จารึกที่ 184 : เงามายาแห่งความโลภ | ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดคือตนเอง
บรรยากาศภายในวิหารโบราณนั้นหนาวเหน็บเสียจนลมหายใจกลายเป็นไอหมอก ทางเดินหินสีดำทอดยาวลึกเข้าไปในความมืด ผนังทั้งสองด้านไม่ได้สลักลวดลายวิจิตรบรรจงเหมือนวิหารทั่วไป แต่กลับบุด้วย "กระจกเงาสีดารดาษ" บานใหญ่สูงจรดเพดานนับร้อยบานเรียงรายตลอดแนว
แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันอสูรที่ อาเจีย จุดขึ้น ส่องกระทบกระจกเหล่านั้น เกิดเป็นภาพสะท้อนนับพันที่วูบไหวราวกับมีชีวิต
"กระจกพวกนี้..." ฉินมู่หลาง ที่เดินตามมาติดๆ ขมวดคิ้ว เขารู้สึกวิงเวียนศีรษะเมื่อจ้องมองมันนานเกินไป "มันไม่ได้สะท้อนแค่รูปลักษณ์ภายนอก... แต่มันกำลังส่องเข้าไปถึงแก่นวิญญาณ"
"ระวังตัวด้วย..." อาเจียกระชับพู่กันนิรันดร์ "รอยเท้าปริศนานั่นหายไปที่หน้ากระจกบานใหญ่สุดทางโน้น... ใครก็ตามที่เข้ามาพยายามเลี่ยงที่จะส่องกระจกพวกนี้"
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นจากทุกทิศทาง ไม่ใช่ภาษาที่ฟังออก แต่มันดังขึ้นในจิตใจโดยตรง
(เจ้าปรารถนาสิ่งใด?... อำนาจ? ...เกียรติยศ? ...หรือความเป็นนิรันดร์?)
ฉินมู่หลางชะงักกึก ดวงตาของเขาเริ่มพร่ามัว ในกระจกเงาบานหนึ่ง เขาไม่ได้เห็นตัวเองในสภาพศิษย์สำนักตกอับ แต่เขาเห็นตัวเองสวมชุดเจ้าสำนักกระบี่นิรันดร์ ถือกระบี่เทพเจ้า ยืนอยู่บนยอดเขา ท่ามกลางศิษย์นับหมื่นที่ก้มกราบกราน
"ท่านพ่อ... ท่านแม่... ข้ากู้ชื่อเสียงตระกูลเราคืนมาได้แล้ว..." ฉินมู่หลางพึมพำ แววตาเลื่อนลอย เขาค่อยๆ ยื่นมือไปแตะกระจกบานนั้น
"เฮ้ย! สหายฉิน! อย่าจับ!" อาเจียตะโกนลั่น แต่ไม่ทันการ
วิ้ง!
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสผิวกระจก เงาสะท้อนในนั้นก็ "แสยะยิ้ม"
มือในกระจกพุ่งออกมาคว้าคอเสื้อของฉินมู่หลาง แล้วกระชากร่างเงาดำทมิฬออกมาสู่โลกความจริง!
ร่างนั้นเหมือนฉินมู่หลางทุกประการ แต่ดวงตาสีดำสนิทไร้แววตาขาว และมีรอยยิ้มอำมหิตประดับบนใบหน้า
"เงาจิตมาร!"
ไม่ใช่แค่ฉินมู่หลาง... กระจกทุกบานเริ่มสั่นสะเทือน เงาของศิษย์สำนักอื่นๆ ที่เดินตามหลังมาก็เริ่มหลุดออกมาจากกระจก เข้าโจมตีเจ้าของร่างต้นทันที
"ฆ่ามัน! ...ฆ่าตัวตนที่อ่อนแอนี่ซะ แล้วข้าจะเป็นตัวจริง!" เงาฉินมู่หลางคำราม ฟาดฟันกระบี่ใส่ฉินมู่หลางตัวจริงอย่างบ้าคลั่ง
"บ้าเอ้ย!" อาเจียสบถ เขาหันหลังชนกับ เจ้าสัว ที่ลอยออกมาจากพวงกุญแจแล้วขยายร่างเตรียมรับมือ
"เฮ้ย! ลูกพี่! ไอ้นี่หน้าเหมือนไอ้หน้าจืดนั่นเลยว่ะ!" เจ้าสัวตะโกนชี้หน้าเงาฉินมู่หลาง "แต่มันดูโหดกว่าเยอะเลย!"
"อย่าเพิ่งวิจารณ์! รับมือมันก่อน!" อาเจียสั่ง แต่แล้วเขาก็ต้องชะงัก
เบื้องหน้าของเขา... กระจกบานใหญ่สะท้อนภาพของอาเจีย
แต่ในภาพนั้น... อาเจียสวมชุดคลุมมังกรทองคำ นั่งอยู่บนกองภูเขาหินปราณที่สูงเสียดฟ้า รอบกายรายล้อมด้วยสาวงามนับร้อยนางที่คอยปรนนิบัติพัดวี และในมือถือ "สมุดบัญชีจักรวาล"
(อาเจีย... นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องการไม่ใช่หรือ? ...ความมั่งคั่งที่ไม่มีวันหมด... อำนาจที่ซื้อได้แม้กระทั่งเทพเซียน... มาสิ... มาอยู่กับข้า...)
เงาอาเจียในกระจกยื่นมือออกมา พร้อมถุงทองคำใบใหญ่ที่ส่องประกายวาววับ
อาเจียมองถุงทองคำนั้นตาไม่กะพริบ น้ำลายสอออกมามุมปาก
"โอ้โห... ทองคำบริสุทธิ์... หินปราณระดับจักรพรรดิ... เยอะขนาดนี้ซื้อได้กี่อาณาจักรเนี่ย..."
เขาค่อยๆ ยื่นมือออกไป...
(อาเจีย! ตั้งสติ! นั่นมันภาพลวงตา!) มู่เฉินตะโกนเตือนในห้วงจิต (อย่าหลงกลความโลภของตัวเอง!)
แต่มือของอาเจียยังคงยื่นออกไป... จนเกือบจะสัมผัสกับมือของเงา
กึก.
มือของอาเจียหยุดชะงัก ห่างจากมือเงาเพียงปลายเล็บ
รอยยิ้มเคลิบเคลิ้มเมื่อครู่หายไป แทนที่ด้วยใบหน้านิ่งเรียบและแววตาที่เย็นชายิ่งกว่าน้ำแข็ง
"เจ้า..." อาเจียเอ่ยเสียงต่ำ "เจ้าบอกว่าเจ้าคือข้าสินะ?"
(ใช่แล้ว... ข้าคือความปรารถนาสูงสุดของเจ้า... รับไปสิ...) เงาตอบเสียงหวาน
"งั้นเจ้าก็เป็น 'ตัวปลอม' เกรดต่ำสุดๆ เลยว่ะ" อาเจียถ่มน้ำลายลงพื้น
(อะไรนะ?) เงาชะงัก
"ข้อแรก..." อาเจียชูนิ้วขึ้นมา "ทองคำพวกนั้นน่ะ สีมันสดเกินไป ทองคำแท้ต้องมีความหมองของกาลเวลา และน้ำหนักของมันในภาพดูเบาหวิว... ข้าเป็นพ่อค้า ข้าดูออก!"
"ข้อสอง..." อาเจียก้าวเข้าไปประชิดหน้ากระจก "ถ้าเจ้าเป็นข้าจริงๆ... เจ้าไม่มีทาง 'แจกเงิน' ให้ใครฟรีๆ หรอก! โดยเฉพาะกับตัวเอง!"
"คนอย่างข้า... ถ้ามีเงินขนาดนั้น ข้าจะเก็บไว้ในคลังลับ 8 ชั้น ไม่เอาออกมาโชว์หรอกโว้ย! ...ไอ้เงาหน้าโง่! บังอาจมาดูถูกความงกของข้า!"
"เจ้าสัว! ...ทุบกระจกมันทิ้งซะ! ข้อหาต้มตุ๋น!"
"จัดไปวัยรุ่น!" เจ้าสัวตะโกนลั่น "อั๊วเหม็นขี้หน้าไอ้อาเจียเวอร์ชันป๋าใจดีนี่เต็มทนแล้ว!"
เจ้าสัวง้างหมัดที่อัดแน่นด้วยพลังสูญตา (Void) ต่อยสวนเข้าไปที่กระจกเต็มแรง โดยไม่ต้องรอให้เงาหลุดออกมา
เพล้งงงงง!
กระจกแตกกระจาย! เงาอาเจียกรีดร้องโหยหวนก่อนจะสลายกลายเป็นควันดำ
"โธ่เอ๊ย... นึกว่าจะเก่ง!" เจ้าสัวหัวเราะชอบใจ "กระจอกฉิบหาย!"
"ของปลอมก็คือของปลอม..." อาเจียปัดฝุ่นที่มือ "จำไว้... ไม่มีของดีราคาถูก และไม่มีของฟรีในโลก!"
เมื่อกระจกต้นตอของอาเจียแตก... แรงสั่นสะเทือนส่งผลให้กระจกบานอื่นๆ ร้าวตามไปด้วย
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!
เงาจิตมารของฉินมู่หลางและคนอื่นๆ เริ่มบิดเบี้ยวและอ่อนแรงลง
"ฉินมู่หลาง! ตอนนี้แหละ! ...จิตใจเจ้าต้องแข็งแกร่งกว่าเงา!" อาเจียตะโกนเรียกสติ
ฉินมู่หลางได้สติ เขามองเห็นช่องโหว่ของเงาตัวเอง
"ข้า... ไม่ต้องการกู้เกียรติยศด้วยภาพลวงตา... แต่ข้าจะสร้างมันด้วยกระบี่ในมือข้าเอง!"
ชิ้ง!
กระบี่วารีไหลตวัดวูบเดียว ตัดคอเงาจิตมารจนขาดสะบั้น!
หมอกควันสีดำจางหายไป ความเงียบกลับคืนสู่วิหารอีกครั้ง เหล่าศิษย์ที่รอดตายต่างทรุดตัวลงหอบหายใจด้วยความหวาดกลัว
"รอด... รอดแล้ว..."
"ขอบคุณสวรรค์..."
"ขอบคุณสวรรค์ทำไม? ขอบคุณข้านี่!" อาเจียเดินไปเก็บเศษกระจกที่แตกกระจายบนพื้นขึ้นมาส่องดู "อืม... เศษกระจกวิญญาณ... เอาไปหลอมทำเลนส์แว่นตาน่าจะขายดี"
"งกจริงจริ๊ง..." เจ้าสัวบ่นพึมพำขณะย่อส่วนกลับไปเป็นพวงกุญแจ "ขนาดเศษกระจกยังจะเอา"
ฉินมู่หลางเดินเข้ามาหาอาเจีย ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มจางๆ
"ข้าเกือบตายเพราะความอยากได้ใคร่มี... แต่เจ้ากลับรอดมาได้เพราะความ 'งก' แท้ๆ... ข้าล่ะนับถือเจ้าจริงๆ"
"ความงกคือเกราะป้องกันจิตใจที่แข็งแกร่งที่สุดนะสหาย" อาเจียยักคิ้ว "คนโลภมักจะตายเพราะความโลภ... แต่คนงก จะไม่ยอมตายถ้ายังใช้เงินไม่หมด!"
"เอาล่ะ... ไปกันต่อเถอะ" อาเจียลุกขึ้น มองไปที่สุดทางเดิน "เจ้าของรอยเท้าปริศนานั่น... ผ่านด่านนี้ไปได้โดยไม่ทำกระจกแตกสักบานเดียว"
"หมายความว่าไง?"
"หมายความว่า..." อาเจียหรี่ตาลง "มันไม่มี 'จิตใจ' ให้สะท้อน... หรือไม่ก็... จิตใจของมันว่างเปล่ายิ่งกว่าข้าเสียอีก"
ครืนนน...
ประตูบานใหญ่ที่สุดทางเดินค่อยๆ เปิดออกเอง เผยให้เห็นห้องโถงกว้างที่มีแสงสีแดงฉานส่องสว่าง... และกลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นจนแทบสำลัก
บททดสอบต่อไป... ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็นของจริงที่อันตรายยิ่งกว่า!