อุทัยนอนนิ่ง เหม่อมองเฒ่าปักษาวายุถูกปราณปักษาอัคคีเผาไหม้ ท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิดดวงปราณสีเขียวระเบิดส่งรัศมีเพลิง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือสัญญาณสื่อสารที่ตาเฒ่าส่งหาพวกพ้องก่อนมันจะหนีจากไป
สภาพของอุทัยบาดเจ็บสาหัส กระดูกทั่วตัวไม่รู้แตกหักเป็นกี่ท่อนต่อกี่ท่อน เลือดทะลักออกทางทวารทั้งเจ็ด เส้นชีพจรภายในร่างกายก็สะบั้นขาดเหลือเพียงหนึ่งในสิบส่วน
ภาพที่เบื้องหน้าเป็นแสงสีแดงด้วยเปลวอัคคี แต่ปราศจากความร้อนใดๆ ทั้งสิ้น มีเพียงความชุ่มชื่นชุ่มฉ่ำอย่างแปลกประหลาด
ดวงหน้างดงามของดรุณีแรกรุ่นลอยเด่นตรงหน้า ดวงตาโศกซึ้งจ้องมองด้วยความห่วงหา สัมผัสแผ่วเบาผ่านฝ่ามืออ่อนโยนลูบไล้บนผิวหน้า
อุทัยเหลือลมหายใจแผ่วเบา โคจรปราณ ‘เทวะแท้จริง’ ไปตามชีพจรหลัก คนตกอยู่ในภวังค์ไม่สนใจเรื่องราวภายนอก จิตเกิดสมาธิจดจ่อกับจุดเส้นชีพจรภายในร่างกาย
ปราณ ‘เทวะแท้จริง’ พลังเทวะบริสุทธิ์ของ ‘อาเมตีส์เทวี’ เทวาบรรพกาลจริงแท้ เป็นปราณหลักค่อยๆ ก่อร่างซ่อมแซมจุดชีพจรและเส้นลมปราณขึ้นใหม่ ปราณสีพลอยชมพูสดใสภายในจุดชีพจรหลักทั้งแปดชักนำพลังปราณทั้งสอง คือ ปราณ ‘อรุณโรจน์’ โดยแก่นชีวะ ‘พุทธอรุณ’ จากดวงจิต เป็นสีทองจรัสร้อนแรงบริสุทธิ์ และปราณ ‘อสูรบรรพกาล’ ก่อกำเนิดใหม่จากวิญญาณ มีสีดำสนิทเย็นเยือกภายในมีละอองทองระยิบวิ่งพล่านอยู่ ทั้งสามปราณต่างถูกถ่ายเทออกมาทางไขกระดูกของแนวสันหลัง
จุดชีพจรหลักทั้งแปดอันแน่นไปด้วยขุมพลังปราณทั้งสาม ที่เชื่อมต่อด้วยเส้นชีพจรเป็นปราณแขนงเก้าเส้นหมุนวนกันเป็นสามเกลียวสามสี หนึ่งชมพูพลอยเรืองรอง หนึ่งทองเรืองจรัส และอีกหนึ่งดำสนิทประกายละอองทอง
ญานินดาคุกเข่าอยู่ข้างกายของอุทัย แสงสว่างสีแดงที่พุ่งสู่ท้องฟ้าหายไปเหลือแค่เปลวอัคคีบริสุทธิ์แผ่ออกมาจากร่างกาย
.. เปรี๊ยะ ! .. เปรี๊ยะ ! .. ปร๊ะ !
เปลวอัคคีรอบกายนางกลับปะทุออกสลับกับการอ่อนโทรมของพลัง
เนื่องมาจากการรวมรั้งดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์ที่ยังไม่สมบูรณ์ นางมีดวงจิตเพียงแค่เจ็ดส่วน และถูกรบกวนจากเฒ่าปักษาวายุ ทั้งยังปล่อยพลังทำลายล้างก่อนเวลาอันสมควร
.. กระแสพลังแห่งปักษาอัคคีของนางยังไม่เสถียร !!!
ญานินดายกร่างอุทัยขึ้นมาโอบกอดไว้ นางจำได้เพียงว่าบุคคลผู้นี้คือผู้ให้กำเนิด เห็นสภาพน่าเวทนาของอุทัยทำนางจิตใจปั่นป่วน ยิ่งทำให้เปลวอัคคีกระเพื่อมไหวและปะทุอย่างรุนแรง หากเป็นเช่นนี้สืบไปต้องเกิดผลร้ายแรงแล้ว
น้ำใสบริสุทธิ์หยดร่วงจากดวงตาอันโศกซึ้ง นางระเบิดพลังอัคคีบริสุทธิ์ออกเป็นทรงกลมสีแดงสด ห่อหุ่มร่างกายของนางและอุทัยที่อยู่ในวงแขนเอาไว้
ยิ่งมาพลังอัคคีบริสุทธิ์ที่ปะทุออกยิ่งรุนแรง ญานินดารู้สึกแสบร้อนไปทั่วผิวกาย ทั้งภายในก็รู้สึกร้อนลวก ความร้อนแรงแผ่ไปถึงจิตวิญญาณ
.. ทั้งสองอยู่ในก้อนอัคคีทรงกลมวางอยู่กลางป่า ส่งสีแดงเข้มข้นดังดวงอาทิตย์ดวงเล็กดวงหนึ่ง
น้ำตาหยดเล็กยังร่วงหล่นลงจากดวงตาตกลงบนวงหน้าของอุทัย หยดน้ำตานั้นกลับไม่ถูกพลังร้อนแรงของอัคคีเผาผลาญ ไหลกลิ้งอยู่ไปมา
ญานินดาหลับตาก้มหน้าลงประทับริมฝีปากสีแดงสดใสลงบนปากอันแน่นิ่งของชายหนุ่ม
.. จุมพิตแห่งปักษาอัคคี !!!
ริมฝีปากแนบชิดติดกัน ..
อุทัยเสนอรับอย่างลืมตัว ..
วงแขนของญานินดากระชับรัดรั้งอุทัยไว้ ..
.. และแล้ว !!! .. สิ่งมหัศจรรย์พลันบังเกิดขึ้น...
พลังที่ไม่เสถียรและเป็นส่วนเกินของญานินดาถูกถ่ายออก พลังอัคคีแห่งชีวิตนิรันดร์ไหลเข้าสู่ร่างกายของอุทัยผ่านไปสู่จุดชีพจร
จุดชีพจรและเส้นลมปราณเกลียวทั้งสามของอุทัยที่กำลังสร้างขึ้นใหม่ ได้รวมรั้งกับพลังอัคคีปราณอันมหาศาล อัดแน่นจนขยายใหญ่ขึ้น .. ใหญ่ขึ้น .. และใหญ่ขึ้น
.. เปรี๊ยะ ! .. เปรี๊ยะ ! .. เปรี๊ยะ !
ขุมพลังทั้งสามของอุทัยที่จุดชีพจรหลักทั้งแปดพลันพองตัวขยายออก พลังปราณทั้งสามวิ่งกระจายไปผ่านเส้นชีพจรเกลียวแล้วขยายตัวบีบรัดกระชับกันแน่นหนา
ปราณอัคคีแห่งชีวิตนิรันดร์ยังถ่ายทอดผ่านริมฝีปากเข้ามาไม่หยุดยั้ง อุทัยโคจรพลังปราณตามหลัก ‘ปฐมอัฏฐะจักรา’ นับสิบๆ วัฎ
ปราณอัคคีนั้นถูกดูดรั้งเข้าเส้นปราณ ‘เทวะแท้จริง’ แล้วจึงถูกแปรเปลี่ยนเป็นปราณสีพลอยชมพูสดใสจำรัส พลังปราณถูกส่งกลับสู่ริมฝีปากของญานินดา
ญานินดารับพลังกลับคืนอย่างดูดดื่มราวหิวกระหายมานับหมื่นแสนปี พลังปราณมีคุณสมบัติดัง ‘วารีต้นกำเนิดแห่งชีวิต’ ของเทวะบรรพกาล และนั่นคือสาเหตุสำคัญของการรวมกันของดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์ทั้งเจ็ด
พลังปราณที่ได้รับทำให้พลังอัคคีภายในของญานินดาสมดุลขึ้น ดวงจิตทั้งห้าที่รับเข้ามาใหม่ก็กลืนผสานแนบกับดวงจิตของญานินดาจนเป็นเนื้อจิตเดียวกัน
พลังอัคคีของญานินดาไม่ปะทุออกแล้ว แต่ค่อยๆ เพิ่มพูนความเสถียรขึ้นเรื่อยๆ ทั้งคู่รู้สึกชุ่มชื่นไปถึงดวงวิญญาณ
ริมฝีปากของทั้งสองยังแนบสนิท การถ่ายทอดและหมุนวนพลังของทั้งสองดำเนินไปไม่รู้กี่ร้อยกี่พันรอบ
เส้นลมปราณของอุทัยเชื่อมกระจายไปยังจุดชีพจรทั้งหมด ทั้งจากล่างขึ้นบน จากบนลงล่าง ซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย สู่จุดชีพจรแขนงที่เล็กย่อยที่สุด
จุดและเส้นชีพจรยังสะสมพลังและขยายออกไม่มีทีท่าจะหยุดลง ร่างกายของอุทัยเรืองรองด้วยริ้วอักขระยันต์ทั้งสามสี
.. ไม่รู้เวลาผ่านไปนานเท่าไร .. และแล้ว
.. เปรี๊ยะ ! .. เปรี๊ยะ ! .. เปรี๊ยะ !
.. เปรี๊ยงงงงงงงง !!!! .. เกิดเสียงดังสนั่นภายในร่างกาย เส้นลมปราณสะสมพลังอัดแน่นจนเต็มปริ่มแล้ว
ยิ่งอุทัยมีพลังสมบูรณ์พร้อม พลังที่ส่งกลับยังญานินดาก็ยิ่งบริสุทธิ์สูงส่ง หลังจากดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์รวมกันอย่างสมบูรณ์ พลังปราณภายในยิ่งเพิ่มพูนกระจายไปทั่วร่างกายเปล่งปลั่ง
.. ญานินดาอิ่มเอมกายใจยิ่งนัก
ไม่มีทีท่าว่าทั้งสองจะแยกริมฝีปากออกจากกัน การหมุนวนของพลังดำเนินไปนับหมื่นๆ รอบ .. พลังปราณของทั้งคู่ยิ่งสะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีขีดจำกัด
อุทัยกลับมาสมบูรณ์พร้อม อวัยวะภายในกลับมาแข็งแกร่งกว่าเหล็กไหล ร่างกาย กระดูกและเนื้อหนังก็ไม่ด้อยกว่ากายาของมังกรศักดิ์สิทธิ์บนชั้นฟ้า
ญานินดาก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่า .. ร่างกายผิวพรรณมีสีชมพูเปล่งปลั่งพิสุทธิ์ ผมสีแดงชมพูสะบัดพลิ้วดังเปลวอัคคี พลังปราณปักษาอัคคีสวรรค์ก่อกำเนิดมิมีที่สิ้นสุด ปราณอัคคีทรงกลมที่ห่อหุ้มทั้งสองกลายเป็นสีแดงอมชมพูมีประกายวับวาม
.. จิตวิญญาณของทั้งคู่ตื่นขึ้น
.. ท่ามกลางโลกสีแดงชมพูเรืองรอง
.. จิตวิญญาณทั้งสองกอดฟัดรัดรึง ต่างเกี่ยวกระวัดรัดกันแนบแน่น
“ท่าน ..” เสียงจากดวงวิญญาณของญาณินดาเรียกหา
“…” ดวงวิญญาณของอุทัยกลับนิ่งสงบ แต่แผ่ความอบอุ่นสบายสายหนึ่งให้
“อ่ะ .. อึ่มมมม .. มมม ..” ดวงวิญญาณของญาณินดาส่งเสียงรับอย่างพึงพอใจ
.. เวลาดำเนินอย่างเชื่องช้า
.. ทั้งคู่ต่างสัมผัสแนบแน่นเข้าไปถึงดวงวิญญาณของกันและกัน
.. พลังไหลเข้าและถ่ายออก หมุนวนให้แก่กันไม่มีทีท่าจะอ่อนโทรมลง
เกิดความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของอุทัยขึ้นอีก
ในจุดและเส้นชีพจรของมันมีพลังปราณก่อกำเนิดไม่หยุดยั้ง ริ้วอักขระยันต์ทั้งสามสีส่งแสงเจิดจ้า
เส้นชีพจรเกลียวทั้งสามสายต่างหมุนวนกันและกัน ก่อเกิดเป็นเกลียวชีพจรบีบกระชับแน่น พลังภายในอัดเน้นจนถึงขีดสุดจวนจะระเบิดออกมา
.. อ๊ากกกก !!! ดวงวิญญาณของอุทัยร่ำร้อง
.. เปรี๊ยงงงงงงงง !!!! เกิดเสียงดังสนั่น ร่างกายอุทัยสั่นสะท้าน เส้นชีพจรเกลียวที่รัดแน่นระเบิดพองขยายในทันใด ก่อเกิดพลังตามมาอย่างมหาศาล
.. อุทัยบรรลุสู่ระดับ ‘มหาปราณ’ แล้ว !!!
พลังปราณก้าวข้ามไปสู่อีกระดับหนึ่ง เป็นสัดส่วนเพิ่มพูนนับร้อยเท่า พลังปราณและร่างกายไม่เคยกล้าแกร่งเช่นนี้มาก่อน
.. ดวงจิตสงบลง
.. ทั้งคู่เริ่มผ่อนคลาย
.. แต่ริมฝีปากของทั้งสองยังประกบกันอยู่
พลังปราณที่หมุนเวียนค่อยๆ ปรับระดับเป็นอ่อนลง ทั้งคู่ต่างกำลังปรับสมดุลของกันและกัน .. ดังเวลาช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้ายาวนาน
อีกราวชั่วโมงฟ้าจะสว่างแล้ว .. ในความมืดมิดของป่าใหญ่อุทัยรู้สึกตัวตื่น .. มันนั่งขัดสมาธิแน่นิ่ง ญานินดานอนขดอยู่บนตักโดยมีวงแขนของมันโอบกระชับไว้
ทั้งคู่เปลือยปล่าวไม่สวมเสื้อผ้าใดๆ เสื้อผ้าของอุทัยถูกเปลวอัคคีของญานินดาเผาไหม้เสียหมดสิ้น
“ฮืออออ .. คือเหตุการณ์จริงหรือนี่ ..” อุทัยกล่าวอุทาน เป็นมันไม่มั่นใจสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน .. ใช่เป็นความฝันหรือไม่?
อุทัยรู้สึกร่างกายและพลังปราณแข็งแกร่งขึ้น .. แข็งแกร่งอย่างหาเหตุผลมิได้ .. แล้วจึงเริ่มพิจารณาร่างที่หลับอยู่ในวงแขน
ญานินดานอนหลับอย่างสงบ ส่งลมหายใจแผ่วเบาลึกยาวอย่างสม่ำเสมอ ..
เปิดเผยให้เห็นเรือนร่างของดรุณีแรกรุ่น รูปโฉมได้สัดส่วนงดงาม ผิวกายเรียบลื่นขาวนวลอมชมพู ผมสีแดงชมพูสดใส ดวงตาหลับพริ้มดังเด็กน้อยผู้หนึ่ง
“ญานินดา ..” อุทัยเรียก
แต่นางไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมา
อุทัยยกยิ้ม “เด็กน้อย .. ช่างขี้เซายิ่งนัก ..”
มันเริ่มสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบกาย พบว่าตนเองยังอยู่บริเวณเส้นทางเกวียนเมื่อคืน
“ป่านนี้เจ้าธรรมกับลุงราชิตไปถึงตำบลใดแล้ว ..” มันกล่าวต่อญานินดาที่ยังหลับอยู่ในวงแขนมัน แล้วพิจารณาเรือนร่างอันงามพร้อม ผิวสัมผัสรัดรึงแนบชิด สรีระโค้งเว้าช่างเย้ายวนจนไม่สามารถละสายตาจิตใจไปสิ่งอื่นได้
“!!!” อุทัย
ทันใดนั้นมันเกิดลางสังหรไม่ดีนัก .. จึงทำการแผ่ขยายประสาทสัมผัสออกไปรอบตัว ..
ประสาทสัมผัสของมันยืดขยายออกดังใยแมงมุม มันยิ่งแปลกใจในประสาทสัมผัสของมันที่ขยายออก ทั้งกว้างและถี่ละเอียดมากกว่าเดิมไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า
อุทัยสำรวจพบขุมพลังกล้าแข็งไม่อ่อนด้อยกว่าตาเฒ่าปักษาวายุกว่าสิบจุด แบ่งออกเป็นสองกลุ่มมาจากทั้งทางทิศใต้และตะวันตก พวกมันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วอันสุดยอด และกำลังตรงมายังทิศทางนี้ .. กลุ่มที่ใกล้สุดอยู่ห่างเพียงหนึ่งโยชน์เท่านั้น
อุทัยครุ่นคิด ‘หรือเป็นสัญญาณที่ตาเฒ่าผู้นั้นส่งขึ้นท้องฟ้า .. อีกไม่ถึงสิบห้านาทีพวกมันต้องมาถึงที่นี่ ..’
มันไม่รอช้าโอบอุ้มญานินดาขึ้นมา ดรุณีน้อยยังนอนหลับไม่ยอมตื่น อุทัยกระชับนางไว้ในวงแขน ใช่ออกด้วยท่าร่าง ‘มายาอสูร’ ท่องทะยานไปทางทิศเหนือ ตรงไปยังแม่น้ำอุมาวดีที่มันจากมา
ร่างเปลือยเปล่าทะยานดังเงามายาไปตามยอดไม้ ในความมืดมองเห็นตูดดำๆ ของอุทัยโลดแล่นดังเทพวานรวายุ ภายในวงแขนโอบอุ้มร่างขาวเปลือยเปล่างดงามอย่างทะนุถนอม
เพียงชั่วครู่ก็ห่างจากจุกเดิมกว่าสามโยชน์ พวกมันบรรลุถึงริมแม่น้ำอุมาวดี อุทัยมองเห็นชุมชนหมู่บ้านจึงตรงดิ่งเข้าไป
.. หากมันทั้งคู่เปลือยเปล่าเช่นนี้จวบจนฟ้าสว่าง คงต้องอับอายไม่อาจสู้หน้าผู้คนแล้ว
ชาวบ้านตามชนบทต่างตื่นแต่เช้าตรู่ บ้างเริ่มจุดตะเกียงมีเสียงพูดคุยเล็ดลอดออกมา อุทัยตัดสินใจเลือกบ้านที่ใหญ่โตและมีฐานะเพื่อหาเสื้อผ้าสำหรับมันและญานินดา
บ้านหลังใหญ่ตากเสื้อผ้ามากมายอยู่ใต้ชายคา อุทัยหลบเข้าห้องเก็บฟืนหาผ้าสะอาดผืนใหญ่มาห่อคลุมกายญานินดาไว้ แล้วจึงออกไปเลือกเสื้อผ้าชุดเก่าๆ ที่เหมาะกับขนาดร่างกายของทั้งสอง
อุทัยกลับมายังไม่ทันสวมเสื้อผ้า ญานินดาก็ลืมตาตื่นขึ้น
อุทัยยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ในแสงสลั่วญานินดาดวงตาลุกวาว
“ว๊ายยยยย .. ท่านทำอันใดต่อข้า” นางกล่าวอย่างตกใจ
พบเห็นอุทัยเปลือยเปล่า .. ส่วนนางเองก็เปล่าเปลือย .. มีเพียงผ้าบางผืนหนึ่งปิดบังเรือนร่างไว้
ญานินดาทำการตรวจสอบร่างกายตนเองเป็นการใหญ่ ถึงแม้นางจะจดจำตนเองไม่ได้ แต่สัญชาตญาณของสตรีเพศมีอยู่ครบถ้วน
นางยิ้มเล็กๆ ร่างกายยังอยู่ครบสมบูรณ์ .. สิ่งที่ควรดำรงอยู่ ก็ยังดำรงอยู่ .. ไม่มีส่วนใดบุบสลายไป
อุทัยใช้สายตาแวววาวจ้องมองเรือนร่างเบื้องหน้า ทำหน้าตาหื่นกามกระเหี้ยนกระหือรือ พูดเสียงแหบว่า
“ฮี ฮี .. แม่สาวน้อย มาเป็นเมียข้าเถิด”
ผั๊วะ ! .. เสียงดังสนั่น !!!
“อ๊ากกก ..” อุทัยร่ำร้อง ฝ่ามือปักษาลอยมาประทับจนหน้าสะบัด รู้สึกชาด้านไปทั้งซีกหน้า
“โอยยยยย .. ข้าล้อเล่นดอกหนา ..” อุทัยร้องบอก มือลูบคลำใบหน้ามีรูปนิ้วทั้งห้าประทับอยู่เป็นรอยแดง
ญานินดากล่าว “ห้ามล้อเล่นเช่นนี้อีก .. เข้าใจหรือไม่ .."
อุทัยมือยังกุมหน้าอยู่ กล่าวว่า” เหตุใดถือเป็นจริงเป็นจังถึงเพียงนี้ ..โอยยยยย ...”
ญานินดาก้มหน้า กล่าวว่า "...ท่านสวมเสื้อผ้าก่อนได้หรือไม่ .. คิ คิ” นางแอบยกยิ้มเล็กๆ
ในความมืดสลัวญานินดาหน้าแดงไปจนถึงลำคอ เป็นนางไว้วางใจชายหัวโล้นตรงหน้านี้ที่สุด ตั้งแต่ลืมตาตื่นในคืนก่อกำเนิดก็ได้รับการดูแลจากอุทัยเป็นอย่างดีดุจพี่ชายแท้ๆ ผู้หนึ่ง
ยิ่งเมื่อคืนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เป็นชายผู้นี้ไม่ลังเลที่เสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องนาง
.. ทั้งยังฝันแปลกๆ .. คิดถึงความฝันขึ้นมานางยิ่งหน้าแดงเข้าไปอีก
เรื่องเมื่อคืนญานินดาคิดว่านางฝันไป เป็นอุทัยที่อยู่ในความฝันทั้งจุมพิตและกอดรัดนางไว้ ยิ่งคิดถึงยิ่งเกิดความวาบหวามขึ้นในจิตใจ
“เจ้าสวมใส่เสื้อผ้านี้ก่อน ..” อุทัยกล่าวพร้อมยื่นเสื้อผ้าชุดหนึ่งให้ แล้วจึงเช็ดเลือดกำเดาที่ไหลจากจมูก ฝ่ามือของญานินดามือครู่รุนแรงยิ่งนัก
อุทัยหลบไปสวมเสื้อผ้าที่อีกมุมหนึ่ง พอกลับมาพบเห็นญานินดาสวมเสื้อผ้าแล้วเสร็จ แต่นางกลับนอนหลับใหลเช่นเดิมอีก
ปลุกนางเท่าไรก็ปลุกไม่ตื่น .. ไม่มีเวลาแล้ว .. อีกไม่นานฟ้าก็จะสว่างแล้ว ...
มีผู้ติดตามไล่ล่าจากเบื้องหลัง กลุ่มคนสมาพันธ์ปักษาเทวาน่ากลัวเกินไป หากหลบซ่อนกบดานพวกมันต้องค้นหาจนเจอแน่นอน อุทัยไม่ต้องการหยุดเป็นเป้านิ่ง คงต้องติดตามหาเรือที่โดยสารมาแล้ว
คิดได้ดังนั้นมันจึงแบกญานินดาไว้กลางหลัง คนวิ่งตะบึงไปตามชายฝั่ง มองเห็นเป็นคล้ายสายลมรางเลือนดังเงามายา .. ราวหนึ่งชั่วโมงก็เห็นเรือลำที่มันโดยสารมาอยู่ไกลลิบๆ ...