บทที่ 6 ตบหน้าฉาดใหญ่
หลังจากวันนั้นจางหมินเย่วก็ยังคงไม่ลดละความพยายามในเมื่อนางได้ปักใจกับซ่งฟู่หลงแล้ว นางย่อมไม่มีวันเปลี่ยนใจง่ายๆ เป็แน่ ความมุ่งมั่นที่มีกับความรู้สึกที่ลึกซึ้งเบ่งบานในใจทำให้นางสลัดความเศร้าที่มีในหนก่อนและเดินหน้าเพื่อความรักของนางต่อไปอย่างไม่ยอมแพ้
จางหมินเย่วจัดเตรียมตะกร้าอีกครั้งโดยนางเปลี่ยนจากขนมหวานเป็อาหารคาวแบบง่ายๆด้วยตนเอง
แต่เมื่อไปถึงหน้าจวนพ่อบ้านคนเดิมได้แต่ทำสีหน้าเหน็ดเหนื่อยใจ เขาปฏิเสธจางหมินเย่วออกไปอย่างไม่ไว้หน้า
“คุณหนู โปรดอย่าทำให้ข้าน้อยลำบากใจเลย นายท่านไม่ประสงค์ให้คุณหนูเข้าพบหวังว่าคุณหนูจะตัดใจโดยเร็ว”
จางหมินเย่วยิ้มหน้าเจื่อนไม่เสียทุกรอบแต่นางก็ยังคงหวังว่าสักวันซ่งฟู่หลงจะใจอ่อนให้นางอยู่บ้างผิดกับเล่อจิ้นที่เอาแต่หงุดหงิดฉุนเฉียวไปเสียทุกครั้งไปใต้เท้าซ่งผู้นั้นมีตาหามีแววไม่ นายหญิงลดตัวลงมาหาเขาเช่นนี้แต่เขากลับแสดงความหยาบคายอย่างไม่ไว้หน้าทีเดียว
หลังจากจางหมินเย่วถูกปฏิเสธอยู่หลายหนนางก็ได้แต่ทอดถอนหายใจ ท่าทางร่าเริงแปรเปลี่ยนเป็เซื่องซึมและดูเหม่อลอยแม้เล่อจิ้นจะพยายามปลอบขวัญนางเช่นใดก็มิอาจทำให้จางหมินเย่วกลับมาสดใสได้อีกครั้ง
วันนี้เป็อีกวันหนึ่งที่จางหมินเย่วตั้งใจไปที่จวนสกุลซ่งคราวนี้จางหมินเย่วมิได้ให้เล่อจิ้นเคาะประตูจวนอย่างที่เคย นางเพียงยืนหลบมุมอยู่บริเวณรูปปั้นสิงโตขนาดใหญ่ที่หน้าจวนสายตาชะเง้อมองไปยังประตูจวนอยู่หลายหน หวังเพียงให้ได้พบหน้าซ่งฟู่หลงสักครั้งหนึ่งก็เพียงพอ
ไม่นานประตูจวนก็เปิดออก ซ่งฟู่หลงก้าวเท้าออกจากจวนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจางหมินเย่วเห็นเขาก็ได้แต่ใจเต้นรัวแรง ร่างกายร้อนผ่าวพร้อมใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความเขินอายนางยังคงแอบมองซ่งฟู่หลงอยู่เช่นนั้นโดยไม่ปรากฏตัวให้รบกวนเขาอย่างเช่นเคย
ซ่งฟู่หลงก้าวเดินออกมาจากจวน สัญชาตญาณของเขาทำให้ซ่งฟู่หลงปรายสายตามองไปยังรูปปั้นตรงด้านข้างจางหมินเย่วเห็นเช่นนั้นก็รีบหันหลังหลบตัวแอบอยู่ด้านหลังอย่างกลัวว่าเขาจะนึกหงุดหงิดใจขึ้นมาอีก
ซ่งฟู่หลงที่เห็นร่างบางรำไรก็อดนึกขบขันอย่างเสียมิได้นี่นางคิดว่าการหันหลังเข้ากำแพงจะทำให้หลบพ้นสายตาของเขาไปได้หรอกหรือ แค่เพียงชายกระโปรงที่สะบัดพริ้วก็เพียงพอจะทำให้เขาจับสังเกตได้แล้วเขายกยิ้มขึ้นมุมปากอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะปรับสีหน้าปรับมาเป็ปกติอีกครั้งแล้วจึงหันหลังเดินจากไปโดยไม่คิดจะทำให้นางได้รู้ตัวว่าถูกจับได้เสียแล้ว
หลังจากฝ่าาทรงว่าราชการเสร็จสิ้นซ่งฟู่หลงก็เดินออกจากท้องพระโรงเพื่อกลับมายังจวนโดยปกติเขามักไม่ค่อยสุงสิงกับใต้เท้าคนใดมากนัก และด้วยตำแหน่งขุนนางขั้นเจ็ดของเขาทำให้ขุนนางทั้งหลายก็ไม่คิดจะเหลือบแลเขาเช่นเดียวกัน
แต่ในระหว่างที่ซ่งฟู่หลงกำลังก้าวเท้าลงบันไดจู่ๆ ก็มีเสียงเรียกชื่อเขาดังขึ้นมา
“ใต้เท้าซ่ง...โปรดรอสักครู่”
ซ่งฟู่หลงชะงักเท้าก่อนจะหันหลังกลับไปตามเสียงเรียกจางเหวิ่นชิงสาวเท้าเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางอย่าง้าหยั่งเชิง
“คารวะใต้ท้าจางไม่ทราบว่าใต้เท้ามีธุระอันใดกับข้าหรือ”
“ใต้เท้าซ่ง หากท่านว่างเชิญไปดื่มน้ำชาเป็เพื่อนข้าสักหน่อย”
“ใต้เท้าจางเกรงใจข้าแล้ว...เชิญ” ซ่งฟู่หลงผายมือเชิญจางเหวิ่นชิงให้เดินนำหน้าด้วยความนอบน้อม
ภายในห้องรับรองจางเหวิ่นชิงนั่งเผชิญหน้ากับซ่งฟู่หลงสายตาของชายวัยกลางคนจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างพิจารณาในขณะที่ซ่งฟู่หลงยังคงนั่งนิ่งอย่างสงบ ดวงตาจ้องมองกลับอย่างไม่หวาดหวั่นบรรยากาศภายในห้องชวนให้อึดอัดและอึมครึม
จางเหวิ่นชิงยกจอกน้ำชาขึ้นจิบพร้อมกล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมา “ใต้เท้าซ่ง...ข้า้ารู้ความสัมพันธ์ของท่านกับเย่วเอ๋อร์บุตรสาวคนรองของข้า”
ซ่งฟู่หลงขมวดคิ้วจนเป็ปมอย่างนึกแปลกใจเขาขบคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงฉุกคิดถึงหญิงสาวที่มาดักพบเขาที่ด้านหน้าจวนอยู่บ่อยครั้งนางเคยกล่าวกับเขาว่านางเป็บุตรสาวคนรองสกุลจาง
“ใต้เท้าจางคงมีเื่เข้าใจผิดเป็แน่ข้ากับคุณหนูรองมิได้มีความสัมพันธ์อันใดต่อกัน” ซ่งฟู่หลงกล่าวตอบออกมาตามความจริง
จางเหวิ่นชิงได้ยินเช่นนั้นก็นึกโกรธเคืองขึ้นมาเขาถึงกับตบโต๊ะ สายตาจับจ้องซ่งฟู่หลงจนแทบถลนออกมาจากเบ้า “บังอาจนัก...เ้าเป็ลูกผู้ชายกล้าทำแต่มิกล้ารับ...คิดจะทำให้บุตรสาวของข้าเสื่อมเสียหรือ”
ซ่งฟู่หลงมิได้แสดงท่าทีที่เกรงกลัวออกมาแม้แต่น้อยเขาลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับจางเหวิ่นชิงพร้อมยกมือไขว้ไปด้านหลังอย่างผ่อนคลาย “ใต้เท้าจาง...ท่านควรไปสอบถามบุตรสาวของท่านเองจะดีกว่า...เพราะข้ากับนางมิเคยมีความสัมพันธ์อันใด”ซ่งฟู่หลงย้ำความจริงอีกครั้ง “ข้าขอยืนยันกับท่าน...ข้ามิเคยคิดผูกสัมพันธ์กับนางและฝากใต้เท้าจางกลับไปบอกบุตรสาวของท่าน...อย่าได้สนใจเื่ในจวนของข้าอีกเลย”
คำปฏิเสธที่กล่าวออกจากปากซ่งฟู่หลงด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่จริงจังไม่ต่างกับการตบหน้าจางเหวิ่นชิงฉาดใหญ่ คำพูดที่แม้จะดูไม่มีสิ่งใดเคลือบแคลงแต่คล้ายกับการประกาศให้เขารู้ว่าบุตรสาวของตนต่างหากที่เอาแต่ตามตอแยชายหนุ่มตรงหน้าไม่หยุด
“เ้า...หากเ้าไม่มีความสัมพันธ์ใดกับนาง...เหตุใดนางจึงร้องขอแต่งงานกับเ้าด้วย”จางเหวิ่นชิงตะคอกออกมาเสียงดัง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเคือง ร่างหนาสั่นเทิ้มด้วยโทสะที่มี
“แต่งงาน...”ซ่งฟู่หลงอุทานออกมาอย่างนึกขบขัน พลางยกยิ้มมุมปากขึ้นมาอย่างน่าหมั่นไส้ เขากับนางยังไม่เคยได้พูดจาอันใดกันแม้แต่น้อยเขากลับต้องมานั่งรับฟังว่านางคิดเพ้อถึงขั้นแต่งงานกับตน ช่างเป็เื่น่าสนใจยิ่งนัก“ใต้เท้าจาง...ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้น...นางก็ไม่ควรคิดเช่นกัน”
ซ่งฟู่หลงพูดจบก็โค้งตัวคำนับลาก่อนจะเดินออกจากห้องไปอย่างไม่สนใจจางเหวิ่นชิงที่ยืนเต้นผางด้วยความโกรธกริ้วอย่างแรง