ผ่านไป 5 นาทีเขารู้สึกว่าหลังของเขาราวกับกำลังโดนไฟเผา เมื่อหันไปมองเขาเห็นเพียงคลื่นความร้อนที่สูงเสียดฟ้า หากวัดจากระยะทางระหว่างเขากับมันแล้วคงห่างกันอีกไม่เกิน 20 กิโลเมตร
แค่ไม่กี่นาทีต่อจากนี้เขาจะถูกฆ่าโดยคลื่นความร้อน
โจวิ่งพร้อมกับแผ่จิตสัมผัสออกไปอย่างเต็มพิกัด เขาไม่ต้องการตายอย่างไร้ความหมาย อย่างน้อยหากเขาจะตายเขาก็ต้องตายเพราะสู้จนตาย
โจเริ่มรู้สึกถึงความสิ้นหวัง เขาไม่พบสถานที่สำหรับหลบซ่อนใดๆเลย เขาได้แต่วิ่งหนีอย่างสิ้นหวัง
ตอนนั้นเอง…จิตสัมผัสของเขาสัมผัสได้ถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งมันอยู่ลึกลงไปในใต้ดิน แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตเช่นกัน แต่ว่าด้วยความเร่งรีบเขาไม่สนใจว่าจะเป็นใคร หากเป็นพวกกอลเอลก็แค่ต้องจัดการเด็ดขาด
โจไปถึงสถานที่แห่งนั้น มันเป็นก้อนหินขนาดใหญ่แต่ว่าตรงกลางมีก้อนหินปิดเอาไว้อีกชั้นหนึ่งหากไม่ใช้จิตสัมผัสก็คงไม่รู้เลยว่ามีทางเข้าอยู่ที่นี่
แม้ว่าหินก้อนนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าตัวเองแต่ด้วยความแข็งแกร่งแล้วมันก็เป็นเหมือนก้อนกรวดเท่านั้น เขายกมันออกก่อนจะพบทางเข้าซึ่งมีทางเดินลงไปด้านล่าง
เขาไม่สนใจอะไรอีกต่อไป รีบเข้าไปทันทีพร้อมกับปิดทางเข้าด้วยหินก้อนเดิม
เมื่อหินได้ปิดทางเข้า เขาก็พบแต่ความมืดมิดแต่ว่าความรู้สึกไม่สบายใจได้หายไปแล้ว
คลื่นนนนนน…!! เปรี้ยง!!
เสียงของคลื่นความร้อนได้เข้าไปมาใกล้ทำให้เกิดแผ่นดินไหว โจไม่คิดอะไรอีกต่อไปและควบแน่นพลังให้ออกมาเหนือฝ่ามือ พริบตามันกลายเป็นลูกไฟสีขาวบริสุทธิ์ส่องแสงสว่างปัดเป่าความมืดมิดเมื่อสักครู่ให้หายไป
ภาพตรงหน้าของเขาเป็นทางเดินหินลงไปข้างล่าง เหมือนว่าที่แห่งนี้จะถูกขุดขึ้นมาเพื่อหลบคลื่นความร้อน อย่างไรก็ตามใครกันล่ะที่เป็นคนขุด? ต้องไม่ลืมว่าดาวเคราะห์ดวงนี้แห้งแล้งและไร้สิ่งมีชีวิต
จิตสัมผัสของเขาได้แผ่ขยายออกไปและสัมผัสได้ถึงสิ่งมีชีวิตและดูเหมือนว่าพลังชีวิตที่อีกฝ่ายส่งออกมาแผ่วเบามากราวกับกำลังใกล้ตาย
อย่างไรก็ตามเขารู้สึกคุ้นเคยกับพลังชีวิตนี้มาก
“คายเฟอร์!!” โจอุทานออกมาก่อนจะรีบพุ่งลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว
ความลึกของมันประมาณสิบเมตรเท่านั้น เขามาถึงด้านในสุดมันเป็นเหมือนห้องโล่งๆที่ไม่มีอะไรเลย แสงสว่างของลูกไฟเหนือฝ่ามือสาดส่องไล่ความมืด เขาเห็นร่างๆหนึ่งนั่งพิงกำแพงหินเหยียดขาตรงและหัวก้มลง
ร่างนั้นไม่ใช่ใครที่ไหนเขาคือคายเฟอร์ เพื่อนรักของโจ ร่างกายสีเขียวของเขาซีดเซียวอย่างมากราวกับกำลังจะตายได้ทุกเมื่อ
โจโยนลูกไฟในมือให้ลอยด้านบนที่โล่งให้มันทำหน้าที่เป็นหลอดไฟแล้วรีบเข้าไปดูอาการเพื่อนของตน
“คายเฟอร์…คายเฟอร์!!” โจเขย่าตัวคายเฟอร์ แต่ว่าเขากลับนิ่งเงียบและยังไม่รู้สึกตัว
โจสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่กำลังมอดดับ เพื่อนของเขากำลังจะตาย…
โจขมวดคิ้ว เขาคิดอย่างรวดเร็วว่ามีทางไหนที่จะช่วยเพื่อนของตนได้บ้าง
โจกดนาฬิกาข้อมือเพื่อจะส่งสัญญาณให้คนบนยานบัญชาการมารับแต่ว่าเมื่อพยายามจะติดต่อไปกลับได้ยินเพียงเสียงซ่าๆเท่านั้น ดูเหมือนว่าคลื่นความร้อนยังไม่ผ่านไป
เขารู้สึกได้ว่าผืนดินกำลังสั่นสะเทือนเล็กน้อย คาดว่าตอนนี้เขาอยู่ใจกลางคลื่นความร้อนหากออกไปตอนนี้ได้ตายในพริบตาแน่นอน
เขานั้นออกตามหาโดยที่ไม่ได้เอาเสบียงติดตัวมาด้วย เพราะผู้มีพลังสามารถอดอาหารและน้ำได้ค่อนข้างนานอยู่ที่ความแข็งแกร่งของแต่ละบุคคล
“คายเฟอร์!!” โจเขย่าตัวคายเฟอร์พลางตะโกนเรียกต่อไปโดยหวังว่าเขาจะรู้สึกตัว
ก่อนหน้านั้นคายเฟอร์รู้ดีว่าตัวเองคงไม่รอดแล้วแน่ๆ ไม่ว่าจะพยายามทำอะไรก็ไม่สามารถหนีไปได้ ยานอวกาศของเขาได้ถูกทำลายโดยพวกกอลเอล ส่วนเสบียงและน้ำได้หมดไปเมื่อเดือนที่แล้ว
ยามที่ร่างกายเริ่มอ่อนแอลงเขาก็นึกถึงวันเก่าๆ นึกถึงเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ เพื่อนสนิทของเขา…โจ
และเมื่อเวลาผ่านไปเขาก็ไม่สามารถประคองสติได้อีกต่อไปจึงหมดสติลงและรอความตายอย่างเงียบๆ
อย่างไรก็ตามไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน เขาเริ่มรู้สึกตัวอีกครั้ง ลำคอของเขาแห้งผาก…ร่างกายไร้เรี่ยวแรง เขาได้ยินเสียงที่ดังก้องอยู่ในหูของตนเอง ซึ่งกำลังเรียกชื่อเขา
เขาคิดว่าคงเป็นเสียงของเพื่อนร่วมรบคนอื่นๆที่ตายจากไปและได้มารับเขาไปอยู่ด้วย แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆเขาก็เห็นคนตรงหน้า
“จะ…โจ?” เสียงแหบแห้งผสมกับความไม่อยากเชื่อดังออกมาจากปากของเขา
เมื่อเห็นว่าคายเฟอร์ฟื้นขึ้นมาแล้วโจก็รู้สึกดีใจจนเผลอยิ้มออกมา “อดทนไว้ แกอย่าเพิ่งตายเด็ดขาด ถ้าแกทนอีกสักสองชั่วโมงไม่ได้แล้วตายไปล่ะก็ชั้นจะไปเปิดฝาโลงแล้วด่าแกซะ!!”
“ฮะๆ” คายเฟอร์หัวเราะด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง สองชั่วโมงเขาทนไหวอยู่แล้ว ถ้าแค่นี้ยังทนไม่ได้เขาคงไม่เหมาะสมกับฉายา ‘รถถัง’ ที่ได้มาอย่างแน่นอน
เมื่อรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝันแล้วเพื่อนรักของตัวเองได้มาช่วยเหลือ เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองรอดตายแล้ว
อย่างไรก็ตามเขาก็ยังรู้สึกโศกเศร้า เพราะเพื่อนร่วมรบที่มาด้วยกันได้ตายกันไปหมดเหลือเพียงเขาคนเดียว เขาได้แต่โทษตัวเองที่พาทุกคนมาตาย
ถ้าไม่รับภารกิจนั้นมา…ทุกคนคงไม่ต้องมาตายแบบนี้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ น้ำตาของเขาก็ไหลออกมา ทุกคนในน่วยของเขาร่วมเป็นร่วมตายกันมานานแต่ว่าตอนนี้เหลือเขาตัวคนเดียว เขาไม่รู้ว่าจะมีหน้าไปสู้กับครอบครัวของคนในหน่วยที่ตายไปอย่างไร
โจเห็นคายเฟอร์กำลังร้องไห้ เขาก็ถอนหายใจออกมา เขาเข้าใจความรู้สึกนั้นดีว่าเป็นอย่างไร ในอดีตเขาเคยสูญเสียพวกพ้องไปหลายคน ทำเอากินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน
โจไม่สามารถช่วยเหลือคายเฟอร์ได้ สิ่งที่เขาทำได้ก็คือตบไหล่เบาๆเป็นการปลอบและให้กำลังใจ
การสูญเสีย คนรัก พวกพ้องโดยเฉพาะคนที่เคยผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน เป็นเรื่องยากที่จะทำใจได้ มันต้องใช้เวลานานพอดูกว่าจะปล่อยวางได้
เวลาผ่านไปประมาณ 20 นาที แรงสั่นสะเทือนค่อยๆหายไป คลื่นความร้อนได้ผ่านไปแล้ว แต่ว่ายังไม่สามารถออกไปได้ เพราะความร้อนที่หลงเหลือจากคลื่นความร้อนต้องใช้เวลากว่าอุณหภูมิจะลดลงเป็นปกติ
จากนั้นเวลาก็ผ่านไปอีกราวๆชั่วโมงเล็กน้อย โจได้กลับขึ้นไปข้างบนและยกหินออก เขาก็พบว่าความร้อนได้กลับมาเป็นปกติ เขาจึงส่งสัญญาณไปหาพวกมายด์ให้ส่งยานมารับ
เมื่อคนบนยานบัญชาการได้รับข้อความทุกคนต่างก็โล่งอกที่หัวหน้ายังมีชีวิตอยู่ จากนั้นก็ส่งยานล่องหนมารับโจและคายเฟอร์กลับไปที่ยานบัญชาการ