ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 62 ตาเฒ่า ดรอปเหรียญทองมาซะดีๆ

            “คณบดีทั้งสามท่านมาพร้อมกันแบบนี้ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”

            เจียงจืออวี๋เอ่ยทักทายคณบดีทั้งสามทีละคนก่อนจะปรับสีหน้าให้ดูเป็นงานเป็นการและเป็นฝ่ายเอ่ยถามออกไปก่อน

            เมื่อประเมินจากข้อมูลที่ได้รับจากซินซวงก่อนหน้านี้เธอพอจะเดาเหตุผลที่ทั้งสามคนมาที่นี่ได้อยู่แล้วเพียงแต่เรื่องบางเรื่องก็ต้องให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นคนพูดออกมาเอง

            “คืออย่างนี้นะนักศึกษาเจียง”

            “พวกเราได้ดูวิดีโอการต่อสู้ของเธอตลอดทั้งกระบวนการพวกเรายอมรับในพรสวรรค์ของเธอมากจนเกิดความรู้สึกเอ็นดูอยากขัดเกลาเพชรเม็ดงาม”

            “เธอก็เพิ่งเข้าเรียนที่สุ่ยมู่ ยังไม่ได้เลือกอาจารย์ที่ปรึกษาใช่ไหมล่ะ?”

            “และด้วยพรสวรรค์ระดับเธอ อาจารย์ทั่วไปคงสอนเธอได้ไม่นานหรอก”

            “สู้ให้พวกเราเหล่าคณบดีเป็นคนลงมือสอนเธอด้วยตัวเองจะดีกว่า”

            “ที่มาวันนี้ ก็แค่อยากจะถามเธอว่า เธออยากเลือกใครมาเป็นอาจารย์ของเธอ?”

            คณบดีจี้เป็นฝ่ายเปิดประเด็นอธิบายก่อนแต่พอสิ้นเสียงลง คณบดีหลี่จากคณะเวทมนตร์ก็รีบเสริมขึ้นมาทันที

            “พวกเราทั้งสามคนจะช่วยกันสอนเธอ ส่วนเรื่องการเลือกอาจารย์อย่างเป็นทางการรออีกสามเดือนค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย”

            “ตอนนี้เธอแค่ต้องเลือกว่าอยากจะเริ่มเรียนกับใครก่อน”

            คณบดีหลี่รู้ดีว่าในบรรดาสามคนนี้เขาเสียเปรียบที่สุด

            เจียงจืออวี๋ฝึกฝนวิถียุทธ์แถมยังทำพันธสัญญากับสัตว์อสูรมีเพียงวิถีแห่งเวทมนตร์เท่านั้นที่เธอดูเหมือนจะไม่เคยสัมผัสเลยแม้แต่นิดเดียว

            หากเป็นนักศึกษาทั่วไปเขาคงไม่ลดตัวมาพูดเสริมแบบนี้แต่พรสวรรค์ด้านพลังจิตของเจียงจืออวี๋นั้นทำให้เขาไม่อาจมองข้ามได้จริงๆ

            ถ้าพลาดศิษย์ฝีมือดีขนาดนี้ไปเกรงว่าถ้าตื่นมากลางดึก เขาคงต้องเสียใจจนทุบอกชกตัวแน่ๆ

            ที่ต้องพูดเสริมแบบนี้ก็เพื่อเพิ่มตัวตนของตัวเองให้ดูมีบทบาทขึ้นมาหน่อยกันท่าไม่ให้เจียงจืออวี๋เข้าใจผิดแล้วเผลอเลือกตาเฒ่าจี้ไปโดยตรง

            ในเมื่อวิธีจับไม้สั้นไม้ยาวเพื่อนอีกสองคนไม่เอาด้วยตอนนี้เขาก็ได้แต่ต้องโยนปัญหาไปให้เจียงจืออวี๋เป็นคนตัดสินใจเอง

            สามเดือน...คณบดีทั้งสามคนผลัดกันสอนงั้นเหรอ?

            เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงที่ได้ยินข้อเสนอของทั้งสามคนต่างก็รู้สึกเหลือเชื่ออยู่ในใจ

            แม้ผลลัพธ์นี้จะต่างจากที่เจียงจืออวี๋คาดการณ์ไว้ไกลโขแต่มันเห็นได้ชัดว่าผลลัพธ์แบบนี้ย่อมส่งผลดีต่อเธออย่างที่สุด

            นักศึกษาทั่วไปแค่จะได้ให้คณบดีสักคนมาสอนยังยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์ นับประสาอะไรกับเธอที่ตอนนี้ถูกคณบดีถึงสามคนหมายตาพร้อมกัน

            แต่พอลองคิดดูด้วยศักยภาพที่เธอแสดงให้เห็นระหว่างฝ่าด่านหอพิชิตดาว การที่คณบดีทั้งสามจะให้ความสนใจก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

            ทว่าปัญหาที่ใครจะเริ่มก่อนเริ่มหลังนี่แหละที่ทำเอาเจียงจืออวี๋ลำบากใจอยู่เหมือนกัน

            ทั้งสามทางเลือกล้วนเป็นคำตอบที่ดีที่สุดการจะลังเลก็เป็นเรื่องธรรมดา

            “หลักๆ แล้วหนูฝึกวิถียุทธ์พลังเลือด งั้นขอเลือกคณบดีจี้ก่อนแล้วกันค่ะ”

            พอได้ยินคำพูดนี้ใบหน้าของคณบดีจี้ก็ปรากฏรอยยิ้มกว้างทันทีเขาหันไปส่งสายตาเยาะเย้ยใส่เพื่อนเก่าทั้งสองคนก่อนจะหันมายิ้มละไมให้เจียงจืออวี๋

            “วางใจเถอะ เลือกฉันก่อน รับรองว่าฉันจะไม่ทำให้เธอต้องผิดหวัง”

            “ภายในสามวัน ฉันรับประกันว่าค่าพลังเลือดของเธอจะทะลุสามพัน!”

            ตอนนี้ค่าพลังเลือดของเจียงจืออวี๋อยู่ที่ประมาณสองพันหกร้อยซึ่งขาดอีกเกือบสี่ร้อยถึงจะครบสามพันหากฝึกฝนตามวิธีเดิมเกรงว่าการจะเก็บค่าพลังเลือดสี่ร้อยนี้คงต้องใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์

            แต่จากคำที่คณบดีจี้พูดมาการเพิ่มค่าพลังเลือดสี่ร้อยจุดกลับใช้เวลาเพียงแค่สามวัน!

            นี่น่ะเหรอคือพลังอำนาจของตัวตนระดับราชันยุทธ์?

            ไป๋ฉางเซิงเหลือบมองคณบดีจี้ทีหนึ่งแล้วหันไปมองเจียงจืออวี๋

            ถ้าจะบอกว่าไม่อิจฉาก็คงจะโกหก

            แต่เขาก็รู้ตัวดีว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมาในตอนนี้ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้รับความสำคัญจากตัวตนระดับคณบดีเหมือนเจียงจืออวี๋

            เว้นเสียแต่ว่าเขาจะเอาเรื่องระบบออกมาเปิดเผย

            แต่ตราบใดที่สมองเขายังปกติดีเขาไม่มีทางบอกเรื่องการมีอยู่ของระบบให้ใครรู้เด็ดขาด แม้แต่เจียงจืออวี๋ก็ตาม

            ดังนั้นเขาจึงทำได้แค่ซุ่มฟาร์มเงียบๆ ต่อไป

            ไป๋ฉางเซิงทอดถอนใจลึกในอกทว่ากลับเห็นคณบดีเฉียนยังคงจ้องมองเขาเขม็งไม่วางตา

            “นักศึกษาเจียง เจ้างูเกล็ดขาวตัวนี้ เคยผ่านการกลายพันธุ์มาแล้วกี่รอบ?”

            จู่ๆคณบดีเฉียนก็โพล่งถามขึ้นมา ขัดจังหวะบทสนทนาระหว่างเจียงจืออวี๋และคณบดีจี้

            ก่อนหน้านี้ที่อยู่ไกลๆแถมยังมีกระจกวารีกั้น เขาทำได้เพียงสังเกตรูปลักษณ์ภายนอกของไป๋ฉางเซิงแต่ถึงอย่างนั้นมันก็เพียงพอที่จะทำให้เขาสนใจได้แล้ว

            และตอนนี้ที่อยู่ห่างจากไป๋ฉางเซิงไม่ถึงสองก้าวเขาสามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวไป๋ฉางเซิงได้อย่างชัดเจน

            เจ้างูเกล็ดขาวตัวนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน!

            ด้วยความรู้และการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสัตว์อสูรของเขาเขาย่อมมองเห็นความไม่ธรรมดาในตัวของไป๋ฉางเซิง

            เกล็ดงูเรียบลื่นลมหายใจยาวเหยียด ภายใต้เกล็ดงูยังมีกระแสพลังงานไหลเวียนเพื่อใช้ในการป้องกันและกระดูกงูนี้ ความแข็งแกร่งเห็นได้ชัดว่าสูงกว่าปกติมากไม่ใช่สิ่งที่ทหารอสูรระดับสามระดับต้นทั่วไปควรจะมี

            และแน่นอนว่านอกจากสิ่งเหล่านี้เขาสามารถสัมผัสได้ถึงสิ่งที่เขาคาดหวังไว้ในตัวไป๋ฉางเซิงได้อย่างชัดเจน

            เลือดมังกร!

            ถึงแม้จะเบาบางจนถึงที่สุดและถ้าไม่ตั้งใจตรวจสอบก็อาจจะมองข้ามไปได้เลยก็ตาม

            แต่ในตัวเจ้าตัวเล็กนี่มีเลือดมังกรอยู่จริงๆ

            ซึ่งสิ่งนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่งูเกล็ดขาวตัวหนึ่งควรจะมีเช่นกัน

            “เรียนคณบดีเฉียนตามตรงค่ะเสี่ยวไป๋เคยผ่านการกลายพันธุ์มาทั้งหมดสามรอบแล้วค่ะ”

            เจียงจืออวี๋ก้มลงมองไป๋ฉางเซิงที่นอนนิ่งไม่ไหวติงมาตั้งแต่ต้นก่อนจะยื่นมือเรียวขาวนวลออกไป ใช้ปลายนิ้วลูบผ่านเกล็ดงูของเขาเบาๆ

            “กลายพันธุ์สามรอบ?”

            เมื่อได้ยินตัวเลขที่เจียงจืออวี๋บอกไม่ใช่แค่คณบดีเฉียนที่ตกใจแม้แต่คณบดีจี้และคณบดีหลี่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหันมามองไป๋ฉางเซิงเพิ่มอีกนิด

            ถึงพวกเขาจะไม่ได้ฝึกฝนในวิถีควบคุมสัตว์อสูรแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่เข้าใจว่าการกลายพันธุ์สามรอบนั้นหมายถึงอะไร

            สายเลือดของงูเกล็ดขาวปกตินั้นไม่มีทางที่จะทำให้ไป๋ฉางเซิงเติบโตมาได้ถึงระดับนี้

            หากต้องการทำลายคอขวดและก้าวข้ามขีดจำกัดของสายเลือดมีเพียงเส้นทางการกลายพันธุ์ทางเดียวเท่านั้น

            และการกลายพันธุ์ถึงสามรอบเต็มๆก็หมายความว่าเพดานการเติบโตของไป๋ฉางเซิงได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้วตอนนี้ไม่มีใครรู้เลยว่าไป๋ฉางเซิงจะเติบโตไปได้ถึงระดับไหน

            เพราะจำนวนสัตว์อสูรที่กลายพันธุ์ถึงสามรอบนั้นหาได้ยากยิ่งนักและตามที่มีบันทึกไว้ ไม่มีตัวไหนเลยที่อยู่ในระดับต่ำกว่าราชาอสูร

            แต่ที่แน่ๆอย่างหนึ่งคือ ทหารอสูรระดับสาม ย่อมไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเขาแน่นอน

            “มิน่าล่ะ... มิน่าล่ะ...”

            ในดวงตาของคณบดีเฉียนมีความประหลาดใจพาดผ่านเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเข้าใจ เขาเรียบเรียงคำพูดครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า“ความจริงเรื่องนี้มันไม่ได้ขัดแย้งกันเลย”

            “งูเกล็ดขาวตัวนี้ หลังจากผ่านการกลายพันธุ์ถึงสามรอบในสายเลือดของมันได้มีร่องรอยของเลือดมังกรติดมาด้วยนิดหน่อย”

            “เพียงแต่ว่าสายเลือดนี้มันช่างเจือปนและไม่บริสุทธิ์เอาเสียเลยจำเป็นต้องใช้สมุนไพรวิญญาณและทรัพยากรวิญญาณในการชำระล้างและกลั่นให้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่องถึงจะขยับขึ้นไปสู่ระดับความเข้มข้นที่ต้องการได้”

            “ถ้านักศึกษาเจียงเต็มใจ สามารถส่งงูเกล็ดขาวตัวนี้มาให้ฉันดูแลก่อนได้นะ”

            “พอเธอเรียนกับตาเฒ่าจี้จบแล้ว ฉันค่อยสอนเรื่องอื่นให้เธอต่อ”

            เลือดมังกรยังสามารถกลั่นให้บริสุทธิ์ได้อีกเหรอ?

            พอไป๋ฉางเซิงได้ยินแบบนี้ในใจก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่ง

            เรื่องที่เขาได้รับเลือดมังกรมานั้นแม้แต่เจียงจืออวี๋เองก็ยังไม่รู้ การที่คณบดีเฉียนมองออกเขาก็ไม่ได้แปลกใจอะไรมากแต่สิ่งที่เขาทึ่งคือคณบดีเฉียนถึงกับมีวิธีที่จะช่วยกลั่นเลือดมังกรให้บริสุทธิ์ได้เลยงั้นเหรอ?

            แต่พอลองคิดดูแล้วก็พอจะเข้าใจได้

            วิถียุทธ์บนโลกนี้พัฒนามานานหลายปีเส้นทางอีกสองสายที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆกับวิถียุทธ์เองย่อมมีการพัฒนาที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

            ภายใต้การศึกษาและค้นคว้าของบรรพบุรุษนับไม่ถ้วนการหาวิธีชำระล้างสายเลือดให้บริสุทธิ์ได้ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายนัก

            ทว่าสำหรับไป๋ฉางเซิงแล้วในเมื่อเขามีระบบอยู่ เรื่องพวกนี้มันไม่ได้ยุ่งยากขนาดนั้นเลยสักนิด

            เขาแค่ต้องการให้คณบดีเฉียนช่วยดรอปเหรียญทองออกมาหน่อยมอบแต้มวิวัฒนาการให้เขามากพอที่จะอัปเกรดระดับเลือดมังกรให้สูงขึ้นไปเองก็พอแล้ว

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน