บทที่ 52
ณ โรงพยาบาลรัตนโกสิน...“สวัสดีครับคุณปังปอน ผมเดินทางมาถึงโรงพยาบาลแล้วครับ..” ไอซ์ที่อยู่หน้าทางเข้าก็โทรหาปังปอนตามที่เธอบอกกับเขา“สวัสดีค่ะคุณไอซ์ รอสักครู่นะคะ ปอนจะลงไปรับ” ปังปอนกล่าวพร้อมกับเดินออกจากห้องรักษาตัวของคุณแม่อย่างรีบร้อน“ไม่ต้องก็ได้ครับ คุณปอนเพียงแค่บอกว่าอยู่ชั้นไหนเดี๋ยวผมขึ้นลิฟต์ไปเองครับ” ไอซ์กล่าว“อย่างนั้นก็ได้ค่ะ คุณแม่ของปอนรักษาตัวอยู่ที่ชั้นแปดค่ะ” ปังปอนกล่าวตอบ ไอซ์ที่ได้ยินก็ทำหน้าสงสัยขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ถ้าเขาจำไม่ผิด ชั้นนั้นเป็นห้องรวมของโรงพยาบาล แต่เขาไม่ได้กล่าวอะไรกลับไป เพียงแค่ตอบว่าครับ และเดินขึ้นลิฟต์ไป“สวัสดีค่ะคุณไอซ์..” ประตูเปิดออกมาที่ชั้นแปดในเวลาต่อมา ปังปอนเอ่ยทักกับไอซ์ด้วยรอยยิ้มที่แสนหวาน มันทำให้ไอซ์เคลิ้มไปหลายวินาที เพียงแค่รอยยิ้มของเธอมันก็ทำให้เขาถึงกับใจละลาย นับว่ามันเป็นอาวุธที่ทรงพลังมากที่สุดที่เขาเคยพบเคยเจอมาเลยในชีวิต“สวัสดีครับ..” ไอซ์ยิ้มพร้อมกับตอบกลับเช่นกัน“ทางนี้เลยค่ะ.. คุณแม่อยากจะพบกับคุณอยู่เหมือนกัน..” ปังปอนผายมือไปทางประตูของห้องผู้ป่วยรวม ไอซ์ที่เห็นอย่างนั้นก็เดินตามที่เธอเชื้อเชิญ ทั้งสองคุยเรื่องจิปาถะกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกับว่าพวกเขาได้ลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่นานไอซ์ก็เดินมาถึงที่เตียงของคุณแม่ปังปอน“สวัสดีครับคุณน้า.. ผมชื่อว่าไอซ์ครับ ส่วนอันนี้เป็นของเยี่ยมเล็กๆน้อยๆ ขอให้คุณน้าหายป่วยไวๆนะครับ” ไอซ์กล่าวแนะนำตัวกับคุณแม่ของปังปอนเล็กน้อย ก่อนจะยื่นกระเช้าผลไม้ให้กับเธอ“ไม่เห็นต้องลำบากขนาดนั้นเลยหนูไอซ์.. ขอบใจนะ” หญิงผู้เป็นแม่มองไปที่ไอซ์ด้วยสายตาที่มีความคิดหลากหลาย เธอได้ยินลูกสาวทั้งสองเล่าให้ฟังแล้ว ชายหนุ่มคนนี้นับว่าเป็นผู้มีพระคุณของครอบครัวเธอเลยก็ว่าได้ เธอกล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม“ไม่เป็นอะไรเลยครับคุณน้า.. อ่า!! ผมว่าแล้วที่แท้ คุณปอนสวยเหมือนใคร รอยยิ้มนั้นได้จากคุณน้ามานี่เอง..” ไอซ์กล่าว“ปากหวานนะเราน่ะ.. จริงสิ น้าต้องขอบคุณเรามากเลยที่ช่วยเหลือครอบครัวของเราเอาไว้ตั้งมากมาย น้าได้ฟังจากสองสาวแล้ว เราเป็นคนดีจริงๆ อ่า!! เสียมารยาทจริงๆ น้าชื่อกัญญา” กัญญากล่าวกับไอซ์อย่างถูกใจ และไม่ลืมที่จะแนะนำตัวเอง“ครับคุณน้า.. แต่ที่ผมพูดไปนั้นเป็นเรื่องจริงทั้งหมดครับ” ไอซ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม มันอดไม่ได้ที่จะทำให้ปังปอนที่ยืนอยู่ข้างๆเสียอาการไปไม่น้อย ผู้เป็นแม่เมื่อเห็นอย่างนั้นก็ยิ้มอ่อนๆ ชายที่เธอเพิ่งเจอกันครั้งแรกคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา ทั้งช่วยเหลือเธอกับครอบครัวโดยไม่ได้หวังผลอะไร แน่นอนว่าเธอไม่เชื่อ แต่ก็เสียมารยาทไม่ได้“น้าได้ยินว่าเราเสียเงินไปไม่น้อยเลยกับการรักษาตัวของน้า.. น้าค่อนข้างเกรงใจเราจริงๆ” กัญญาเริ่มกล่าวเพื่อเข้าสู่ประเด็นหลักที่เธอสงสัย เธอเพียงแค่เลือกใช้คำพูดที่เหมาะสมมันก็ดูไม่เสียมารยาทแล้ว ไอซ์ที่ได้ยินอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้โง่ เขายิ้มให้กับกัญญาก่อนจะเอ่ย“ผมจะตอบคุณน้าตามตรง เรื่องนั้นก็ถือว่าเยอะมากจริงๆ แต่เงินมันก็มีเอาไว้ใช้สำหรับสถานการณ์อย่างนี้ไม่ใช่เหรอครับ” ไอซ์ตอบกลับ“มันคงมีเหตุผลอื่นประกอบด้วยอย่างนั้นสินะ.. อย่างเช่นตัวของลูกสาวน้า” กัญญาถามตามตรง ไอซ์ที่ได้ยินก็ยิ้มออกมา เขาไม่คิดเลยว่าหญิงคนนี้จะกล่าวกับเขาอย่างนี้ตรงๆ เขาหันไปมองปังปอนเล็กน้อย“คุณแม่!! พูดอย่างนั้นได้ยังไงกันคะ..” ปังปอนกล่าวด้วยความตกใจ และหันไปมองที่ไอซ์เช่นกัน“ก็เป็นจริงอย่างที่คุณน้ากล่าวมา ผมอยากสร้างความประทับใจกับเธอจริงๆ แต่ว่าผมก็ไม่บังคับหรือฝืนใจของเธอหรอกครับ ผมต้องยอมรับว่ามันเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างเสี่ยง” ไอซ์กล่าวกับกัญญาอย่างจริงจัง“น้าชอบเรานะที่บอกกับน้าตรงๆอย่างนี้.. มันก็เป็นเรื่องนี้แหละที่น้ากังวลใจ น้าเลยคิดว่าจะยกที่ดินร้านกาแฟให้กับเราเลย น้าไม่อยากติดหนี้คนอื่น ถึงมันจะไม่เทียบเท่ากับสิ่งที่เราทำให้ครอบครัวน้า แต่อย่างน้อยก็ช่วยรับเอาไว้ด้วย” กัญญากล่าวสีหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน“คุณน้าอย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย สำหรับผมแล้วมันเรียกว่าความตั้งใจจริง ผมไม่ได้รีบหรือหวังกับความสัมพันธ์นี้ คุณน้าโปรดวางใจได้..แต่ผมรับที่ดินของคุณน้าแบบฟรีๆไม่ได้หรอกครับ” ไอซ์ตอบกลับ“เราแน่ใจกับเรื่องนี้อย่างนั้นเหรอ.. ถ้าเราจริงใจน้าก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะ เอาตามตรง น้าก็แค่เป็นห่วงลูกสาวของน้า หวังว่าเราจะเข้าใจนะ” กัญญากล่าวอย่างสบายๆ“ผมเข้าใจครับคุณน้า คุณน้าจะกังวลก็สมเหตุสมผลแล้ว.. แต่อย่างที่ผมบอกกล่าวไป คุณน้าอย่าได้กังวลเลย เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เองว่าคำพูดของผม หรือสิ่งที่ผมพูดในวันนี้มันจะเป็นจริงแค่ไหน..” ไอซ์กล่าว“น้าจะคอยดูเราเอาไว้ก็แล้วกัน คนเป็นแม่คงทนเห็นลูกตัวเองผิดหวังไม่ได้หรอกนะ ว่าแต่ลูกสาวของแม่คิดยังไงกับหนุ่มหล่อคนนี้กันนะ..” กัญญากล่าวกับไอซ์ก่อนที่จะหันกลับมามองที่ลูกสาว“คุณแม่.. คุณแม่ถามอย่างนั้นได้ยังไงกันคะ” ปังปอนที่เงียบฟังมานานก็ตอบกลับด้วยความกระวนกระวาย เธอหันไปมองทางไอซ์เล็กน้อยด้วยความเขินอาย ไอซ์ที่ได้ยินอย่างนั้นเขายิ้มกลับ และไม่ตอบอะไร“ก็มันจริงนี่นา.. ว่าแต่เรายังเป็นนักศึกษาอยู่อย่างนั้นเหรอ แล้วเราใช้เงินมากขนาดนี้ครอบครัวเราจะไม่ว่าเอาเหรอ” กัญญากล่าวกับลูกสาว ก่อนจะหันมาคุยกับไอซ์ต่อ“ผมจะบอกกับคุณน้าตามตรง คุณพ่อคุณแม่ของผมท่านเสียชีวิตไปเมื่อ 4 ปีก่อน ตอนนี้ผมอาศัยอยู่กับพี่สาวสองคนครับ คุณน้าไม่ต้องห่วงนะครับ เงินที่ผมใช้ไปนี้เป็นเงินที่ผมหามาด้วยตัวเองทั้งหมด..” ไอซ์ตอบ“น้าเสียใจเรื่องคุณพ่อคุณแม่ของเราด้วย และก็ขอโทษที่น้าละลาบละล้วงไปหน่อย..” กัญญากล่าวพร้อมกับทำหน้ารู้สึกผิด ปังปอนที่ได้ยินอย่างนั้นก็ทำหน้าเช่นเดียวกับแม่ของเธอ“ไม่เป็นไรครับคุณน้า เมื่อก่อนครอบครัวของผมก็เป็นครอบครัวธรรมดาเหมือนกับคนอื่นๆเขา มีพอกินพอใช้ไม่ได้มากมายอะไร หลังจากที่ท่านทั้งสองเสียไป ผมกับพี่สาวเองก็ต้องเอาชีวิตรอดต่อไป มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่มันก็ทำให้เราโตเป็นผู้ใหญ่มากกว่าคนอื่นๆ.. ขอโทษนะครับที่เล่าอะไรอย่างนี้ให้ฟัง” ไอซ์กล่าวพร้อมกับนึกถึงความหลังในวันที่ผ่านๆมา“ไม่เป็นไรจ้ะ เราอยากเล่าอะไรก็เล่าได้เลย น้ายินดีรับฟัง.. แต่ว่า..เรากับพี่สาวสู้ชีวิตจนมาถึงจุดนี้ได้ น้านับถือจริงๆ..” กัญญากล่าว ปังปอนที่ได้ยินก็รู้สึกสนใจชายคนนี้ขึ้นมามากกว่าเดิมเสียอีก เขาไม่เพียงแค่ไม่ใช่ลูกคุณหนูที่ดีแต่ใช้เงิน แต่เขาสู้ชีวิตจนมีทรัพย์สินมากมายขนาดนี้ เขาต้องรู้คุณค่าของเงินที่เขาหามาได้ แต่เขาก็ยังยอมจ่ายให้เธอมาขนาดนี้ เธอต้องมองเขาใหม่แล้ว“ขอบคุณที่รับฟังครับคุณน้า... เอ๊ะ!! จริงสิ ผมยังไม่ได้ให้ของขวัญคุณน้าเลยนี่นา..” ไอซ์กล่าวก่อนจะหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง แต่กัญญาก็ห้ามเอาไว้ก่อน“ไม่เป็นไรจ้ะ แค่เรามาเยี่ยมน้าก็ดีแค่ไหนแล้ว..” กัญญากล่าว ปังปอนที่ได้ยินว่าแม่ของตัวเองกำลังจะกล่าวปฏิเสธก็รีบกุมมือแม่ของตัวเองเอาไว้พร้อมกับส่ายหน้าให้เล็กน้อย“มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของผมน่ะครับ คุณน้าอย่าได้ปฏิเสธเลยครับ”ไอซ์กล่าวด้วยรอยยิ้ม ปังปอนเข้าใจกับคำพูดของไอซ์ กัญญามองไปทางไอซ์เล็กน้อย หลังจากที่เธอได้ยินเรื่องที่ลูกสาวเล่าให้ฟัง ชายคนนี้สามารถทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ได้หากไม่ยอมรับของขวัญของเขา เธอจึงไม่ได้กล่าวอะไรต่อ ไอซ์ที่เห็นอย่างนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะกดโทรออกไป“ตอนนี้ผมอยู่ที่ชั้นแปด โรงพยาบาลรัตนโกสิน..”