ตอนที่ 34 : ทำลายรังของเซิร์ก II
“พวกลาวาที่กลายเป็นรังไหมกำลังจะฟักแล้ว”
เสียงหวานขึ้นหลังจากที่เธอมองไปยังใจกลางรังของเซิร์กซึ่งบัดนี้นั้นเต็มไปด้วยรังไหมสีดำจำนวนมากที่มีแสงสีฟ้ากะพริบอย่างเป็นจังหวะอยู่
“ถ้าเขาใจเย็นพอ ข้าว่าเบเนลิ่งแค่ร้อยหนึ่งกับเซิร์กลิ่งสามร้อยก็คงไม่สามารถทำอันตรายแก่เขาได้” เรนะที่ยืนอยู่ข้างๆ มายกล่าว
“ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่เจ้าพวกปลาซิวปลาสร้อยพวกนี้เสียหน่อย” พูดเสร็จเธอก็ชี้ไปยังเซิร์กตัวหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าสองเมตรซึ่งมีรูปร่างคล้ายอารัคเน
ก่อนจะกล่าวต่อ “ควีนฉีดไข่ลาวาเข้าไปในแฮตเชอรี่เป็นพันแล้ว ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ให้เวลาอีกชั่วโมงหนึ่งพวกเซิร์กลิ่งกับเบเนลิ่งได้มีจำนวนเพิ่มเป็นเท่าตัวแน่ ยังไม่รวมถึงโรชที่ยังซ่อนตัวอยู่ใต้ครีฟ* (Creep) ”
“เรนะ” มายเรียกหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ เธอ
“เจ้าคะท่านมาย” เรนะขานรับ
“ข้าวานเจ้าไปจัดการควีนที” เธอเอ่ย
เรนะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจกับคำสั่งของอีกฝ่าย อดไม่ได้ที่เธอจะถามด้วยความสงสัย “ท่านจะลดระดับความยากของมิชชันครั้งนี้เหรอคะ”
“เจ้าเป็นคนพูดเองไม่ใช่หรอว่านี่เป็นครั้งแรกของเขา ทำได้เท่านี้ก็เก่งแล้ว ข้าเห็นว่าลดความยากลงนิดหน่อยก็คงไม่เป็นไร” เสียงหวานตอบ
เมื่อได้ยินคำตอบของอีกฝ่าย พลันรอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของหญิงสาวนัยน์ตาสีครามพร้อมกับที่เธอตอบรับคำขอ
“รับทราบเจ้าค่ะ ข้าจะไปจัดการให้ทันที”
เมื่อเธอพูดจบ พลันร่างของเรนะก็เลือนหายไปจากตรงนั้น ทิ้งไว้แค่ตัวมายผู้ซึ่งยืนดูภาพการต่อสู้ของมินอยู่เพียงผู้เดียว
“ย้าก!”
เสียงตะโกนทุ้มๆ ดังขึ้นพร้อมกับที่มือหนาของชายหนุ่มทุบเข้าไปที่หัวของเซิร์กลิ่งตัวหนึ่งจมพื้นดินโดยที่เจ้าตัวยังกำปืนในมือแน่น
หลังจากนั้นเขาจึงยกปืนทั้งสองกระบอกขึ้นแล้วจึงเหนี่ยวไกไปยังเจ้าแมลงอวกาศที่กระโดดอยู่กลางอากาศซึ่งที่ขาของมันมีเหล็กปลายแหลมงอกโดยมีเป้าหมายของการจูโจมเป็นเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
ปัง ปัง
เสียงปืนดังขึ้นสองนัดพร้อมกับร่างที่กระจุยกระจายของเจ้าเซิร์กลิ่งตัวที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศเมื่อสักครู่
หลังจากนั้นมินจึงหันไปหาเจ้าตูบขนเงินที่ในขณะนี้ถึงแม้ตัวของมันจะยังลุกเป็นไฟอยู่ แต่ก็ไม่อาจกลบเนื้อตัวที่ดูสะบักสะบอมจากการต่อสู้เป็นระยะเวลายาวนานได้
“ซิลเวอร์ เฟลมชาร์จ!” ชายหนุ่มตะโกนสั่งการ
เมื่อมันได้ยินคำสั่งจากเจ้านายของมัน ซิลเวอร์ก็ไม่รอช้า ส่งพลังไปยังขนทั่วร่างของมัน ก่อนที่ไฟจะลุกท่วมตัวของเจ้าตูบมากกว่าเดิม
“ตามมาซิลเวอร์” สั่งการไชลด์ของตนอีกครั้งก่อนจะเริ่มออกตัววิ่งไปยังทิศทางหนึ่ง
โดยจุดหมายของพวกเขาก็คือรังของพวกเซิร์ก แม้ทางลงเนินเขาจะไม่ได้ลาดชันมากนักแต่ระหว่างทางนั้นก็มีเซิร์กลิ่งมากมายที่พวกเขาทั้งสองต้องผ่านไปให้ได้เพื่อไปยังรังของเซิร์ก
ปัง ปัง ปัง ปัง
ลั่นไกปืนรัวๆ เพื่อกระหน่ำยิงออกไปเพื่อกำจัดเซิร์กลิ่งที่ขวางทางอยู่ มินกัดฟันกรอดเมื่อเห็นภาพของเซิร์กที่ล้มนอนกองกับพื้นจากกระสุนพลังงานของตนแต่เสี้ยววินาทีต่อมาเซิร์กตัวใหม่ก็เข้ามาแทนที่มันราวกับว่าจำนวนของพวกมันมีไม่จำกัด
“ยุ่งยากซะจริง” ชายหนุ่มกล่าวออกมา
ส่วนเจ้าซิลเวอร์นั้นก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าเจ้านายของมันเลย แม้ขนทั่วร่างกายของมันจะยังลุกเป็นไฟอยู่ มันก็ไม่ลืมที่จะใช้ท่าเอ็มเบอร์หรือก็คือพ่นสะเก็ดไฟออกไปโจมตีเซิร์กลิ่งที่เข้ามาขวางทางมันและเจ้านายของมัน
แม้สะเก็ดไฟดังกล่าวจะไม่สามารถสร้างความเสียหายอะไรมากมายให้กับเหล่าเซิร์กลิ่งที่บ้าคลั่งได้แต่ก็นับว่ามันการโจมตีที่ดูเข้าท่าที่สุดเมื่อใช้กับเจ้าเซิร์กลิ่ง
เพราะเมื่อยามที่สะเก็ดไฟพุ่งไปโดนเปลือกหรือส่วนใดๆ ของเหล่าเซิร์กลิ่ง เปลวเพลิงก็พลันลุกไหม้ขึ้นราวกับว่าร่างกายของเซิร์กลิ่งพวกนี้นั้นเป็นชวนติดไฟ มันลามไปทั่วตัวของเจ้าแมลงอวกาศอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยยินกรีดร้องแหลมของเซิร์กลิ่งตัวที่โดนไฟคลอกจนร่างกายของมันมอดไหม้
แต่ถึงกระนั้นเหล่าเซิร์กลิ่งก็ไม่ได้ยอมแพ้ แม้ทั่วร่างกายของพวกมันจะลุกเป็นไฟขนาดไหนก็ตาม แม้ร่างกายของมันจะบาดเจ็บเพียงใด พวกมันก็จะยังคงเดินหน้าวิ่งเข้าใส่ศัตรูที่บังอาจบุกรุกรังของพวกมันอย่างบ้าคลั่ง
ต่างฝ่ายต่างก็มีเป้าหมายของตนที่จะต้องทำให้สำเร็จ ฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะบุกเข้าไปทำลายรังของอีกฝ่าย ส่วนอีกฝ่ายก็ต้องการที่จะปกป้องรังของตัวเองด้วยทุกวิถีทางที่มี
ไม่มีใครต้องการจะยอมแพ้ให้กับศัตรูเบื้องหน้าของตนเองทั้งนั้นเพราะถ้าหากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้ล่ะก็ นั่นหมายความว่าจุดประสงค์และความต้องใจที่จะบรรลุเป้าหมายของตนจะต้องหายไปและความพยายามที่ทำมาทั้งหมดจะต้องสูญเปล่า
ปัง ปัง
เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับภาพของมินที่กระโดดข้ามซากศพของเซิร์กลิ่งสองตัวที่เขาเพิ่งจะจัดการไป ระยะทางเกือบหนึ่งร้อยเมตรที่หนึ่งคนหนึ่งตูบได้วิ่งมา ในยามปกติแล้วมันคงเป็นเรื่องง่าย สบายๆ แต่ในยามนี้ที่ทั้งคู่ต้องคอยจัดการเหล่าแมลงอวกาศไปด้วยนั้น ช่างเป็นประสบการณ์อันเหนื่อยลากเลือดเสียจริงสำหรับพวกเขาทั้งสองเสียจริง
ที่ด้านหลังของซิลเวอร์ มีพื้นดินที่ลุกเป็นไฟเป็นทางยาวจากท่าเฟลมชาร์จของมันอยู่ เปลวเพลิงดังกล่าวกำลีงเต้นระบำอย่างพลิ้วไหวและแบ่งแยกเซิร์กลิ่งที่กำลังวิ่งตามพวกเขาอยู่ออกเป็นสองฝั่ง
แม้พวกมันจะไม่ได้กลัวไฟอะไรขนาดนั้นและกล้าที่จะใช้ร่างของมันดับไฟเพื่อให้เหล่าญาติของมันสู้ต่อไปได้ แต่การกระทำดั่งกล่าวคงดูไร้ประโยชน์ไม่น้อยหากมันทำในตอนนี้
แม้จะถูกแยกออกเป็นสองฝั่งจากกำแพงไฟที่ลุกลามเป็นทางยาวเกือบร้อยเมตร แต่จุดหมายของพวกมันนั้นก็ไม่ได้ต่างกัน นั่นก็คือการกำจัดศัตรูที่กำลังวิ่งเข้าหารังของมันอยู่เบื้องหน้า ทำให้พวกมันไม่ต้องการพลีชีพตัวเองในการดับกำแพงไฟนั่นเอง
ปัง ปัง
มินหันหลังยิงปืนออกไปโดยมีเป้าหมายอยู่ที่เซิร์กลิ่งที่วิ่งตามเขาอยู่ข้างหลัง ไม่แน่ใจว่ากระสุนทั้งสองนัดนี้โดนเป้าหมายรึเปล่าเนื่องจากเขาไม่สามารถมีสมาธิในการเล็งได้ทั้งๆ ที่ยังวิ่งอยู่เช่นนี้ โดยเฉพาะเป้าเคลื่อนที่ที่อยู่ด้านหลังของเขา
“อีกนิดเดียว”
กัดฟันกรอดพลางเอ่ยกับตัวเองแล้วมองไปยังเบื้องหน้าของตน เผยให้เห็นถึงขอบของพื้นดินสีดำซึ่งเมื่อเขาได้มาเห็นใกล้ๆ ก็ต้องประหลาดใจเมื่อมันไม่ใช่ดินสีดำอย่างที่เขาคิด
ในตอนที่มองจากที่ไกลๆ นั้น แม้เขาจะสามารถเห็นตึกรูปทรงประหลาดได้ชัดแจ๋วแต่เพราะว่าระยะทางค่อนข้างห่างอยู่พอสมควร มินเลยคิดเอาเองว่าบริเวณสีดำรอบๆ รังของเซิร์กนั้นคือดินสีดำ แต่เมื่อได้มาเห็นในระยะใกล้ขนาดนี้แล้ว
เขาก็ได้ค้นพบว่าความจริงแล้วที่เห็นดำๆ นั้นไม่ใช่ดิน แต่เป็นของเหลวที่มีลักษณะเป็นเมือกหน้าต่างหาก มันเป็นเมือกสีดำที่แผ่ขยายไปทั่วบริเวณและมีความหนาประมาณข้อเท้าของเขา
“มิน่าล่ะ ถึงติดไฟง่าย”
เอ่ยกับตัวเองเสียงแผ่วโดยที่มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้มขึ้นก่อนจะหันไปมองซิลเวอร์ที่วิ่งอยู่ข้างกัน เจ้าตูบขนเงินที่ตอนนี้มีไฟลุกท่วมตัวอยู่ก็หันกลับไปมองเจ้านายของมันเมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของอีกฝ่าย
“หันตึกรูปร่างประหลาดสูงๆ นั้นไหมซิลเวอร์” มินพูดขึ้นพร้อมกับชี้ไปยังสิ่งก่อสร้างรูปร่างประหลาดสูงหลายสิบเมตรที่อยู่ห่างออกไปประมาณห้าสิบหกสิบเมตร
“บ็อก!” เจ้าไชลด์สุนัขเห่ากลับเป็นการตอบรับเขาว่ามันเห็นสิ่งที่อีกฝ่ายชี้ไป
“พอถึงตรงนั้นแล้ว เป้าหมายของเราคือทำลายมันให้เร็วที่สุด แกต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีทำลายสิ่งนั้นให้ได้ เข้าใจไหม” เขาออกคำสั่งกับมัน
“บะ…บ็อก?” ซิลเวอร์เห่าขานกลับไปหามินด้วยท่าทางตะกุกตะกัก
เจ้าหมาน้อยไม่แน่ใจว่าตัวเองสมควรทำตามคำสั่งดังกล่าวจากเจ้านายของมันหรือเปล่า จะให้มันใช้พลังทั้งหมดที่มีทำลายตึกสูงเบื้องหน้าเนี่ยนะ ราวกับว่าสั่งให้มันไปตายอย่างไรอย่างนั้นแหละ
“เข้าใจแล้วก็ดี เตรียมตัว”
ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงสดใสเมื่อได้ยินเสียงไชลด์ของตนเห่าตอบโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าหลังจากประโยคที่เขาพูดจบ ใบหน้าของเจ้าตูบขนเงินก็พลันไม่สู้ดีทันใด มันได้แต่เห่าเสียงอ่อยภายในใจและตั้งคำตามถึงชีวิตอันสุดรันทดของมัน
ระหว่างทางนั้น ชายหนุ่มก็ไม่ได้ลืมที่จะพยายามกำจัดเซิร์กลิ่งที่กำลังวิ่งตามเขาอยู่ข้างหลังเขาให้ได้มากที่สุด แม้จะไม่สามารถเล็งได้แม่นยำเท่าที่ควรและยิงมั่วออกไปหลายสิบนัด แต่จำนวนของเซิร์กลิ่งก็ลดลงไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับจำนวนของพวกมันก่อนหน้านี้
“รู้งี้เรียนเป็นนักเวทย์หรือไม่ก็วิชาที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างก็ดี สกิลโจมตีหมู่ก็ไม่มี ปืนนี้ก็ดันชาร์จไม่ได้อีก”
บ่นอุบออกมาเมื่อวิ่งใกล้ถึงปลายขอบเมือกสีดำและเห็นสิ่งก่อสร้างหน้าตาแปลกประหลาดมากมายเบื้องหน้าที่เขาต้องทำลายให้หมด
แอบนึกเสียใจและเสียดายที่ตนดันเลือกวิชาอัญเชิญเพราะนึกว่ามันจะช่วยเขาให้ต่อสู้ได้สบายขึ้น ถึงจะสบายก็ตามแต่เพราะว่ามีคน (?) ให้คอยแบ่งเบาภาระก็จริงแต่ซัมมอนเนอร์อย่างเขามันไม่ได้มีคาถาโจมตีนี่สิ
ก่อนหน้านี้ถ้าหากเขาเลือกที่จะเรียนเวทมนตร์ล่ะก็ อย่างน้อยๆ ในสถานการณ์นี้ตัวเขาก็จะสามารถใช้คาถาเวย์หมู่เพื่อใช้ทำลายรังของเจ้าพวกแมลงอวกาศนี้ได้
แต่จะมารู้สึกเสียใจทีหลังเอาตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์ เพราะว่าเลือกที่จะเรียนมนตร์อัญเชิญมาแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเลือกมาเพราะมันคือการตัดสินใจของตัวเขาเอง ไม่ได้มีคนอื่นมาช่วยคิดแต่อย่างใด
ส่วนปืนคู่ของเขา ช่างเป็นที่น่าเสียดายที่ไม่สามารถรวมพลังงานเป็นการชาร์จพลังไว้แล้วยิงออกไปด้วย ในตอนที่มินได้รับปืนสองกระบอกนี้มานั้น ชายหนุ่มก็มักจะคิดภาพของตนยิงชาร์จพลังยิงปืนอยู่แถวหลัง
แต่ความเป็นจริงช่างโหดร้าย เพราะว่าปืนทั้งสองกระบอกนี้ไม่มีฟังก์ชันนี้ยังไงล่ะ ส่วนเหตุผลนะหรือ ก็เพราะมันเป็นของฟรียังไงล่ะ ถ้าเขาอยากให้มันมีฟังก์ชันดังกล่าวก็ต้องเก็บเงินไปซื้อกับคุณลุงนากที่ออตเทอรเียนแบล็กสมิธช้อปเองนี่สิ แถมราคายังมหาโหดอีก
“ซิลเวอร์ ใช้เอ็มเบอร์” สั่งการออกไปทันทีที่เท้าของตนเหยียบลงบนเมือกสีดำแล้ว
เจ้าสุนัขตัวน้อยที่จนถึงตอนนี้ทั่วตัวของมันยังลุกเป็นไฟอยู่ก็พลันพ่นสะเก็ดไฟออกมาเมื่อได้ยินคำสั่งจากชายหนุ่มที่วิ่งอยู่ข้างๆ มัน
สะเก็ดไฟหลายต่อหลายลูกลอยออกจากปากของซิลเวอร์และพุ่งไปที่ตึกสูงใหญ่อย่างรวดเร็ว และทันทีที่สะเก็ดไฟร่วงหล่นและสัมผัสเข้าที่พื้นผิวของตึกดังกล่าว เปลวเพลิงก็เริ่มลุกไหม้และค่อยๆ ลามไปทั่วบริเวณ
เสียงร้องแหลมดังขึ้นมาจากฟากฟ้าเสียงความสนใจจากมินที่กำลังวิ่งไปยังทิศทางดังกล่าว เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองหาต้นต่อของเสียง
“โอเวอร์ลอร์ด! ลืมเอ็งไปเลยแฮะ”
เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงประหลาดใจเมื่อตนนึกขึ้นได้ว่ามัวแต่สนใจที่จะกำจัดเซิร์กลิ่งและทำลายแลร์จนลืมเจ้าแมลงหน้าตาคล้ายปลาหมึกนี้ไปเลย
มันลอยอยู่กลางอากาศเหนือพื้นประมาณยี่สิบเมตรเห็นจะได้ พร้อมกับชี้ขาเรียวที่เหมือนหนวดปลาหมึกของมันมาที่เขา แม้จะไม่รู้ถึงเหตุผลที่อีกฝ่ายชี้มาที่เขาทำไมแต่ก็พอจะเดาได้ว่ามันกำลังโกรธเกรี้ยวที่รังของมันกำลังโดนทำลายจากเปลวเพลิง
“ยังไงก็แต๊งละกันที่ทำให้ฉันนึกขึ้นมาได้ว่าแกมีตัวตน” สิ้นประโยคของชายหนุ่ม
เสียงปืนเวทมนตร์ก็พลันดังขึ้นหลายนัดต่อกันพร้อมกับร่างของโอเวอร์ลอร์ดที่ดิ่งสู่พื้นดินด้วยความเร็วสูง
“ไร้ประโยชน์อย่างที่มายบอกจริงๆ ด้วยแฮะ” อดไม่ได้ที่จะนึกสงสารเวทนาเจ้าเซิร์กที่เขาเพิ่งจะยิงมันจนร่างพรุน
ก่อนหน้านี้นั้นที่ผู้ช่วยสาวจากซิสเตมได้อธิบายให้กับเขาฟังว่าไม่ต้องไปสนใจเจ้าโอเวอร์ลอร์ดมากเพราะมันในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถคุกคามชีวิตเขา แม้จะพอเดาได้ว่ามันอ่อนแอก็แต่ไม่นึกเลยว่ามันจะกากได้ถึงเพียงนี้
ปัง ปัง ปัง ปัง
เขากระหน่ำยิงไปที่เซิร์กลิ่งที่พุ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้เท้าเตะร่างกายของมันจนกระเด็นไปหลายเมตร แต่กระนั้นเมื่อมีเซิร์กลิ่งตัวใดหายไป เซิร์กลิ่งตัวใหม่ก็เข้ามาแทนที่ในวงล้อมทันทีอย่างรวดเร็ว
“น่ารำคาญซะจริงไอ้พวกตัวเล็กตัวน้อยนี้” มินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงรำคาญใจเพราะไม่ว่าจะกี่ครั้งที่เขาฆ่าเจ้าแมลงอวกาศนี้ไปก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่หมดเสียที
ชายหนุ่มกระโดดหลบถอยหลังเหล็กแหลมที่โผล่ออกมาจากขาเรียวของเจ้าเซิร์กลิ่งตัวหนึ่ง ก่อนจะใช้ปืนยิงไปที่มันหลายนัด เลือดสีฟ้าของมันกระเด็นอาบไปทั่วร่างกายของเขา
“เหม็นจังเว้ย!” สบถออกมาเมื่อมีเลือกของเซิร์กลิ่งส่วนหนึ่งกระเด็นเข้าจมูกของตนก่อนจะรีบใช้หลังมือถูจมูกไปมา
“ไม่ได้ช่วยอะไรเล้ย” พูดขึ้นพลางหายใจออกแรงๆ เพื่อไล่ทั้งเลือดและกลิ่นให้ออกจากโพรงจมูกของตัวเอง และเมื่อรู้สึกว่าจมูกโล่งแล้ว ชายหนุ่มก็อดที่จะโล่งอกไม่ได้ “อ้า ค่อยยังชั่วหน่อย”
แม้จังหวะนั้นที่ดูเหมือนว่าเขาสนใจแต่ตัวเองแต่มืออีกข้างของมินก็ไม่ได้หยุดพักจากการเหนี่ยวไกแต่อย่างใด ยิงกระสุนพลังงานออกไปอย่างต่อเนื่องโดยเล็งไปที่เซิร์กลิ่งตัวที่วิ่งเข้าหาตัวเขาใกล้ที่สุด
หันไปมองแลร์ที่บัดนี้ไฟไหม้เกือบจะทั้งหมดแล้วก็พลันอดดีใจและยิ้มไม่ได้เมื่อรู้ว่าอย่างน้อยๆ มิชชันพิเศษที่ซิสเตมได้มอบหมายให้กับเขาใกล้จะสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงหันหน้ากลับไปและรีบยกปืนยิงเซิร์กตัวต่อไปทันที แต่ในจังหวะนั้นเองที่พื้นเมือกสีดำที่เขาเหยียบอยู่นั้นดันทรุดตัวลงไปหลายเซนติเมตรพร้อมกับมีขาประหลาดโผล่ออกมาจับเท้าของเขาไว้
“เชี้ยไรวะเนี่ย!” มินอุทานด้วยความตกใจก่อนจะรีบยกเท้าของตนขึ้นและหันปืนไปที่พื้นดินและยิงออกไปเป็นชุดทันที
เสียงกรีดร้องแหลมดังขึ้นแข่งกับเสียงของปืนและช่างเป็นอะไรที่ทำให้เขาประหลาดใจเป็นอย่างมากที่แม้เจ้าตัวที่อยู่ใต้ดินจะโดนกระสุนของเขาไปมากกว่าสิบนัดแล้วก็ตาม ก็ดูเหมือนว่ามันจะยังไม่ตาย อย่างมากก็แค่บาดเจ็บสาหัสเท่านั้น
และในจังหวะที่เขากำลังงงอยู่นั้น เจ้าสิ่งที่อยู่ใต้พื้นก็รีบมุดดินหนีห่ากระสุนของชายหนุ่ม
“หนีไปแล้ว!” เขาตะโกนร้องเสียงดัง
‘ตัวห่าไรวะ’ เกิดคำถามขึ้นในใจเขาเพราะไม่ทราบว่าสิ่งที่พยายามจับขาเขาเมื่อสักครู่คือตัวอะไรกันแน่
“อ้ะจริงสิ ถ้าจำไม่ผิดในสตาร์คราฟต์เผ่าเซิร์กจะมีตัวที่มุดดินได้นี่หว่า มันเรียกว่าอะไรนะ” มินเอ่ยกับตัวเองหลังจากที่นึกขึ้นได้
“โรช (Roach) ไอ้ตัวที่จับขานายเรียกว่าโรช เป็นเซิร์กที่มีเกราะหนาและมีความสามารถในการมุดดินได้อย่างรวดเร็วตราบใดที่มีเมือกสีดำ
เกราะของมันหนามากและนั่นเป็นเหตุว่าทำไมมันถึงไม่ตายหลังจากโดนนายยิงไปสิบกว่านัด
ความสามารถของมันไม่ใช่แค่ดำดินได้เร็วเพียงอย่างเดียวแต่มันยังสามารถพ่นกรดที่ทำให้หนังของนายละเลยได้เพียงโดดแค่นิดเดียวเท่านั้น”
เสียงหวานของมายดังขึ้นในหัวของมิน อธิบายถึงข้อมูลของเจ้าสิ่งที่จับขาเขาเมื่อสักครู่ ชายหนุ่มพยักหน้าขึ้นลงไปมาเป็นเชิงรับรู้ในสิ่งที่อีกฝ่ายอธิบายให้เขาฟัง
แต่ก็ต้องเอ่ยถามอย่างหัวเสียเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ “แล้วไมก่อนหน้านี้เธอไม่บอกฉันว่ามันมีตัวแบบนี้ใต้รังด้วยอะ”
“ก็นายไม่ได้ถาม” เธอตอบกลับเขาเสียงเรียบๆ
ชายหนุ่มเลิกคิ้วทันทีเมื่อได้ยินคำตอบของหญิงสาว ก่อนจะกล่าว “ก็ฉันไม่เห็นนี่”
“ตอนนี้นายก็เห็นแล้ว ฉันก็อธิบายแล้ว โอเคนะ มีสมาธิกับการต่อสู้ได้แล้ว บาย!”
น้ำเสียงกวนๆ เอ่ยกับเขาก่อนจะรีบตัดบทไม่ให้เขาตอบพร้อมกับเสียงในหัวที่ดัง ตูด ตูด ตูด เหมือนตอนโดดตัดสายจากการคุยโทรศัพท์
อึ้งกับการกระทำของอีกฝ่ายเล็กน้อยและกำลังจะบ่นออกมาอย่างอารมณ์เสียแต่หัวใจของมินก็กระตุกทันทีเมื่อได้ยินเสียงร้องของซิลเวอร์จนลืมความโกรธที่มีเมื่อสักครู่
เมื่อชายหนุ่มหันไปยังทิศทางที่ซิลเวอร์อยู่ เขาก็ต้องใจหายเพราะภาพเบื้องหน้าที่กำลังแสดงอยู่ตอนนี้ก็คือ ภาพของซิลเวอร์ที่กำลังค่อยๆ จมดินโดยที่ขาของมันทั้งสี่นั้นถูกรัดจากขาปริศนาใต้พื้นดินหรือก็คือขาขอโรช
แม้ในตอนนี้ร่างของเจ้าตูบขนเงินจะยังลุกเป็นไฟอยู่ แต่ก็ไม่อาจหยุดรั้งห้ามไม่ให้เหล่าโรชได้ดึงมันให้จมดิ่งลงสู้พื้นพสุธาได้ถึงแม้ขาของพวกมันจะมีเปลวเพลิงที่เริ่มลุกไหม้จากการสัมผัสกับขนของซิลเวอร์ที่ลุกเป็นไฟอยู่ก็ตาม
ด้วยเปลือกที่หนาเป็นพิเศษ ทำให้แม้เปลือกของมันจะไหม้แต่ก็ไม่ได้ส่งผลเท่าใดนัก ตราบใดที่ความเสียหายไม่ได้มีโดยตรงถึงเนื้อของมัน
“ซิลเวอร์!!” เขาตะโกนเรียกชื่อไชลด์ของตนด้วยน้ำเสียงกังวล
*หมายเหตุ: ครีฟ (Creep) ในที่นี้ก็คือคำเรียกว่าเมือกเหนียวสีดำซึ่งกระจายอยู่รอบฐานของเซิร์กค่ะ
________________________________________