ราชันเวทเทพองเมียว

    35 บทสรุปแห่งการเริ่มต้น (8) - ลิขิตฟ้ายากคาดเดา

            ตำหนักโจวกันเด็น

            หลังจาก ‘ค่ายกลคืนชีวิต ชีวิตหวนคืน’ สำแดงเดช ตามมาด้วยขุนพลเทพหลบหนี ส่งผลให้กองทัพปีศาจเกิดเค้าลางแห่งการแพ้พ่าย สถานการณ์ในวังหลวงค่อยดีขึ้นโดยลำดับ 

            คาโมะ โนะ ยาสึโนริ เห็นเป็นโอกาส จึงนำองเมียวหลวงไล่ล่าสังหาร เพราะเมื่อกองทัพปีศาจไร้ผู้นำ ไพร่พลย่อมระส่ำระสาย ก่อนดำเนินการยาสึโนริย่อมเชิญเสด็จสมเด็จพระจักรพรรดิมายังตำหนักโจวกันเด็นของพระมเหสี เพื่อความปลอดภัย

            นางข้าหลวงและนางในที่รอดชีวิตต่างก็มารวมตัวกันที่ตำหนักของสมเด็จพระจักรพรรดินีเช่นกัน ไม่ใช่เพราะสถานที่นี้เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่เพราะต้องการการปลอบประโลม ชะล้างเงามืดในใจ ด้วยแสงแห่งธรรมและบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์อันอบอวล ณ ที่แห่งนี้

            กลายเป็นว่าพระแท่นที่สืบทอดมาจากจักรพรรดิสึซาคุ พระอัยกาของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน คือสมบัติที่ตกทอดมาจากมหาสมณะคุไค         นอกจากทำหน้าที่เสมือนยันต์คุ้มภัย ยังมีความลับอื่นซ่อนอยู่ 

            กฎหมายซ่อนอยู่ในความขัดแย้งฉันใด ธรรมะก็ซ่อนอยู่ในแดนโลกีย์ฉันนั้น*

            วัตถุศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนากลับตั้งไว้ในวังหลวงเป็นเวลาหลายสิบปี ให้คนใช้งานตามปกติ แทบเหนือความเข้าใจของคนทั่วไป และด้วยเหตุนี้วัตถุสำคัญจึงเล็ดลอดจากหูตาของจอมมารมาได้ พระแท่นถูกตั้งไว้ศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรเปรียบได้กับพระกษิติครรภโพธิสัตว์โปรดสัตว์นรก

     

            “หากเราไม่เข้าสู่นรกภูมิแล้วไซร้ ผู้ใดเล่าจะเป็นผู้เข้านรกภูมิ”

            พระวจนะหนึ่งของพระองค์ อันเป็นที่ซาบซึ้งและประทับติดตรึงในใจสรรพสัตว์ทั้งปวง

     

            พระราชวังเต็มไปด้วยลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ แก่งแย่งชิงดี หน้าซื่อใจคด หน้าเนื้อใจเสือ ชิงรักหักสวาท ไม่มันตายข้าก็ม้วย เป็นสถานที่อันยากจะหาความสงบ เปรียบดังขุมนรกอันร้อนรุ่มด้วยกิเลสสิบ** เมื่อสัตว์โลกร้อนรนดั่งไฟนรกแผดเผา ประตูแดนสุขาวดีย่อมเปิดออก

            สมณะจิโซ สมณะอิชิกาว่าแห่งวัดไดโกจิ สี่วัชระนิกายฉุเก็นโดแห่งภูเขาไดเซนจิ นั่งล้อมวง ให้พระแท่นอยู่ตรงกลาง สมณะทั้งหกสวดมนต์กล่าวคำบูชาพระธรรม ขอแสงธรรมอันไพศาลไม่มีประมาณ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์ทั้งปวง

            บัดนี้แสงธรรมศักดิ์สิทธิ์สว่างสดใส เจิดจ้าดั่งแสงตะวัน แทรกซึมออกจากม่านเบาบางที่กางกั้น แบ่งแยกโลกแห่งนามธรรมออกจากโลกแห่งรูปธรรม โลกพุทธธรรมออกจากโลกแห่งกิเลสและวัฏจักรแห่งเกิดตาย

            ตรงกลางของพระแท่นภายในม่านเบาบาง มองเห็นเงาเลือนรางคล้ายกับมีคนนั่งอยู่

            พอเห็นอย่างนี้แววตาของสมณะทั้งหกยิ่งแฝงแววคาดหวัง เสียงสวดมนต์ยิ่งเร่งร้อน เงาคนยิ่งแจ่มชัดขึ้น บัดนี้เสียงสวดมนต์ไม่เพียงเปล่งออกจากปากของสมณะซึ่งนั่งรายล้อมเท่านั้น เสียงสวดมนต์ยังแว่วออกมาจากในม่านแสงนั้นด้วย

            เสียงไพเราะเสนาะโสตราวกับมาจากทิพยมาน ในไม่ช้าแดนสวรรค์สุขาวดีคงปรากฏ

            ผู้คนโดยรอบต่างเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ กลุ่มเด็กก็เช่นกัน มือทั้งสองของโมริฮิระชินโนกำแบกำแบนับครั้งไม่ถ้วน แทบไม่อาจข่มความตื่นเต้นได้ ดวงตาของทาเคดะแฝงแววคาดหวัง อยากเห็นท่านคุไคให้เป็นบุญตา องค์หญิงมุเนโกะใจเต้นระทึก เขย่งเท้ายืดตัวกลัวคนบดบัง องค์หญิงทากาโกะทารกน้อยแววตากระจ่างใสใคร่รู้ ชูมือน้อย ๆ ขึ้นโบกไปมา 

            หากท่านโคโบไดชิกลับมาได้ สถานการณ์ของปรมาจารย์องเมียว คาโมะ โนะ ทาดายูกิ คงดีขึ้นไม่น้อย

            ฉับพลันทันใดแสงศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเปล่งแสงร้อนแรงค่อย ๆ อ่อนจาง สุดท้ายกลับสลายหาย แสงทองแห่งแดนสุขาวดีกลับจางหายไปง่าย ๆ เช่นนี้ ราวกับไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน

            ผู้คนต่างตกตะลึง โดยเฉพาะสมณะทั้งหก แววตาหม่นหมอง ใบหน้าซีดขาว จากนี้ไปคงไม่มีใครกำราบจอมมารได้แล้ว ท่านทั้งหกต่างกังวลในความเป็นความตายของท่านทาดายูกิ จนถึงความเป็นไปของบ้านเมืองนี้

            แต่ทว่า…

            ในช่วงเวลาที่แสงอ่อนจางที่สุดนั่นเอง ได้มีผีเสื้อตัวหนึ่งบินออกมาจากม่านแสงสีทอง แต่กลับไม่มีใครในที่นี้สัมผัสรับรู้ได้เลย ยกเว้นเหล่าเด็กน้อยที่มีจิตใจใสซื่อบริสุทธิ์

     

            ผีเสื้อโบยบินสู่ฟ้า ทอดสายตามองโลกเบื้องล่าง

     

            พระราชวังเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง เรือนพักของนางกำนัลกระจัดกระจายไปด้วยซากศพ ราวกับที่แห่งนี้คือลานประหาร ที่ทำการองครักษ์ถูกทำลายเหลือเพียงซาก สำนักงานแปดกรมซากศพกองพะเนิน เสียงการต่อสู้ในตำหนักต่าง ๆ เงียบลงแล้ว เหลือเพียงเสียงร้องโอดโอยของทั้งมนุษย์และปีศาจ

            ผีเสื้อบินวนโดยรอบ เฝ้ามองสรรพชีวิต หากพบเจอใครบาดเจ็บสาหัสกำลังจะสิ้นใจ มันจะตรงเข้าไปบินวน คล้ายทำการปลอบประโลม ไม่ว่าจะคนหรือปีศาจก่อนตายล้วนมีใบหน้าเป็นสุข ประดุจหลุดพ้นจากความเจ็บปวดและความยึดติดทั้งปวง 

            ผีเสื้อบินอย่างเชื่องช้าทว่ารวดเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจก็กระพือปีกออกจากพระราชวัง นับจากนั้นไม่ว่าสถานที่ใดล้วนปรากฏผีเสื้อสีขาวบินเอื่อย ๆ ลอยละล่องไปมา ไม่ว่าจะย่านการค้า ย่านเริงรมย์ เขตคนสามัญ เรือนขุนนาง จวนเสนาบดี ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่เลือกยากดีมีจน ไม่ว่าสูงศักดิ์ต่ำศักดิ์ ทุกชีวิตล้วนเท่าเทียม

            เสือกินวัว วัวกินหญ้า นกกินแมงมุม แมงมุมกินแมลง ปีศาจกินมนุษย์ มนุษย์กินกระต่าย ไม่ใช่ความโหดร้าย เป็นเพียงธรรมชาติ คือวัฏจักรแห่งชีวิต

            การปลอบประโลมดำเนินไปเหมือนเนิ่นนาน แต่ที่จริงแสนสั้นราวกับทั้งเมืองเฮอันเวลานี้มีผีเสื้อบินอยู่จำนวนเป็นร้อยเป็นพัน จากนั้นผีเสื้อค่อยรวมกันจนเหลือเพียงตัวเดียว ก่อนกระพือปีกน้อย ๆ มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ มุ่งสู่เทือกเขาคุรามะ ดินแดนแห่งปีศาจ…

            บ้านของจอมมาร

     

            ซาเอะมองผ่านม่านเบาบางเห็นนายท่านกำลังนอนหลับ หน้าอกขยับขึ้นลง 

            เธอไม่รับรู้เรื่องภายนอก ไม่ได้สงสัยอะไรที่นายท่านมีสองคน เสียงการต่อสู้ที่ได้ยินก็อยู่ไกลห่าง ราวกับสถานที่แห่งนี้ถูกตัดขาด อยู่ในส่วนลึกลับยากเข้าถึง

            สาเหตุที่เธอเข้ามาในห้องนี้มีเพียงประการเดียว มีอะไรที่เธอพอทำได้หรือไม่?

            แม้ว่าเธอจะเป็นสาวใช้ตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ก็พอรู้อะไรเป็นอะไร หลังจากคนงาน พ่อบ้านและคนรับใช้มากมายทยอยหายตัวไป เธอหวาดกลัวอย่างยิ่งแต่จำต้องกัดฟันทำหน้าที่ เพื่อให้ท่านผู้นั้นรักษาสัญญา หากเธอหลบหนีครอบครัวต้องกลับไปลำบาก แต่หากเธอตายไปค่าตอบแทนที่ได้จะเพียงพอให้ครอบครัวเสวยสุข น้อง ๆ ได้เล่าเรียน 

            หลังทำใจได้ เธอก้มหน้าทำแต่งาน ทำตามคำสั่งหัวหน้าคนรับใช้อย่างดี ไม่สอดรู้สอดเห็น จากนั้นชีวิตกลับคืนสู่ปกติ ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้ดูแลเรือนหลัก ทำความสะอาด ปัดกวาดเช็ดถู ร่วมกับมิซากิ สาวใช้อีกคน

            ชีวิตที่นี่ไม่ได้เหมือนนักบวช ยังพอได้ออกไปข้างนอกบ้าง เพื่อซื้อข้าวของเครื่องใช้ เวลานั้นเธอถึงได้รู้ว่านายท่านของเธอเป็นใคร แม้ตัวเธอไม่มีส่วนในความเลวร้ายแต่ก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ เพราะเธอกำลังรับใช้คนร้าย ยิ่งเป็นแบบนี้ยิ่งตระหนักถึงหน้าที่รับผิดชอบ ในที่สุดวันนี้ได้ทำหน้าที่ลุล่วง หวังว่าท่านผู้นั้นจะดูแลครอบครัวอย่างที่สัญญาไว้ 

     

            เมื่อเห็นนายท่านนอนนิ่งบนเตียง หน้าอกสะท้อนขึ้นลง ซาเอะก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าตนเข้ามาทำอะไร เพียงกรรไกรหนึ่งอันจะทำอะไรคนผู้นี้ได้?

            ไม่รู้ไปเอาความกล้ามาจากไหน หญิงสาวอ่อนแออย่างเธอค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ หลังจากแหวกม่านเบาบางค่อยเห็นนายท่านหลับตาพริ้ม ใครจะคิดบุรุษที่งดงาม คิ้วคางจมูกปากดั่งสวรรค์สร้าง สวยงามเหมือนกับเป็นความงามที่ไม่ได้อยู่ในโลกนี้ 

            ทำไมสวรรค์ถึงลำเอียง ไม่ให้คนเลวมีหน้าตาชั่วร้ายน่าเกลียดน่ากลัว ยิ่งคิดเธอก็ยิ่งสะท้อนใจ

            ทันใดนั้นนายท่านที่เธอเพิ่งชื่นชมพลันลืมตาขึ้น แววตาที่มองมาแฝงความฉงนสงสัย ขณะกำลังยันตัวลุกขึ้น มือซ้ายของซาเอะพลันยื่นเข้าไปกดบ่าเอาไว้

            อาเบะ โนะ เซเมย์ รู้สึกถูกกดทับด้วยน้ำหนักราวกับขุนเขา จิตใจปั่นป่วนดังคลื่นคลั่ง พลังเวทเกิดติดขัด สาวใช้ที่ไม่เคยอยู่ในสายตา มนุษย์ธรรมดาอันน่าสมเพช คนที่เขาเลี้ยงไว้ดูเล่น ทำงานที่ไม่สลักสำคัญ…

            กลับทรงพลังถึงเพียงนี้!

            ใครจะคิดสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่เลี้ยงไว้กลับแว้งกัด ทำไมสัตว์ที่ไม่มีพิษภัยจึงกลายเป็นพยัคฆ์ได้

            เขาลองขยับตัวอีกครั้ง ทุ่มพลังบำเพ็ญยกมือขวาทำท่ามุทรา ยังไม่ทันสำเร็จกลับถูกมือขวาของซาเอะยื่นมาจับข้อมือ แล้วบีบ ความเจ็บปวดทำให้มือเผลอคลายออกจากมุทรา มดปลวกทำไมเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดนี้

            เมื่อมือขวาไม่สามารถยังมีมือซ้าย เซเมย์ขยับมือซ้ายหมายทำท่ามุทรา ระเบิดพลังเวท 

            ไม่น่าเป็นไปได้!

            มือของซาเอะอีกข้างหนึ่งกลับยื่นมาจับมือของเขาเอาไว้ บังคับให้มันมาแนบกับอก แถมบีบให้คลายมือออกจากมุทรา

            ในเมื่อมือข้างซ้ายของเธอจับไหล่ขวาของเขา

            มือข้างขวาจับมือขวาของเขา

            แล้วจะมีมืออีกข้างมาจับมือซ้ายของเขาได้อย่างไร?

            ในใจเซเมย์เริ่มตระหนก เพ่งพลังเวทไปที่ดวงตา แววตาเปลี่ยนเป็นคมกล้า มองไปยังด้านหลังของซาเอะ ภาพที่เห็นทำเขาตะลึงพรึงเพริด ปากอ้ากว้างด้วยความตกใจ สถานการณ์ตอนนี้ยิ่งกว่าโคโบไดชิ มหาสมณะคุไคกลับมาจากแดนสุขาวดีมายืนตรงหน้าเสียอีก

    เงาที่อยู่ด้านหลังซาเอะก็คือ

     

            ร่างแปลงของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์

            ‘สหัสภุชสหัสเนตรอวโลกิเตศวร’

            พระโพธิสัตว์กวนอิม (観音菩薩) 

     

            โพธิสัตว์คันนน ปางพันมือพันเนตร* (千手観音)

     

            *กฎหมายซ่อนอยู่ในความขัดแย้งฉันใด ธรรมะก็ซ่อนอยู่ในแดนโลกีย์ฉันนั้น

            กฎหมายคือกฎเกณฑ์ในสังคม เป็นเครื่องมือช่วยให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติสุข กำหนดโทษและความผิดหากฝ่าฝืนกฎเกณฑ์นั้น หากมนุษย์อยู่ร่วมกันโดยไม่มีความขัดแย้ง ทุกคนถ้อยทีถ้อยอาศัย พูดคุยกันด้วยดี ยอมรับผิดยามทำผิด กฎหมายก็ไม่มีความจำเป็น

            เมื่อมนุษย์เกิดความทุกข์จึงมุ่งหน้าหาธรรมเพื่อช่วยดับทุกข์ สถานที่ที่รวมความทุกข์ไว้มากสุดคือแดนโลกีย์ เพราะเต็มไปด้วย โลภ โกรธ หลง กลับเป็นสถานที่ที่คนแสวงหาธรรมมากที่สุด

            **กิเลส 10 ในที่นี้หมายถึง โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ 

            ***ก่อนที่จะเกิดเป็นตำนานพระโพธิสัตว์กวนอิมนั้น ในอดีตศาสนาพุทธนิกายมหายานของประเทศญี่ปุ่นมีพระโพธิสัตว์สำคัญเพียงองค์เดียวคือ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ซึ่งจะบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ถัดไป 

            ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ มีร่างแปลงทั้งหมด 33 ร่าง สามารถแปลงกายได้หลากหลาย ไม่ว่าเป็นเด็ก คนชรา ชาย หญิง มีตำนานกล่าวถึงร่างแปลงไว้เป็นการเฉพาะ

            ลักษณะเด่นของพระองค์คือความเมตตากรุณา ดังนั้นพระพุทธรูปที่สร้างจึงมักอ่อนช้อยงดงาม ประกอบกับความเชื่อในเรื่องกวนอิมโพธิสัตว์แพร่หลายมาจากประเทศจีน จึงมีการปะปนกันว่า ภาคหนึ่งของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์คือกวนอิมโพธิสัตว์

            ส่วนสาเหตุที่ต้องมีพันมือเพราะครั้งหนึ่งเกิดน้ำท่วมใหญ่ ชาวบ้านขอพระโพธิสัตว์ให้ช่วยเหลือ แต่ทว่าพระองค์มีเพียงสองมือ จึงอธิษฐานจิตให้มีพันเนตรพันกร จึงเป็นที่มาของปางนี้