“สวบ ๆ ...”
ห่างออกไปพลังปราณดาบไร้รูปร่างถูกส่งออกมาจนเกิดเสียงดังฟังชัด
พลังปราณแหวกอากาศและผ่าเข้าที่กลางหัวของกระต่ายจนแบ่งเป็นสองส่วน
“เถาวัลย์กีดขวาง”
“กำแพงเกล็ดน้ำแข็ง”
ห่างออกไปกำแพงน้ำแข็งผุดขึ้นมาจากพื้นดิน เถาวัลย์สีเขียวเลื้อยขึ้นมาตามกำแพงน้ำแข็งจนเต็มทั่วทั้งกำแพงภายในชั่วพริบตา
เถาวัลย์จำนวนนับไม่ถ้วนเปลี่ยนเป็นแส้หลายเส้น และฟาดเข้าใส่หัวของกระต่ายที่กำลังร่วงหล่นลงมา
หัวกระต่ายที่ปะทะเข้ากับเถาวัลย์แหลกเป็นผุยผง
การโจมตีของพวกเธอทำให้เซี่ยฮุยและป๋ายเสียวเสี่ยวแทบไม่สามารถแทรกการโจมตีได้เลย
คงเป็นเพราะเฉียนตัวตัวเตือนว่าไม่สามารถโจมตีแบบประชิดได้ คนอื่น ๆ จึงเลือกที่จะโจมตีระยะไกล
นอกจากจำนวนหัวกระต่ายที่มีเยอะมากแล้ว ก็ไม่พบจุดพิเศษอื่น ๆ นอกจากสิ่งเหล่านี้
เพียงไม่นานหัวกระต่ายทั้งหมดก็มลายหายไป
“ฟู่! ดูเหมือนว่าจะไม่มีแล้วนะ”
เมื่อเห็นว่าไม่มีหัวกระต่ายตกลงมาแล้ว เจี่ยปิงอวี่ก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ และยกเลิกการเปิดใช้พลังจากกำแพงน้ำแข็ง
กำแพงน้ำแข็งละลายหายไปภายในชั่วพริบตา
แต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าการต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด และมันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้หยุดพักหายใจ เงาเล็ก ๆ ก็ปรากฏขึ้นด้านบนบันไดที่อยู่ตรงหน้า
เด็กผู้หญิงสวมใส่ด้วยชุดนักเรียนสีขาวตัดฟ้า รูปร่างของเธอค่อนข้างเล็กคล้ายกับเด็ก
เธอก้มหน้าเล็กน้อย ผมยาวสีดำขลับปกลงมาบนใบหน้าของเธอ จนไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเธอได้ทั้งหมด
“กระต่ายน่ารักขนาดนั้น ทำไมถึงต้องฆ่าพวกมันด้วยล่ะ”
เธอถามคำถามไร้เดียงสาด้วยน้ำเสียงที่ดูบริสุทธิ์เป็นอย่างมาก
เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ หันมาสบตากันโดยไม่ได้ตอบคำถามของเธอ แต่แอบรวบรวมพลังของตนเองไว้อย่างเงียบ ๆ
แม้ว่าเด็กผู้หญิงคนนี้จะดูไม่มีพิษไม่มีภัย แต่คำถามที่เธอถามออกมาก็ชัดเจนแล้วว่ามีความเป็นไปได้สูงมากที่กระต่ายเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับเธอ
“ฆ่ากระต่ายแบบนี้ เจินเจินจะโมโหเอานะ”
ยังไม่รอให้พวกเขาตอบคำถาม เธอก็พูดต่อไปว่า “ถ้าเธอโมโหเมื่อไหร่ก็จะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น”
ระหว่างที่พูดเธอก็เงยหน้าขึ้นจนเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง ใบหน้ากลม ๆ เข้ากันได้ดีกับรูปร่างของเธอ องค์ประกอบทั้งห้าบนใบหน้าก็ดูสมดุลทุกจุด
ดวงตากลมโตคู่นั้นคล้ายกับหินโมราสีดำขลับที่ดูน่าหลงใหลเป็นอย่างมาก
ในดวงตาคู่นั้นมีน้ำตาใส ๆ กำลังกลิ้งอยู่บริเวณขอบตา จึงทำให้เธอดูน่าเวทนามากยิ่งขึ้น
“พวกเธอรีบหนีไปเถอะ ถ้าเจินเจินมาเห็นเข้าพวกเธอต้องตายแน่ ๆ เลย”
“เธอคือจางเสี่ยวหง?”
เจี่ยปิงอวี่มองเด็กคนนั้นและเอ่ยถามด้วยความมั่นใจ
อีกฝ่ายมองเจี่ยปิงอวี่ด้วยความสงสัยและเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นก็ค่อย ๆ ตอบกลับมาว่า “ใช่แล้วล่ะ ฉันคือจางเสี่ยวหง พวกเธอคงจะเห็นสมุดไดอารี่ของฉันแล้วสินะ ทำไมถึงยังมาที่นี่? ฉันก็เขียนเตือนไปแล้วแท้ ๆ ทำไมถึงส่งตัวเองมาตายที่นี่อีกล่ะ?”
จางเสี่ยวหงพูดด้วยน้ำเสียงสงสัยและไม่เข้าใจ
เมื่อได้ยินเธอพูดเช่นนี้ คิ้วของเซี่ยฮุยก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
เขาจำได้ชัดเจนว่าบนสมุดไดอารี่ไม่ได้มีคำเตือนอย่างที่จางเสี่ยวหงบอก
ไม่สิ! เดี๋ยวก่อนนะ...
จู่ ๆ ความคิดบางอย่างก็ทำให้เซี่ยฮุยตกใจ เขาหยิบสมุดออกมาและพลิกไปดูหน้าสุดท้ายเพื่ออ่านมัน และพบว่าหน้าสุดท้ายมีร่องรอยของกระดาษที่ถูกฉีกขาด
มีคนตั้งใจที่จะฉีกมันทิ้ง และหน้านั้นก็คงจะเป็นคำเตือนที่เธอเขียนไว้!
ถ้าเช่นนั้น...เธอทำไปเพื่ออะไรกัน?
“ดูเหมือนว่าเจินเจินจะเป็นคนทำสินะ”
จางเสี่ยวหงมองสมุดไดอารี่ในมือของเซี่ยฮุย เธอจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าทำไมเซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ ถึงเดินทางมาที่นี่
เธอส่ายหน้าด้วยความหงุดหงิด “เธอเป็นแบบนี้ตลอดเลย ไม่เคยเชื่อฟังฉันสักครั้ง ทำไมต้องฆ่าทุกคนด้วยนะ พวกเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไม่ดีกว่าเหรอ?”
เซี่ยฮุยและเจี่ยปิงอวี่หันมาสบตากัน
ท่าทางของจางเสี่ยวหงทำราวกับเจินเจินมีชีวิตอยู่จริง หรือว่าจะไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคาดเดาก่อนหน้านี้?
คิดเช่นนี้เซี่ยฮุยก็ถามต่อไปว่า “เจินเจินอยู่ที่ไหน? ทำไมเธอถึงอยากฆ่าทุกคน?”
“นายหมายถึงเจินเจินเหรอ?”
จางเสี่ยวหงมองเซี่ยฮุย ใบหน้าที่น่ารักจิ้มลิ้มของเธอปรากฏรอยยิ้มแปลกประหลาดบางอย่าง “พวกเธออยากเห็นเจินเจินจริง ๆ เหรอ?”
“งั้นฉันจะเรียกออกมาให้พวกเธอได้เห็น”
ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้พูดอะไร จางเสี่ยวหงก็ตะโกนออกมา “เจินเจิน มีคนอยากเจอเธอน่ะ”
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น...
บรรยากาศที่อยู่รอบตัวเกิดความอึดอัดเป็นอย่างมาก
เซี่ยฮุยและคนอื่น ๆ มองจางเสี่ยวหงที่ลอยอยู่กลางอากาศด้วยความสงสัย
แต่หลังจากที่จางเสี่ยวหงตะโกนออกไป เธอก็ก้มหน้าลงจนทำให้ไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของเธอได้อีก
ดูเหมือนว่าเธอก็คงจะรู้สึกอายสินะที่ไม่มีใครออกมา!
บางอย่างผุดขึ้นมาในสมองของเขา เซี่ยฮุยรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่อันตรายมาก
จู่ ๆ ก็มีแรงกดดันลอยลงมาจากด้านบน
ไม่ได้มีเพียงแค่เขา คนอื่น ๆ ในทีมก็รู้สึกถึงพลังงานนี้ด้วยเช่นกัน
พลังปราณที่ควบแน่นเข้าด้วยกันจนกลายเป็นสสาร ทำให้อากาศที่อยู่ภายในที่แห่งนี้เริ่มอึดอัด
พวกเขารู้สึกราวกับว่ามีใครบางคนกำลังกดหัวของพวกเขาอยู่ พลังนั้นกำลังควบคุมลมหายใจของพวกเขารวมถึงบังคับให้พวกเขาก้มหน้าลง
เซี่ยฮุยยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ตอนที่พลังถูกปล่อยออกมาเขาก็เปิดใช้งานพลังลมปราณทันที
สายตาของเขาจ้องมองไปที่ร่างของจางเสี่ยวหงที่ลอยอยู่กลางอากาศ เขาพบว่าพลังปราณที่เขารู้สึกส่งมาจากตัวของเธอ และมันก็เปลี่ยนไปจากเดิมจนน่าตกใจ
พลังอันตรายหมุนวนอยู่รอบตัวเธอ
ไม่ได้มีแค่นี้เท่านั้น พลังนี้ถูกส่งออกมาราวกับระเบิดวายุที่กำลังทำลายภาพมายาที่อยู่รอบตัว
ในเวลานี้เอง เซี่ยฮุยก็เพิ่งจะค้นพบว่าพวกเขากำลังยืนลอยอยู่กลางอากาศ
ใต้ฝ่าเท้าของพวกเขามีบันไดหมุนวนอยู่รอบ ๆ นอกจากนี้บันไดยังยื่นออกไปด้านหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับไร้จุดสิ้นสุด
“ราชันผี?”
เซี่ยฮุยสังเกตพลังที่อยู่บนตัวของจางเสี่ยวหง และเขาก็ค้นพบว่าเขารู้สึกคุ้นพลังนี้เป็นอย่างมาก
เป็นพลังปราณที่คล้ายกับผีเจ้าสาวที่เขาเจอก่อนหน้านี้ ดังนั้นพลังที่ถูกส่งออกมาก็น่าจะอยู่ระดับขอบเขตพิเศษขั้น 7 เช่นเดียวกัน
“ได้ยินว่าพวกเธออยากเจอฉันเหรอ”
จู่ ๆ เสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ซึ่งเป็นน้ำเสียงที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง
เซี่ยฮุยเข้าใจได้ในทันทีว่าจางเสี่ยวหงเป็นอย่างที่พวกเขาคาดเดาจริง ๆ เพราะเธอมีสองจิตอยู่ในร่างเดียว
เซี่ยฮุยไม่ได้ตอบอีกฝ่าย เขาหันไปมองคนในทีมที่ถูกควบคุม และยังยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยร่างสั่นสะท้าน
เซี่ยฮุยเปิดใช้พลังลมปราณสูงสุด พลังปราณของเขาที่ถูกแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง ช่วยให้พวกเธอหลุดออกจากพันธนาการได้สำเร็จ
วินาทีที่พลังที่ควบคุมอยู่บนร่างกายมลายหายไป เจี่ยปิงอวี่ก็รีบเปิดใช้ผลึกน้ำแข็งของเธอในทันที
พลังลมปราณที่อยู่รอบตัวเริ่มหนักอึ้งอีกครั้ง พลังความเย็นที่ถูกส่งออกมาจากร่างกายของเธอกระจายออกไปเพื่อควบคุมพลังของอีกฝ่ายจนเริ่มแยกออกจากกัน
แต่เนื่องจากความแตกต่างของพลังที่ถูกส่งออกมา ผลึกน้ำแข็งของเจี่ยปิงอวี่ที่อยู่ในฐานะของขอบเขตพิเศษขั้นสามจึงถูกพลังของเจินเจินควบคุมอีกครั้ง
ผลึกน้ำแข็งของเธอค่อย ๆ หดตัว และทำได้เพียงแค่ปกคลุมร่างกายของตัวเองเท่านั้น ดูจากท่าทางของเธอแล้วคงจะรับมือได้อีกไม่นาน
“พวกเธอนี่กล้าหาญจังเลยนะ ถึงได้เพิกเฉยที่จะตอบคำถามของฉัน”
ในเวลานี้เองเจินเจินที่ลอยอยู่กลางอากาศก็พูดขึ้นด้วยความโมโหโทโส
พลังปราณที่ถูกส่งออกมาก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่พลังปราณแบบปกติเท่านั้น แต่ในครั้งนี้แตกต่างจากก่อนหน้านี้เพราะอีกฝ่ายปล่อยพลังปราณออกมาด้วยความพิโรธ
ลมวายุเย็นยะเยือกราวกับใบมีดที่แหลมคมถูกปล่อยออกมาจากรอบตัวเธอ และพุ่งเข้าใส่พวกเขาทุกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ระวัง”
เฉียนตัวตัวตะโกนแผดเสียงดังสนั่น วินาทีที่พลังปราณถูกส่งออกมาร่างของเขาก็กลายร่างเป็นมังกรอีกครั้ง
เขามายืนอยู่ตรงหน้าทุกคนอย่างไม่ลังเลท่ามกลางการโจมตีของใบมีดวายุ ร่างกายที่ใหญ่โตของเขาก็ช่วยบดบังทุกคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ชิ้ง ๆ ๆ ๆ ...”
หลังจากเสียงดังขึ้น ใบมีดวายุของเจินเจินที่ถูกส่งออกมากลับไม่สามารถทำลายการป้องกันของเฉียนตัวตัวได้
“หึหึ เธอทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”
เฉียนตัวตัวรู้สึกได้ว่าแม้ว่าใบมีดวายุจะน่ากลัว แต่เมื่อปะทะลงบนร่างของเขา มันกลับให้ความรู้สึกราวกับมดกัดคันยุบยิบ แต่ไม่สามารถทำอันตรายเขาได้
เมื่อเห็นการโจมตีของเจินเจินหยุดชะงัก ร่างกายของที่ใหญ่โตของเขาก็ดีดตัวลอยขึ้นจากพื้นเพื่อยั่วโมโหอีกฝ่าย
“เห้ ๆ สู้ฉันไม่ได้สินะ สู้ฉันไม่ได้หรอก!”
“น่าโมโหชะมัด”
เจินเจินเห็นเฉียนตัวตัวดีดตัวขึ้นสูง สีหน้าของเธอก็แสดงออกถึงความโมโหอย่างชัดเจน
เธอคงอยากจะอัดเจ้าอ้วนนี่ให้ตายแน่ ๆ
“อ๊าก!”
เจินเจินแผดเสียงคำรามออกมา ตามมาติด ๆ ด้วยกระบวนท่าขนาดใหญ่ของเธอ
คลื่นวายุขนาดใหญ่ถูกพ่นออกมาจากปากของเธอ จากนั้นก็ปะทะเข้าใส่ร่างของเฉียนตัวตัว
เมื่อเห็นคลื่นยักษ์ด้วยตาเปล่า เฉียนตัวตัวก็เบิกตากว้างจนลูกตาแทบจะถลนออกมาจากเบ้า
เขาค้นพบว่าการโจมตีนี้แตกต่างจากใบมีดวายุก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังรุนแรงเกินกว่าระดับที่เขาจะสามารถรับมือกับมันได้
“พี่ฮุย!”
เฉียนตัวตัวกลับเข้าสู่ร่างมนุษย์อีกครั้ง จากนั้นเขาก็รีบหันมาตะโกนบอกเซี่ยฮุย “ช่วยฉันด้วย!”