เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    ก่อนเริ่มแผนการ

    “ทำลายเสบียง!!”

     

    คำพูดคำนี้ของเย่หยุนซีทำเอาทั้งสองสาวพากันตื่นตระหนกยกใหญ่ จริงอยู่ที่ว่าเสบียงเป็นหัวใจสำคัญของกองทัพไม่ว่าจะกองทัพไหน แต่การที่จู่ๆจะเข้าไปทำลายมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายอย่างที่คิด

     

    ยิ่งกับกองทัพที่มีขนาดใหญ่เฉกเช่นกองทัพของอาณาจักรมังกรสีชาดด้วยแล้วยิ่งทำลายยากเข้าไปใหญ่ เพราะอีกฝ่ายย่อมต้องป้องกันเสบียงของตนเองไว้เป็นอย่างดี

     

    “ไม่ไหวหรอกสามี ถ้าเป็นเรื่องนี้ข้าขอคัดค้าน”

     

    “ใช่ๆ ถึงแม้ท่านจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ตาม แต่การเข้าไปในดินแดนของอีกฝั่งในช่วงระยะเวลาสงครามเช่นนี้นับว่าเสี่ยงเกินไป” ทั้งหยุนฉางเยว่และหลิงจีดูเหมือนจะมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน

     

    ทางฝั่งเย่หยุนซีเมื่อได้ยินเช่นนั้น มือทั้งสองข้างของเขาก็พุ่งเข้าโอบเอวของพวกนางอย่างฉับไว “โถ่ ที่รัก พวกท่านลืมไปแล้วหรือไงว่าข้าจะทำเฉพาะสิ่งที่มั่นใจเท่านั้น”

     

    “แต่สถานการณ์ตอนนี้มันอันตรายมากนะ” ทั้งสองสาวยังคงมีท่าทางคัดค้าน ถึงแม้พวกนางจะรู้ว่าเย่หยุนซีแข็งแกร่งมาก แต่ในใจก็ยังรู้สึกเป็นกังวลอยู่ดี

     

    เย่หยุนซีจึงชี้ไปตรงบริเวณเนินอกด้านซ้ายของหยุนฉางเยว่แล้วเอ่ยอย่างสบายๆว่า “ไม่ต้องห่วง ด้วยตราประทับพันธะหยินหยาง หากเกิดอันตรายข้าย่อมกลับมาหาพวกท่านได้ในทันที”

     

    คำพูดนี้ของผู้เป็นสามี ทำให้หยุนฉางเยว่เริ่มรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง เพราะนางสัมผัสได้ถึงสายสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยาผ่านตราประทับพันธะหยินหยางจริงๆ

     

    ส่วนทางด้านของหลิงจี แม้จะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่เย่หยุนซีกล่าวมา แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าคลายกังวลของพี่หญิงหยุนฉางเยว่ ตัวนางเองก็รู้สึกผ่อนคลายตามไปด้วยเหมือนกัน

     

    “ถ้าเจ้าว่าอย่างนั้นข้าจะยอมให้ไปก็ได้ ทว่าหากพบเจอเรื่องอันตรายให้รีบเคลื่อนย้ายกลับมาทันทีตกลงหรือเปล่า” หยุนฉางเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความห่วงใย

     

    “ได้ๆ ถ้าพบเจอกับอันตรายข้าจะรีบเคลื่อนย้ายกลับมาหาท่าน” เย่หยุนซีตบปากรับคำ ด้วยทักษะของตราประทับพันธะหยินหยางเขาไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องอันตรายเลยจริงๆ เพราะที่นี่ไม่มีระดับเซียนที่สามารถกระชากมิติตามล่าเขาได้

     

    “อ๊ะ! จริงสิ! สามี! ก่อนที่เจ้าจะไป เจ้าควรจะสลักตราประทับพันธะหยินหยางให้กับเสี่ยวหลิงของพวกเราก่อนนะ” ในขณะที่เย่หยุนซีกำลังจะออกเดินทาง จู่ๆหยุนฉางเยว่ก็เสนอความคิดเห็นขึ้นมา ทั้งยังทำสายตาเจ้าเล่ห์มองไปยังหลิงจีซึ่งยืนงวยงงอยู่ข้างกาย

     

    “เอ๋! สะ เสี่ยวหลิง ท่านพร้อมแล้วอย่างนั้นหรือ?” เย่หยุนซีแสดงอาการอ้ำอึ้ง เพราะนี่ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

     

    “เอ่อ..........ถ้าแค่สลักตราประทับข้าพอทำได้” ราวกับสาวน้อยไม่รู้ประสา หลิงจีพูดขึ้นมาอย่างมุ่งมั่น ในใจของนางคิดว่า มันคงไม่ต่างอะไรจากการสลักตราประทับพันธะสัญญาซึ่งทำกันโดยทั่วไป

     

    แถมพี่หญิงหยุนฉางเยว่ของนางเองก็มีตราประทับพันธะหยินหยางนี้เช่นกัน มันจึงทำให้นางตัดสินใจได้อย่างไม่ยากเย็น

     

    “โอ่ว เห็นเรียบร้อยๆแบบนี้ เจ้าเองก็ใจกล้าไม่เบาเลยเหมือนกัน” เดินเข้าไปกอดแขนโฉมสะคราญ องค์หญิงหยุนฉางเยว่กล่าวอย่างขบขันพลางยกยิ้มอย่างมีเลศนัย

     

    “เอ๋! มันก็แค่การสลักตราประทับไม่ใช่หรือไงเจ้าคะ ทำไมพี่หญิงถึงต้องทำหน้าแบบนั้น” สังเกตเห็นความผิดปกติ หลิงจีจึงเอ่ยถาม

     

    “เอ่อ........ไม่มีอะไรๆ ก็แค่สลักตราประทับอย่างที่เจ้าว่ามานั่นแหละ”

     

     “เอาล่ะๆ พวกเราไปเตรียมตัวเตรียมใจกันดีกว่า เพราะกระบวนการสลักตราประทับจำเป็นต้องใช้เวลายาวนานถึง 3 วันเชียวนะ” หยุนฉางเยว่รีบพาหลิงจีกลับไปที่บ้านพักในทันที แถมก่อนไปยังขอสุราจันทรากระจ่างของเย่หยุนซีไปหนึ่งไหอีกต่างหาก

     

    ซึ่งผู้เป็นสามีอย่างเย่หยุนซีก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มเจื่อนแล้วส่งสุราให้ ในใจรู้แล้วว่าภรรยาสาวคนนี้ต้องคิดทำอะไรพิเรนทร์ๆเป็นแน่แท้

     

    “เห้อ ช่างเรื่องนี้ก่อน ตอนนี้ข้าควรไปหาท่านปู่เพื่อรายงานสิ่งที่จะทำ” เก็บความรู้สึกฟุ้งซ่านเอาไว้ เย่หยุนซีพุ่งทะยานไปยังกระโจมของแม่ทัพโดยไม่รอช้า

     

    ซึ่งแน่นอนว่า หลังจากที่เขาเสนอเรื่องที่อยากจะทำออกไป เย่เทียนผู้เป็นปู่ก็บ่นเขาเสียยกใหญ่ เพราะมันอันตรายและเสี่ยงเอามากๆ

     

    เย่หยุนซีจึงใช้ไม้ตายสุดท้าย นั่นคือการแอบอ้างถึงของวิเศษอย่างหน้ากากสวรรค์เร้น แถมยังเปิดเผยเรื่องที่ตนเป็นศิษย์ของเซียนกระบี่เมามายให้เย่เทียนได้รับทราบ

     

    “คิดไม่ถึงว่าอาจารย์ของหลานจะเป็นถึงเซียนในตำนาน มิน่าหลานถึงมีความสามารถมากมายถึงเพียงนี้” เย่เทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี

     

    “ถ้างั้นภารกิจทำลายเสบียงที่หลานเสนอ ท่านปู่จะอนุมัติหรือไม่ขอรับ?” เย่หยุนซีเริ่มมีความหวัง

     

    เย่เทียนพยักหน้าโดยพลัน “ได้ ปู่ให้เจ้าทำ แต่ภายใน 15 วัน เจ้าต้องกลับมา ไม่เช่นนั้นปู่จะบุกเข้าไปตามหาเจ้าแม้มันจะเป็นการเอาชีวิตไปทิ้งก็ตามที”

     

    “หยุนซีรับปากท่านปู่” ผู้เป็นหลานผสานมือคาราวะพลางกล่าวอย่างมั่นใจ

     

    หลังจากเวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงเย็น เย่หยุนซีที่พูดคุยกับผู้เป็นปู่จนเสร็จสิ้นก็รีบบินกลับบ้านพักของตัวเองอย่างสบายใจ

     

    แต่ทว่า! เมื่อมาถึงที่หมาย เด็กหนุ่มก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบุปผาที่หอมหวลชวนให้หลงไหลแผ่ออกมาจากหน้าประตูบ้านพัก

     

    “ช่างหอมยิ่งนัก” ยืนสูดดมอยู่สักพัก เย่หยุนซีจึงผลักประตูเดินตามกลิ่นหอมนั้นไป ซึ่งสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเขาในช่วงท้ายก็คือโฉมสะคราญสองนางที่อยู่ในอาภรณ์สีแดงบางจนเห็นส่วนโค้งส่วนเว้า ดูเย้ายวนอย่างเต็มที่

     

    “อึก!”

     

    มองเห็นภาพนี้! เย่หยุนซีถึงกับกลืนน้ำลงคออึกใหญ่ สำหรับเขานี่มันไม่ต่างอะไรจากการเดินเข้ามาในสรวงสวรรค์

     

    “คิกคิก สามีเจ้ามัวทำอะไรอยู่กัน” หยุนฉางเยว่เลียริมฝีปากสีแดงฉานอย่างยั่วยวน แถมยังกวักมือเรียกชายหนุ่มให้เข้ามาหา

     

    ส่วนทางฝั่งหลิงจีที่นั่งอยู่ข้างๆ แม้จะมีอาการอายๆอยู่บ้าง แต่นางก็พยายามเผยส่วนเว้าส่วนโค้งของตนเองให้เย่หยุนซีได้เห็นตามที่ผู้เป็นพี่หญิงแนะนำ

     

    ‘นะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นเรือนร่างของข้าเสียหน่อย’ นางพยายามข่มความตื่นเต้น

     

    เย่หยุนซีเมื่อเห็นภาพนี้ เขาก็เผยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย ในใจลุกโชนไปด้วยเปลวไฟแห่งราคะ ก่อนจะรีบกางม่านพลังและพุ่งเข้าไปคว้าร่างของทั้งสองหญิงงามเอาไว้

     

    “พวกท่านทั้งสองคิดจะทำให้ข้าคลั่งตายหรืออย่างไร” กระซิบข้างหูเสียงเบา มือทั้งสองข้างที่โอบเอวสองสาวเริ่มซุกซนลูบไล้ตามส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างใจกล้า

     

    “คุณชายท่านรวมหัวกับพี่หญิงหลอกข้า” หลิงจีใบหน้าแดงระเรื้อเพราะความเขินอายและเมามายจากฤทธิ์สุราจันทรากระจ่าง

     

    “คิกคิก ข้าเพียงบอกไม่หมดเท่านั้น จึงไม่ถือว่าข้าโกหกแต่อย่างใด” เย่หยุนซีกล่าวอย่างเจ้าเล่ห์ จากนั้นประทับริมฝีปากอย่างดูดดื่มกับหลิงจีเพื่อให้นางผ่อนคลาย แถมยังไม่ลืมให้ความสุขกับหยุนฉางเยว่ผู้ซึ่งเป็นภรรยาคนแรกของเขา

     

    ทั้งสามราวกับตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งราคะและความหลงใหล เสียงกรีดร้องครวญครางของสองยอดสตรีแห่งอาณาจักรเมฆครามดังขึ้นในทันใด ทั้งยังไม่มีท่าทีจะหยุดพัก

     

    ถ้าหากไม่มีม่านพลังของเย่หยุนซีกั้นเอาไว้ เกรงว่าผู้คนที่อาศัยอยู่รอบค้างคงจะต้องคลั่งตายกันเป็นแน่แท้

     

     

    (ตอนต่อไป เป็นตอนพิเศษ Nc นะครับ ถ้าหากใครไม่อยากอ่านสามารถข้ามได้เลย เพราะมันเป็นเพียงส่วนขยายเท่านั้น ไม่ได้มีผลกระทบต่อเนื้อหาหลักแต่อย่างใด)

    คล้ายกับเรื่องเทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต ที่คุณอ่าน