ระบบฝึกเทพ god training system

    ตอนที่ 39 ค่ายกลลวงตา

    ความร้อนระอุของลาวาภายในปล่องภูเขายังไม่ลดลงแม้แต่น้อย ตลอดระยะเวลาสิบวันที่ผ่านมาเทียนฉินยังนั่งอยู่ในบ่อโลหิตเพลิงไม่ขยับไปไหน โลหิตเพลิงถูกซึมซับจนร่อยหรอเหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของบ่อ


    เพียงชั่วครู่เทียนฉินพลันลืมตาทั้งสองข้างขึ้นมา แล้วกระโดดออกมายืนบิดเนื้อบิดตัวจากบ่อที่ขุดไว้ จากนั้นจึงหยิบชุดใหม่ออกมาเปลี่ยนแล้วจึงสำรวจความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตนเองทันที


    หลังจากที่ได้สำรวจร่างกายของตนเองแล้ว เทียนฉินกลับตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เขาไม่เคยคาดฝัน เลยว่าทุกมวลกล้ามเนื้อและเส้นเลือดของเขา ต่างยืดหยุ่นและแข็งแกร่งมากกว่าเดิมหลายเท่านักจากการหล่อหลอมของโลหิตเพลิง และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นความเข้าใจแก่นแท้ธาตุไฟของเขาได้เลื่อนขั้นไปอีกระดับหนึ่งกลายเป็นขั้นสูงสุดไปแล้ว


    ปั้ง!


    เสียงคล้ายระเบิดดังออกมาจากด้านหนึ่งของปล่องภูเขาไฟ หินผาด้านนั้นที่เคยแข็งแรงกลับถูกหมัดของเทียนฉินซัดจนแตกเป็นหลุมได้อย่างง่ายดาย เศษหินเศษฝุ่นต่างคละคลุ้งฟุ้งกระจายอยู่รอบตัว


    "กายเนื้อของข้าแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก!"เทียนฉินกำหมัดแน่นจนได้ยินเสียงกระดูกดังลั่นออกมา


    สิ่งแรกที่เทียนฉินรู้สึกได้คือ กล้ามเนื้อของเขาล้วนอัดแน่นไปด้วยพลังมหาศาล ราวกับว่าสามารถใช้หมัดนี้พังทลายภูเขาทั้งลูกได้เลย 


    "เคล็ดวิชาจิตอัคคีพิสุทธิ์สามารถกลืนกินแหล่งพลังธรรมชาติจากสิ่งอื่นมาสร้างเป็นพลังงานของข้าได้ด้วยหรือนี่!"


    "ถ้าข้าล่าสัตว์อสูรที่มีพลังของธาตุอื่นข้าจะสามารถรับรู้ได้ถึงแก่นแท้ธาตุนั้นรึเปล่า?"


    เทียนฉินอดตื่นเต้นกับการค้นพบความลับของเคล็ดวิชาจิตอัคคีพิสุทธิ์อีกอย่างหนึ่งไม่ได้ 


    ตั้งแต่ที่ระบบได้รวบรวมสองเคล็ดวิชามาเป็นหนึ่งเดียว เขาไม่ได้รับรู้อะไรเลยเกี่ยวกับเคล็ดวิชาของตน เพียงอาศัยบริกรรมเคล็ดวิชาตามความรู้ความเข้าใจของเขา เพื่อยกระดับขั้นพลังปราณเพียงเท่านั้นเอง


    เวลาผ่านพ้นไปอีกหนึ่งชั่วยาม หลังจากทดสอบพลังทางร่างกายของตนเองจนคล่องแคล่วแล้ว เทียนฉินจึงได้มายืนอยู่ริมหินผาด้านหนึ่ง แหงนหน้ามองขึ้นไปด้านพลางครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน


    "ไม่ว่าด้านบนจะพบเจอกับสิ่งใด ข้าเทียนฉินต้องลองขึ้นไปดูให้ได้!"


    เทียนฉินกล่าวคำสาบานไว้ในใจ นี่คือสิ่งที่เขายึดมั่นมาโดยตลอด ตั้งแต่เริ่มฝึกฝนในโลกใบนี้ หากไม่มีสิ่งที่ตนเองยึดมั่นไว้ได้แล้ว คงไม่อาจจะก้าวเดินไปในเส้นทางที่สูงสุดแน่นอน


    โป้ก!


    "ได้แร่หินอัคคีมาเพิ่มอีกแล้ว!"


    เทียนฉินขุดแร่หินอัคคีขึ้นมาจากหินผาก่อนเก็บเข้าไปในแหวนมิติ ตลอดทางที่เขาปีนป่ายขึ้นมาได้พบเจอหินแร่อัคคีนี้เป็นจำนวนมาก เขาไม่ลืมคำกล่าวของ

    เฟยลี่ที่เคยบอกเขาเอาไว้ตอนเข้ามาในปล่องภูเขาไฟตอนแรก 


    ครึ่งวันผ่านไป เทียนฉินที่ปีนป่ายขึ้นไปไม่หยุดหย่อน สุดท้ายแล้วก็ได้ปีนขึ้นมายืนอยู่บนที่ราบเรียบแห่งหนึ่ง


    "นี่เราออกมาจากปล่องภูเขาไฟแล้วรึ?"


    เทียนฉินเอ่ยออกมาพร้อมกับสอดส่ายสายตามองค้นหาไปทั่วบริเวณ พลันพบว่าพื้นที่โดยรอบเป็นผืนป่าที่ชุ่มชื้นแตกต่างจากด้านล่างยิ่งนัก แนวเถาวัลย์พันเกี่ยวไปตามต้นไม้ราวกับงูตัวใหญ่ยาวกำลังเลื้อยเล่นอยู่


    แต่ในขณะที่เขาก้าวเดินเข้าไปในป่านั้นเอง เทียนฉินกลับสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่าง และแล้วบรรยากาศรอบข้างก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นหมอกควันสีดำ ก่อนค่อยๆขยายปกคลุมท้องฟ้าจมมืดมิด


    "ค่ายกลลวงตา!"


    เทียนฉินเพ่งพินิจพิเคราะห์ตรวจดูอยู่ไม่นาน ก็รับรู้ได้ทันทีเลยว่าตัวเขาได้เผลอล่วงล้ำเข้ามาในเขตค่ายลวงตาอันนี้เสียแล้ว


    "ใครกันที่สามารถมาสร้างค่ายกลลวงตาไว้ที่นี่ได้!"


    "หรือว่ามีสิ่งใดที่ไม่อยากให้คนรับรู้อยู่ด้านบนนี้!"


    เพียงแต่เวลาที่คิดฟุ้งซ่านอยู่นั้นเอง ห่างออกไปไม่ไกล หัวมหึมาของสัตว์ตัวหนึ่งก็พลันโผล่ออกจากพื้นที่ซึ่งมีหมอกดำปกคลุมแน่นหนา ปากอันใหญ่โตอ้ากว้างแสยะคมเขี้ยวเข้าใส่ด้วยระดับความเร็วที่แม้แต่เทียนฉินยังแทบไม่อาจมองเห็นถนัดตา


    "หืม!"


     ทว่าถึงแม้มิอาจมองเห็นได้ชัดเจนนัก แต่เทียนฉินกลับสัมผัสรับรู้ได้ถึงความผิดปกติและส่งเสียงร้องออกมาด้วยความแตกตื่น


    แต่นั่นกลับสายเกินไปแล้ว ท่ามกลางหมอกดำที่ยังคงโรยตัวปกคลุมทัศนวิสัยย่อมหดแคบสั้นกว่าปกติ ในขณะที่ความเคลื่อนไหวของหัวสัตว์ประหลาดตัวนั้นยังรวดเร็วยิ่งกว่าเขาอยู่ขั้นหนึ่ง


    เสียงสัตว์ประหลาดร้องคำรามดังสะท้าน ท่ามกลางเสียงระเบิดและแรงสั่นสะเทือน ก่อนพุ่งทะลวงเข้าไปหาเทียนฉินและอ้าปากหมายจะฝังคมเขี้ยวลงไปบนตัวเขา


    เทียนฉินใช้ท่าร่างเงาจันทราเคลื่อนถอยร่างไปด้านหลังอย่างสุดชีวิตจึงหลบรอดไปได้อย่างหวุดหวิด ด้านหลังปรากฎเหงื่อไหลออกมาจนเปียกชุ่มเต็มไปหมด


    "นี่มันไม่ใช่ค่ายกลลวงตาธรรมดาเสียแล้ว!"


    เทียนฉินเอ่ยออกมาอย่างวิตกกังวล ใจหนึ่งก็ระแวดระวังเตรียมพร้อมรับการโจมตีจากสัตว์ประหาดตัวนั้น อีกใจหนึ่งก็ภาวนาว่าศิษย์พี่ทั้งสองของเขาจะสามารถผ่านพ้นค่ายกลนี้ไปได้อย่างปลอดภัย


    "ต้องรีบหาแกนของค่ายกลก่อนแล้ว!"


    ในใจเทียนฉินล้วนถูกปกคลุมไปด้วยความกังวล การจู่โจมเมื่อครู่ร้ายกาจดุดันเกินไปแล้ว ใครจะคาดว่าการโจมตีเพียงครั้งเดียวสามารถสร้างความเสียหายได้ถึงเพียงนี้


    เทียนฉินไม่รอช้ารีบพุ่งทะยานหลบหลีกสัตว์ประหลาดสีดำตัวนั้น แล้วเข้าไปในม่านหมอกสีดำเพื่อค้นหาแกนค่ายกลลวงตานี้ทันที


    หมอกสีดำแผ่ปกคลุมไปทุกแห่งหน เทียนฉินพุ่งหน้าไปด้วยความระมัดระวัง ทั้งยังแบ่งกระแสจิตไปสัมผัสทิศทางของสัตว์ประหลาดนั้นอย่างไม่วางใจ


    "ทำไมมันถึงได้หายากหาเย็นขนาดนี้"


    พรึ้บ!


    เอ่ยยังไม่ทันขาดคำ เสียงแหวกอากาศพลันดังอยู่ทางด้านข้างของเทียนฉิน ตามด้วยกรงเล็บสีดำอันแหลมคมฟาดตามเสียงนั้นมาอย่างว่องไว


    เปรี้ยง!


    ดาบเพลิงสุริยาถูกเรียกออกมาสกัดกั้นได้ทันท่วงที เปลวเพลิงลุกโหมเข้าปะทะกรงเล็บสีดำนั้นอย่างรุนแรง แต่ทว่ากรงเล็บสีดำนั้นกลับจางหายลับไปก่อนที่

    เปลวเพลิงสีแดงสลับส้มนั้นจะเผาไม้ได้ทัน


    หมอกดำที่รายล้อมเข้มข้นขึ้นมาเรื่อยๆ ความหนาวเย็นเยียบเสียดแทงเข้ากระดูก แผ่ขยายปกคลุมไปทั่วบริเวณ


    "มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"


    เริ่มจากหัวสัตว์ประหลาดต่อมาก็เป็นกรงเล็บสีดำเข้าจู่โจม การเปลี่ยนแปลงกระทันหันแบบนี้ทำให้เทียนฉินหน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นมาฉับพลัน ค่ายกลแบบนี้เขาไม่เคยพบเคยเจอมาก่อนเลย


    ในขณะที่เทียนฉินปวดหัวอยู่กับค่ายกลลวงตาอยู่นั้นเอง บริเวณซากปรักหักพังด้านนอกค่ายกลลวงตานี้ มีชายสองคนนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในหัวกระโหลกอันใหญ่โตมโหฬารของสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหัวมังกรอยู่หลายส่วน


    มีท่อนกระดูกหลายอันลอยวนเวียนอยู่รอบตัวพวกเขาทั้งสอง แต่มีท่อนกระดูกเพียงสองอันที่ดูแปลกประหลาดและเปล่งประกายแสงสีดำอันทรงพลังเหนือกว่ากระดูกท่อนอื่นอย่างเห็นได้ชัด


    ประกายแสงสีดำกระจายออกมาจากท่อนกระดูกที่ลอยอยู่ทั้งหมดรวมตัวกันขึ้นเป็นเส้นเสาสีดำล้อมรอบครอบคลุมทั้งสองคนเอาไว้ราวกับคุกก็ไม่ปาน


    "หือ!"


    "มีคนหลงมาในค่ายกลแห่งนี้อีกแล้ว!"หนึ่งในสองคนพลันลืมตาขึ้นมาอย่างประลาดใจ


    "เป็นใครกัน! หรือเขาจะมาช่วยพวกเรา!"ชายอีกคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความหวัง


    "ข้าก็ไม่รู้!"


    "และไม่เคยคาดหวังว่าจะมีคนมาช่วยเราได้หรอก!"


    "ก็เหมือนกับคนก่อนหน้าที่พลัดหลงเข้ามานั่นล่ะ!"


    "ข้าได้แต่หวังว่าเขาคนนั้นจะไม่ตกหลุมพลางของค่ายกลนี้ จนต้องมาตายหรือไม่ก็ถูกคุมขังอย่างพวกเราสองคนหรอกนะ"ชายคนแรกเอ่ยออกมาด้วยความเป็นกังวล


    "อืม! ข้าก็หลงลืมเรื่องนั้นไปเสียได้"


    "คงเป็นแค่ฝันลมๆแล้งๆของข้าเพียงเท่านั้นเอง"ชายคนที่สองเอ่ยออกมาอย่างปลงตก จากนั้นทั้งสองก็หลับตาลงไม่เอ่ยอะไรกันอีก ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมเหมือนอย่างเช่นที่ผ่านมา


    เทียนฉินที่กำลังหลบหลีกการโจมตีของค่ายกลนี่อยู่นั้น ไม่มีทางได้ล่วงรู้เลยว่ายังมีคนอยู่ด้านนอกค่ายกลนี้อีกสองคน อีกทั้งยังรับรู้การมาถึงเขาของได้


    และถ้าเทียนฉินได้มาพบเห็นทั้งสองคนตรงนี้ เขาจะต้องตกตะลึงไม่คาดถึงเป็นแน่แท้ เพราะว่าทั้งสองที่ถูกคุมขังอยู่นี้ แม้ผมเผ้าจะรกรุงรังดูไม่สะอาดสะอ้าน แต่กลับมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับศิษย์พี่ทั้งสองของเขาในผลึกบันทึกเสียงนั่นยิ่งนัก



    จบตอนที่ 39