่าหมาป่ากะโหลกใกล้เมืองเดสซ่า
    “เจ้ามาได้เวลาเหมาะสมพอดีเจ้าหนูวาส มาๆ มาทานอาหารพร้อมครอบครัวข้ากันเถอะ”ไออ้อนเดินไปนั่งหัวโต๊ะและเอ่ยแนะนำสมาชิกครอบครัวทีละคน คนแรกคือคนแคระวัยกลางคนที่สวมผ้าคลุมไหล่สีแดงมีชื่อว่า ไอก้า ลูกชายของไออ้อนและราชาองค์ปัจจุบันของเผ่าพันธุ์คนแคระ คนแคระหญิงวัยเดียวกันที่นั่งอยู่ข้างๆคือ อานา ราชินีแห่งเผ่าพันธุ์คนแคระ ส่วนอีกสองคนคือ ไอดินและไอริน องค์ชายและองค์หญิงของเผ่าพันธุ์คนแคระ
    วาสทักทายทุกคนอย่างสุภาพและพวกเขาก็ตอบรับด้วยรอยยิ้ม คาดว่าก่อนหน้านี้ไออ้อนคงเล่าเรื่องราวของวาสให้ฟังกันบ้างแล้ว แต่ไอดินกลับมองวาสด้วยสายตาแปลกๆ
    “นี้ปู่ ผมขอพาเพื่อนออกมาทานอาหารด้วยได้ไหม?”
    “เอาสิๆ ยิ่งคนเยอะยิ่งทานอาหาร ว่าแต่เจ้ามีเบียร์ของพวกมนุษย์พกติดตัวมาบ้างไหม ตั้งแต่มาอยู่ที่นี้ข้าแทบไม่ได้ลิ้มรสมันอีกเลย”วาสนำถังเบียร์ออกมา ไออ้อนตาลุกวาวรีบกุลีกุจอไปถือไว้ด้วยตัวเองกอดจูบลูบคลำราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า
    ชายหนุ่มชาวมนุษย์เรียกใช้วังวนมิติ ครอบครัวของไออ้อนมองวังวนด้วยสายตาสนใจ เขาใช้เวลาชั่วครู่ไปเรียกไป๋ฟางและโตโต้ออกมา
    ทั้งคู่ต่างออกมาทานอาหารตามคำเชิญ แต่พอรู้ว่ากำลังได้ร่วมโต๊ะกับครอบครัวของราชาก็ตัวเกร็ง เดือดร้อนครอบครัวของไออ้อนต้องชวนพูดคุยสร้างความสนิทสนม
    ในท้ายที่สุดพวกเขาก็เริ่มเปิดใจพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน โตโต้พูดคุยกับราชาไอก้าอย่างถูกคอ เพราะทั้งคู่ต่างมีอาชีพใกล้เคียงกัน โตโต้มีอาชีพนักประดิษฐ์ขั้นสูง ส่วนไอก้ามีอาชีพนักสร้างอาวุธขั้นสูง ด้านไป๋ฟางก็คุยกับราชินีอานาและองค์หญิงอย่างสนุกสนานและเรื่องที่คุยก็คงไม่พ้นเรื่องของผู้หญิง
    เหลือเพียง 3 คนคือไออ้อน ไอดินและวาส คนแคระชราตอนนี้เอาแต่ยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มอึกๆและร้อง ฮาห์ ออกมาไม่ขาดปาก ส่วนไอดินก็เอาแต่จ้องวาสเขม็ง จนทำให้ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกไม่ดีจึงหันไปชวนไออ้อนคุยว่า
    “ยังไงผมก็ต้องขอบคุณปู่ด้วยนะ เรื่อง..น้ำยานั่น”สิ่งที่วาสพูดถึงก็คือเศษเสี้ยวโลหิตของผู้สร้างที่ไออ้อนนำมาช่วยชีวิตเขา
    “เรื่องเล็กน้อยๆ เอาไว้เจ้ามาตอบแทนข้าทีหลังก็แล้วกัน”ไออ้อนโบกมือหยอยๆ แต่ไอดินกลับทุบโต๊ะดังปัง! เรียกความสนใจจากทุกคน
    “แต่ข้าไม่ยอมรับ..เดิมทีสิ่งนั้นมันควรจะเป็นของข้า! แต่ท่านปู่กลับยกให้เจ้ามนุษย์นี้”
    “ไอดิน!!”ไอก้าและไออ้อนกล่าวเสียงเข้ม ใบหน้าของไอดินมืดครึ้มจ้องไปที่วาสอย่างกล่าวโทษ เอ่ยเสียงดังกับเขาว่า
    “ท่านจะต้องมาประลองกับข้า! หากท่านชนะข้าได้ข้าจะถือว่าท่านคู่ควรพอที่จะได้รับสิ่งนั้นและข้าจะไม่ถือโทษโกรธท่านอีกต่อไป!!”







    คล้ายกับเรื่องKing of world ราชันแห่งพิภพ ที่คุณอ่าน