วันนี้อากาศดีมาก แสงแดดส่องสว่างไปทั่วฤดูใบไม้ร่วงที่แจ่มใส ถ้าหากว่าไม่มีต้นดอกกุ้ยฮวาที่กิ่งก้านหักอยู่ตรงกลางสวนละก็ทุกคนก็คงลืมไปแล้วว่าเมื่อคืนนี้เกิดลมพายุรุนแรงขนาดไหน
ฝงซื่อเจินยังคงตื่นเช้าเหมือนกับทุกๆ วัน ไปรำไท้เก๊กที่กลางสวนรำเพลงหมัดไปได้ครึ่งทาง ก็เห็นคุณชายใหญ่หรงใส่ชุดออกกำลังกายสีน้ำเงินวิ่งผ่านเฉียดตัวหล่อนไป
“ครูฝงอรุณสวัสดิ์!”
“เอ่อ...อรุณสวัสดิ์”
่เช้าในฤดูใบไม้ร่วงอากาศเย็นสบายแต่หรงเจียซั่งใส่เสื้อกั๊กกางเกงขาสั้น เหงื่อท่วมอกท่วมไหล่ไปหมดก้าวเท้าวิ่งอย่างไว แผ่นหลังที่ดูแข็งแรงบุคลิกท่าทางพลิ้วไหวสง่างามอย่างกับเสือชีตาห์
ฝงซื่อเจินใจเต้นตึกตักขึ้นมาดึงสติกลับมาได้ ลืมไปเลยว่าเมื่อกี้นี้รำไท้เก๊กไปถึงท่าไหนแล้วจึงทำได้แค่เริ่มรำใหม่
ตั้งสมาธิเริ่มกระบวนท่าใหม่รำไปได้ครึ่งทางหรงเจียซั่งก็วกกลับมาใหม่ ยืนอยู่ข้างๆ ฝงซื่อเจินที่กำลังรำไท้เก๊กหายใจกระหืดกระหอบเหมือนหมาตัวใหญ่ๆ ตัวหนึ่ง
ลมหายใจของเขาทำให้ฝงซื่อเจินรู้สึกจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไม่ทันได้ระวัง เลยทำให้ท่ารำนั้นมั่วไปหมด
“ครูรำไท้เก๊ก ใจไม่นิ่งเลยนะ”หรงเจียซั่งพยักหน้าใส่ แล้วจากไป
ฝงซื่อเจินมองตามหลังเขาอย่างเกรี้ยวกราดโกรธจนรำไม่ออกซะแล้ว
่สายๆฝงซื่อเจินมาถึงห้องหนังสือ เห็นแค่หรงเจียซั่งคนเดียวยืนพิงอยู่ที่โต๊ะเรียนก้มหน้าเปิดหนังสือ
“น้องสาวทั้งสองคนบอกว่าไม่สบายน่ะครับ”หรงเจียซั่งพูดขึ้น “คุณนายเชิญคุณหมอมาตรวจแล้ว บอกว่าเป็หวัดบอกว่ามาเรียนไม่ได้สักอาทิตย์หนึ่งน่ะ”
ฝงซื่อเจินท่าทางครุ่นคิด พูดขึ้นว่า “อย่างนี้ก็ดีจะได้สอนพิเศษเพิ่มเติมให้เธอด้วย เพราะว่าปกติแล้วความก้าวหน้าของเธอก็ไม่เหมือนน้องๆ อยู่แล้ว มา ทำแบบทดสอบกันก่อนเลย”
หรงเจียซั่งพอฟังว่าต้องทำแบบทดสอบอีกแล้วแสดงอาการเบื่อหน่ายออกมาอย่างเห็นได้ชัด จับแผ่นกระดาษแบบทดสอบขึ้นมาแต่หลังจากที่เขียนไปได้ 2 ข้อ สีหน้าท่าทางที่ยโสโอหังของเขาก็เปลี่ยนไปเงยหน้ามามองฝงซื่อเจิน
“มีตรงไหนที่ไม่เข้าใจเหรอ?” ฝงซื่อเจินถาม
หรงเจียซั่งส่ายหน้าก้มหน้าเขียนต่อ ท่าทางดูตั้งใจขึ้นมาทันที
ฝงซื่อเจินนั่งอยู่ตรงข้ามโต๊ะเรียนหนังสือพลิกหนังสือพิมพ์ประจำวัน “เสินเป้า” ข่าวพาดหัวว่าฝงอวี้เสียงเปลี่ยนแปลงกำหนดการเข้าร่วมกองทัพฝ่ายเหนือยังบอกอีกว่าาฝั่งตะวันตกเกิดวิกฤต กองทัพแนวหน้าขาดแคลนอาวุธ ยา และเสบียงขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์
ฝงซื่อเจินพลิกอ่านจนจบแล้วก็รู้สึกเบื่อหน่ายมาก หันมามองคุณชายใหญ่หรงทำแบบทดสอบ
หรงเจียซั่งเม้มปากอย่างไม่รู้สึกตัว คิ้วเข้มๆ ขมวดจริงจังสายตาตั้งใจ จมูกของเขาได้รูปดีมาก จมูกโด่งดูโดดเด่นคางเรียวยาวยื่นออกมาได้รูปสมบูรณ์แบบ ลักษณะท่าทางที่สะดุดตาแบบนี้เพิ่งเคยเห็นนี่แหละมองแล้วทำให้คนรู้สึกมีความชื่นใจและรู้สึกว่ามีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก
“ทำเสร็จแล้ว” หรงเจียซั่งเงยหน้าขึ้น
ฝงซื่อเจินดึงสติกลับมาตรวจสอบแบบทดสอบอย่างละเอียด หรงเจียซั่งจ้องมองไปที่หน้าของหล่อน อยากจะดูจากอากัปกิริยาของหล่อนว่าหล่อนกำลังคิดอะไรอยู่
ฝงซื่อเจินเงยหน้าพูดลองเชิงเขา“ไม่มั่นใจตัวเองเหรอ?”
“ไม่มีทาง” หรงเจียซั่งแกว่งเท้าไปมาจับปากกาด้ามหนึ่งขึ้นมาควงเล่นในมือ
ฝงซื่อเจินยิ้มขึ้นมาแล้วส่งแบบทดสอบคืนให้กับหรงเจียซั่ง“ไม่เลวเลย ถือว่าสอบผ่าน”
“ผ่านพอดีงั้นเหรอ?”หรงเจียซั่งทำหน้าเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน
ฝงซื่อเจินพูดอย่างใจเย็น“นี่เป็ข้อสอบปลายภาควิชาพื้นฐานปี 2 ของมหาวิทยาลัยเยี่ยนจิง เด็กที่เรียนมาแล้ว2 ปีในมหาวิทยาลัยบางคนยังสอบไม่ผ่านเลย ส่วนเธอเรียนด้วยตัวเองแต่สอบผ่านได้ ก็ถือว่าไม่เลวแล้วละ”
หรงเจียซั่งสีหน้าดีขึ้นมาหน่อยริมฝีปากถูกกัดเม้มขึ้นจนเห็นเป็รูปโค้งเลยทีเดียว
ฝงซื่อเจินพูดขึ้น “ดูคะแนนของเธอแล้ว การเข้ามหาวิทยาลัยนั้นไม่มีปัญหาเลยดังนั้นคงไม่ต้องสอนเพิ่มเติมวิชาง่ายๆ พวกนั้นแล้วละเนื้อหาวิชาเรียนในมหาวิทยาลัยต่างๆ นำมาใช้ไม่ค่อยได้และยังไม่เป็มืออาชีพอีกด้วยพวกภาษาอังกฤษเอย คณิตศาสตร์เอย วิชาพื้นฐานพวกนี้ ฉันสามารถสอนให้เธอได้ เธอจะยอมเรียนรึเปล่า?”
หรงเจียซั่งไม่พูดอะไรตอบ
“นี่เป็ความลับระหว่างเราสองคน”ฝงซื่อเจินพูดย้ำ
พอได้ยินเช่นนี้หรงเจียซั่งจึงพยักหน้า“ลำบากครูแล้วละครับ”
น้ำเสียงที่เขาพูดคำนี้ขึ้นมาทำให้รู้สึกได้ถึงความเคารพและเชื่อฟังอย่างเต็มเปี่ยมฝงซื่อเจินได้ยินแล้วก็รู้สึกชื่นใจ ถอนหายใจเอาความอัดอั้นตันใจที่ได้รับมาทั้งสองวันนั้นออกมาจนหมด
ถ้าให้พูดแบบไม่มีอคติละก็หรงเจียซั่งเป็เด็กนักเรียนในฝันสำหรับครูหลายๆ คนเชียวละ
เขาฉลาดและคล่องแคล่วความสามารถทำความเข้าใจดีมาก การเชื่อมโยงองค์ความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกันดีมากเรียนอย่างเดียวเข้าใจถึงสามอย่าง เขาเหมือนเรือที่ถูกปล่อยลงไปในน้ำแค่ผลักเพียงเบาๆ ก็สามารถลอยไปได้ไกล กางใบเรือออกก็สามารถเดินทางไปสู่แสงอุษาได้
ฝงซื่อเจินรู้สึกว่าอย่างน้อยยังได้รับความช่วยเหลือจาก์หล่อนคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะต้องใช้เวลาประมาณครึ่งเดือนถึงจะสามารถทำให้หรงเจียซั่งเชื่อใจและยอมรับแต่เมื่อวานนี้กลับเกิดเหตุการณ์เสี่ยงตายขึ้นทำให้หล่อนประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้ในระยะเวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น
บรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงในวันนี้ดีสุดๆในสวนมีกลิ่นคละคลุ้งของดอกไม้นานาพรรณ ฝนตกลมพัดกระหน่ำทำให้ต้นดอกกุ้ยฮวาต่างก็ผลิดอกออกมาจนละลานตากลิ่นของมันช่างหอมอบอวล แทบจะทำให้คนที่ได้กลิ่นนั้นเคลิ้มหลับไปและยังทำให้คนต้องถวิลหาที่มาของกลิ่นหอมนั้น
“ไปกันเถอะ!”ฝงซื่อเจินปิดหนังสือเรียน หยิบพจนานุกรมภาษาอังกฤษไปแค่เล่มเดียว
“ไปไหนน่ะ?” หรงเจียซั่งถาม
“ท่องคำศัพท์เป็นกแก้วนกขุนทองมันน่าเบื่อเกินไปฉันจะสอนเคล็ดลับให้ เธอเล่นบาสเกตบอลไหม?”
หรงเจียซั่งยักคิ้ว
เสียงเลี้ยงลูกบาสเกตบอลกระทบพื้นปึงปัง คุณนายใหญ่หรงมีความอยากรู้อยากเห็นเดินไปที่หน้าต่างมองลงไปที่สนามบาส ฝงซื่อเจินกับหรงเจียซั่งกำลังยืนอยู่ในสนามบาสกำลังโยนลูกบาสอยู่
ฝงซื่อเจินพูดคำศัพท์ขึ้นมา 1 คำโยนลูกบาสส่งให้หรงเจียซั่งหรงเจียซั่งพูดคำศัพท์ที่มีความหมายเหมือนกันในภาษาอังกฤษออกมาแล้วก็โยนลูกบอลส่งให้กับฝงซื่อเจินชูตลงห่วง
“...แชตเตอร์...”
“แชะ...ไม่สิ สูญสลาย”
“แต่งประโยค”
หรงเจียซั่งจับบอลวิ่งไปรอบสนาม 1 รอบะโลอยขึ้นชูตบาส ในเวลาเดียวกันก็พูดไปด้วย 1 ประโยค
ฝงซื่อเจินยิ้มอย่างพอใจ“คำต่อไป...”
“ครูฝงคนนี้มีความสามารถมากจริงๆ” คุณนายใหญ่หรงพูดขึ้น“พี่ชายลูกหัวรั้นขนาดนั้น แต่กลับเข้ากันได้ดีกับหล่อนจนได้”
พูดไปแล้วฝงซื่อเจินกับหรงเจียซั่งอายุก็ไล่เลี่ยกันไม่สมควรที่จะใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างนี้ เกรงว่าจะเกิดอะไรที่มันพูดได้ลำบากแต่ว่าคุณนายใหญ่หรงก็ไม่ได้แคร์ว่าครูสอนพิเศษคนนี้จะจับคุณชายจนทำให้เกิดเื่ซุบซิบอื้อฉาวฝงซื่อเจินเป็เครื่องมือที่ใช้ได้ดีอยู่ในมือ ในเมื่อใช้ดีแล้วก็ใช้ต่อไปถ้าใช้ไม่ดีก็ทิ้งไปซะ ถ้าหากฝงซื่อเจินทำให้ชื่อเสียงของหรงเจียซั่งต้องแปดเปื้อนก็ไม่เกินความสามารถในการจัดการของคุณนายใหญ่หรงไปได้
หรงฟังหลินถามอย่างคาดเดา“แม่คะ วันไหว้พระจันทร์จัดกินข้าวรวมญาติ จะเชิญพี่ฮุ่ยมาด้วยจริงๆ เหรอคะ?”
คุณนายใหญ่หรงได้ยินแล้วก็หันมามองตาพูดขึ้น “แม่รับปากพ่อกับแม่ของเขาว่าจะรับมาเลี้ยงดูแล้วแน่นอนว่าจะต้องรักษาคำพูดให้ดีที่สุด”
หรงฟังหลินวุ่นวายใจเป็ที่สุด“หล่อนมีลุงที่เป็ญาติสนิทอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ทำไมไม่ให้ไปอยู่กับลุงหล่อน?หนูเห็นหล่อนแล้วเหมือนกับว่าจะมาจับพี่ซิ่วเฉิงอย่างนั้นแหละ แม่คะ พี่ซิ่วเฉิงเขา...”
“อย่าพูดถึงเขาอีกเลยน่ะ”คุณนายใหญ่หรงพูดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วยังพูดบ่นลูกสาวไปอีก “ลูกก็รู้ว่าพ่อของลูกวางตำแหน่งของเขาเป็อีกแบบหนึ่งอย่าว่าแต่เขาไม่ชอบลูกเลย ถึงแม้เขาจะชอบลูกขึ้นมาจริงๆ พ่อของลูกก็ไม่เห็นด้วยอยู่ดี”
“ทำไมล่ะคะ?”หรงฟังหลินน้ำตาคลอทั้งสองข้าง “สมัยนี้เขาให้อิสระในการเลือกคู่กันหมดแล้ว ทำไมหนูเลือกคู่ชีวิตให้ตัวเองไม่ได้?พ่อไม่ควรจะเอาพวกหนูไปแต่งงานเพื่อธุรกิจ!”
คุณนายใหญ่หรงถึงแม้ว่าจะไม่พอใจแต่ก็ยังปรับสีหน้านิ่งเฉย พูดขึ้น “ลูกดูนะผู้หญิงคนอื่นๆ ที่นิยมเลือกคู่ด้วยตัวเองน่ะมีใครบ้างที่มีชีวิตที่ดีขึ้น? ไม่แต่งเข้าบ้านคนจนๆ จนไม่เหลืออะไร ก็ถูกทิ้งบ้างละสุดท้ายต้องกลับมาให้พ่อแม่ดูแลที่บ้านเหมือนเดิม พ่อกับแม่ไม่มีทางทำร้ายลูกอย่างแน่นอน แล้วก็จะเลือกคู่ชีวิตที่ดีที่เหมาะสมที่สุดให้ลูก ไม่ว่าหน้าตาหรือฐานะก็จะต้องเหมาะสมกันซิ่วเฉิงเด็กคนนี้ที่จริงก็ไม่เลวเลย แม่เองก็ชอบเขานะ แต่...”
“แต่ว่าคุณพ่อรู้สึกว่าเขาเป็คนฝั่งตระกูลหวงไม่้าให้ลูกสาวของเขาแต่งงานเข้าไปตระกูลนั้นเพื่อเพิ่มอำนาจใช่ไหมคะ?”
คิดขึ้นมาแล้วก็เหมือนตัวเองเสียอย่างนั้นสามีคนที่กีดกันความก้าวหน้าของบ้านหล่อนเอง คุณนายใหญ่หรงคิดแล้วก็มีสีหน้าที่ถอดสีจนดูไม่ได้
“พี่ฮุ่ยหล่อนมีอะไรดีเหรอ?”หรงฟังหลินน้ำตาคลอ “การเรียนก็งั้นๆ หน้าตาก็ธรรมดา ก็แค่ชอบทำตัวให้น่าสงสารไม่ทันทำอะไรก็ชอบแสดงออกมาว่าถูกคนอื่นกลั่นแกล้งอย่างนั้นอย่างนี้ผู้ชายแต่ละคนก็เชื่อมารยาหล่อนหมด พี่ซิ่วเฉิงเป็คนฉลาดขนาดนี้ทำไมจะมองนิสัยจริงๆ ของหล่อนไม่ออกกัน?”
“ผู้ชายที่ถูกผู้หญิงปั่นหัวจนหลงไปแล้วน่ะยังจะมองอะไรได้ชัดอีกเหรอ” คุณนายใหญ่หรงทอดถอนหายใจพูดขึ้น
เสียงหัวเราะสนุกสนานลอยเข้ามาจากด้านนอกได้ยินก็รู้ว่าเป็เสียงหัวเราะของหรงเจียซั่ง ผู้ชายคนที่มีความสันโดษยโสโอหังอย่างเขาก็มีเสียงหัวเราะที่เบิกบานใจได้ขนาดนี้เชียวแม่ลูกตระกูลหรงแปลกใจจนต้องออกมายืนมองดู
ในสนามเล็กๆฝงซื่อเจินกำลังชี้ไปที่นักเรียน “ยืนถอยไปหน่อย ยืนด้านหลังเส้นน่ะ หันหน้าไป”
หรงเจียซั่งใช้นิ้วมือหมุนลูกบาสพูดคัดค้านขึ้นมา “นี่ครู กฎแบบนี้มันไม่ได้มาตรฐานเลย”
“ฉันเป็ครู ฉันเป็มาตรฐาน”ฝงซื่อเจินยิ้มอย่างพออกพอใจ “ตอบผิดจะต้องถูกลงโทษนะ จับลูกบาสไว้ด้านหลังตัวห้ามมอง!”
“คนอ่อนแหละมอง” หรงเจียซั่งบ่นออกมา ยื่นมือเตรียมจับลูกบอลโยนจากด้านหลัง
ลูกบาสถูกโยนขึ้นมาเป็เส้นโค้งที่แม่นยำชูตลงห่วงไป!
ฝงซื่อเจินใมองตาค้าง
อย่างนี้ก็ได้เหรอ?
“ครูเห็นชัดรึยัง?”หรงเจียซั่งชอบอกชอบใจพูดเยาะเย้ยขึ้น สายตายิ้มเป็ประกาย “เห็นไม่ชัดเหรอ?เดี๋ยวจะชูตให้ดูอีกรอบ”
เขาหยิบลูกบาสขึ้นมาถือไว้ที่ด้านหลัง
ฟุ่บ!
ชูตอีก ก็ลงอีก!
ฝงซื่อเจินอ้าปากค้างไม่พูดไม่จาไม่เล่นต่อแล้ว
หน้าตาท่าทางตกตะลึงจนอ้าปากค้างแบบนี้ทำให้หรงเจียซั่งหัวเราะยกใหญ่เสียงหัวเราะดังลั่นหู ทั้งดูมีความสุขและทั้งได้ใจเป็ครั้งแรกที่เขาหัวเราะออกมาต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ ท่าทีเป็ธรรมชาติมีชีวิตชีวามาก
เสียงหัวเราะนั้นช่างแสนสั้นครู่เดียวก็หายไป สติของฝงซื่อเจินที่หลุดไปถูกดึงกลับมาที่เก่า ยังตะลึงไม่หาย
การเคลื่อนไหวของหรงเจียซั่งไวอย่างลมเลี้ยงลูกบาสไปในสนามอย่างว่องไว คล่องแคล่ว และชูตลงไปอย่างพลิ้วไหว ชูตลงไปไม่โดนขอบห่วงเลย
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดใบไม้ที่ร่วงอยู่กับพื้นปลิวว่อนท่ามกลางแสงแดดกลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาถูกสูดเข้าไปเต็มปอด ฟ้าสีครามน้ำสีใสมรกตดอกกุ้ยฮวาสีเหลืองอร่ามสู้แสงอาทิตย์ทว่าในสายตาของฝงซื่อเจินมองเห็นแค่เพียงการเคลื่อนไหวร่างกายของหรงเจียซั่งและเห็นหยดเหงื่อที่อาบเต็มใบหน้าที่งดงามของเขาเท่านั้น
ค่อยๆ แยกไม่ออกว่าที่จริงแล้วตัวคนกำลังเคลื่อนไหวหรือโลกหมุนกันแน่ ทิวทัศน์รอบกายได้ผ่านไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่ฉากฉากหนึ่งที่ปรากฏขึ้นมามีเพียงชายหนุ่มเสื้อสีขาวคนนี้ หยุดอยู่ตรงหน้า
“คุณชายใหญ่!” คนรับใช้คนหนึ่งอยู่ๆ ก็วิ่งเข้ามาจากประตูด้านหลัง“คุณท่านกำลังจะกลับมาถึงบ้านแล้วครับ คุณนายใหญ่เชิญคุณชายรอรับท่านที่ห้องโถงด้านหน้าครับ”
ลูกบาสถูกปล่อยทิ้งค่อยๆ เด้งเบาลงจนนิ่งอยู่ที่พื้นฉากฝันนั้นมลายหายไปแล้ว รอยยิ้มของทั้งสองก็จางหายไปด้วยความสุขชั่วครู่สิ้นสุดลงแล้ว
ฝงซื่อเจินสายตางุนงงมองไปยังหรงเจียซั่งที่กำลังดูเหมือนไม่ค่อยจะสู้ดีนักต่างคนก็มองตากันและเข้าใจความรู้สึกที่ไม่ค่อยอยากจะรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น
***ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/0818cc58522cbd86eda61452a3988291
***เวลาแชร์หรือเมาท์มอยนิยายเื่เมืองศิวิไลซ์ที่ไหนขอฝากแฮชแท็ก #เมืองศิวิไลซ์ #เรือนหอมหมื่นลี้ #readAwrite ด้วยน้า