ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 44 สองผู้ครอบครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์

    บทที่ 44

    สองผู้ครอบครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์

     

           เสียงปรบมือกึกก้องเมื่อผู้คัดเลือกคนสุดท้ายผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนต่อท่านผอ.โค้งศีรษะยาวนาน

     

           “ขอบคุณทุกท่านที่ให้ความร่วมมือครับแม้ว่าวันนี้จะเกิดเหตุการณ์นอกเหนือตารางแต่ก็ต้องขอบคุณทุกท่านที่ยังติดตามกันอย่างหนาแน่น”

     

           ท่านผอ.มองรอบๆ อัฒจันทร์แล้วดีดนิ้วไฟในอาคารค่อยๆ สว่างขึ้นอย่างช้าๆ เพื่อให้สายตาของผู้ชม ค่อยๆปรับความสว่างขึ้นมาเรื่อยๆ 

     

            หลังจากที่อยู่กับความมืดมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงจนแสงสว่างภายในอาคารเข้าสู่ภาวะปกติ

             

           “บัดนี้ของเชิญนักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์ที่ได้รับการคัดเลือกออกมาปรากฎโฉมให้ทุกๆ ท่านได้เห็นโดยพร้อมเพรียงกันด้วยครับ”

     

           ผู้ผ่านการคัดเลือกลุกขึ้นเดินออกมาเป็นแถวตามลำดับของตัวเองเสียงปรบมือตามด้วยเสียงกรี๊ดกร๊าดและเสียงเชียร์ดังสนั่นราวกับเห็นการปรากฎตัวของคนดังซึ่งก็แน่นอนว่า นักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์เหล่านี้กลายเป็นคนดังที่มีคนรู้จักทั่วทั้งอาณาจักรแล้ว

     

           นักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์ยืนเรียงเป็นแถวหน้ากระดานตามลำดับก่อนหลังจากนั้นท่านผอ. ก็เริ่มแนะนำชื่อ-สกุลของแต่ละคนให้ผู้ชมได้รู้จักกันอีกครั้ง

     

            ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ยาวนานหนัก-เบาสลับกันไปและคนที่ดูจะโดดเด่นที่สุดในงานนี้ก็คงหนีไม่พ้นเธียรธวัชและปราณที่ได้รับเสียงกรี๊ดกร๊าดอย่างล้นหลาม

             

           โดยเฉพาะกับเธียรธวัชแล้ว กลับมีวลีติดปาก “เรารักเธียรธวัช”เป็นสัญลักษณ์ไปแล้ว ในขณะที่ปราณถูกเรียกขานว่า “ยุวาจารย์ปราณ” สนั่นอาคาร

     

           หงส์นราเธอเริ่มรู้สึกหมั่นไส้เด็กชายคู่หูสองคนนี้เหลือเกินที่ทำให้ความเป็นคนดังของเธอดูหม่นหมองลงได้

     

            ท่าทางตอนนี้คะแนนนิยมในตัวของหงส์นราจะลดน้อยลง เพราะถูกมาเพิ่มให้กับเด็กไร้นามทั้งสองที่ว่าไร้นามก็เพราะเธอไม่สนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวมากกว่าตัวของเธอเอง  

           ปราณอาจจะเป็นเด็กชายไร้นามที่ไม่มีใครในเมืองอโยดารู้จักมาก่อนแต่ก็มาดังเปรี้ยงปร้างเพียงเพราะเป็นเด็กที่รวบรวมเอาความมหัศจรรย์แห่งตำนานไว้ในตัวคนคนเดียว

     

            ผิดกับเธียรธวัชที่มีคนพูดถึงอยู่บ่อยครั้งแต่ไม่มีคนเคยเห็นตัวจริง และเมื่อเห็นตัวจริงว่าเป็นเด็กน้อยสุดหล่อแสนสวยที่สง่างามราวเทพบุตรเสียงกรี๊ดกร๊าดของกองเชียร์จึงมากมายมหาศาล จนทำเอาเธียรธวัชหน้าแดง

             

           “ขอต้อนรับว่าที่นักเรียนชั้นปีที่หนึ่งของโรงเรียนมหรรณพาลัยทุกๆคน ขอเสียงปรบมืออีกครั้งครับ”

     

           ท่านผอ.ผายมือให้กับว่าที่นักเรียนใหม่ทุกคนโค้งคำนับให้ผู้ชมจากนั้นนักเรียนใหม่ตั้งแต่คนแรกก็หันมาจับมือคนที่สองไล่ไปเรื่อยๆ จนถึงคนสุดท้าย

     

            คนที่สองก็ไล่จับมือกันต่อไปทุกคนใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กล่าวทักทายกันและกันเพราะในอนาคตพวกเขาจะต้องใช้ชีวิตร่วมกันในโรงเรียนมหรรณพาลัยจนกว่าจะจบการศึกษา

             

           เธียรธวัชและปราณดูจะเป็นที่ถูกอกถูกใจเพื่อนๆเป็นอย่างยิ่ง เธียรธวัชทำให้เพื่อนใหม่ตื่นตะลึงกับความหล่อแสนสวยที่เมื่อยิ่งได้เห็นเขาใกล้ๆทั้งเพื่อนชายและหญิงต่างก็มีใบหน้าอมยิ้มจนพวงแก้มกลายเป็นสีชมพูระเรื่อเด็กสาวบางคนยังแสดงทีท่าเขินอายด้วยซ้ำ

     

            แต่กับหงส์นราเธอมองเธียรธวัชอย่างไม่ชื่นชอบสายตาแสดงออกถึงความหงุดหงิด แล้วเบ้ปากใส่ เธียรธวัชเองก็เช่นกันทั้งคู่เพียงแค่จับมือแบบเบาๆ แล้วก็ผ่านไป

             

            สำหรับปราณทุกคนแสดงความชื่นชมยินดีกับความสามารถของเขาจากใจจริงจับมือและโอบกอดด้วยมิตรภาพที่ดี

             

            แต่พอถึงหงส์นราเธอก็มองเขาแบบยิ้มเยาะจับมือเขาแล้วบีบอย่างแรงด้วยความหมั่นไส้ จนปราณร้องโอ้ยทำเอาคนต่างหันมามองว่าเกิดอะไรขึ้นหงส์นราจึงหันไปทางผู้ชมส่งยิ้มแล้วโบกมือให้แบบไม่รู้ไม่ชี้ แล้วกระซิบข้างหูปราณ

             

            “พรุ่งนี้ก่อนเถอะ เจ้าต้องเสร็จข้าแน่ๆ ข้าจะแฉเจ้า”

             

            แล้วก็แลบลิ้นใส่ปราณก่อนเดินเลยไป ปล่อยให้ปราณยืนงงทำท่าทางเงอะงะกับเพื่อนคนต่อมา

            ‘พูดอะไรของเขาเนี่ย? ข้าไม่เข้าใจ’แต่ในหัวของปราณกลับมีภาพหงส์นราแลบลิ้นใส่ ติดอยู่ในความทรงจำเสียแล้ว!!!

             

            ใบหน้าที่แม้จะดูไม่ชอบเขาแต่แววตาขี้เล่นแสนซน กับใบหน้าสวยหวาน ริมฝีปากอวบอิ่มก็ได้ตราตรึงปราณตั้งแต่แรกพบที่ตู้น้ำดื่มนอกอาคารไปแล้ว...

             

            เมื่อนักเรียนทุกคนได้ทักทายแสดงความรู้จักกันทุกคนก็มาจับมือเป็นแถวหน้ากระดานแล้วโค้งให้ผู้ชมโดยพร้อมเพรียงกัน

             

            เสียงปรบมือกึกก้องโรงเรียนมหรรณพาลัยได้สมาชิกรุ่นเยาว์เพิ่มขึ้นมาอีกรุ่นหนึ่งแล้ว

             

            “เอาล่ะครับ...ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมหกรรมพิธีคัดเลือกนี้มาโดยตลอดอย่าลืมว่าพรุ่งนี้เรามีงานประลอง เวลาบ่ายโมง หลังจากประลองเสร็จแล้วจะให้นักเรียนได้กลับไปเตรียมตัวให้พร้อมแล้วเราถึงจะเริ่มเปิดภาคเรียนในวันมะรืน...แล้วพบกับใหม่ในปีหน้าครับ”

             

            ท่านผอ.โค้งคำนับผู้ชมเป็นการกล่าวปิดงานมหกรรมคัดเลือกนักฌานยุทธ์รุ่ยเยาว์เข้าศึกษาต่อจากนั้นนักเรียนทั้งหมดก็เดินแยกย้าย ต่างโบกมือให้แก่กัน

            พรุ่งนี้ทุกคนยังต้องมาเจอกันอีกครั้งเพื่อชมการประลองสุดพิเศษซึ่งปราณกลายเป็นความหวังและถือเป็นตัวแทนแห่งศักดิ์ศรีของปีหนึ่งด้วย

    เพื่อนๆทุกคนต่างยินดีที่พวกเขาได้เรียนร่วมรุ่นกับเด็กอัจฉริยะผู้ครอบครองพลังฌานสัมบูรณ์ควบตำแหน่งยุวาจารย์

     

            อีกทั้งยังสามารถบรรลุขั้นลหุยุทธ์ระดับ 12 ซึ่งต้องนำไปเล่าให้ที่บ้านของพวกเขาฟังจนกลายเป็นเรื่องโจษจันกันทั้งเมืองอย่างแน่นอน พรุ่งนี้ชื่อของปราณ โอฬารปฐพีจะโด่งดังทั่วทั้งเมืองอโยดาอย่างมิต้องสงสัย

     

    **********

     

           กว่าจะออกมาจาอาคารประลองยุทธ ฟ้าก็เกือบจะมืดเพราะมัวเสียเวลาจัดการกับพิมพ์ลภัส ผู้คนต่างทยอยเดินทางกลับ

     

            บรรยากาศช่วงเวลานี้แตกต่างจากเมื่อเช้าอย่างมาก ผู้คนพูดคุยยิ้มแย้มแจ่มใสต่อกันมากขึ้นบางคนก็เริ่มรู้จักกัน

             

            กลายเป็นมหกรรมคัดเลือกที่ไม่ใช่แค่นักฌานยุทธ์รุ่นเยาว์เท่านั้นแต่ยังเสมือนเป็นการเชื่อมต่อมิตรภาพระหว่างผู้คนในอาณาจักรอีกด้วย อย่างน้อยๆพวกเขาก็มีความชื่นชอบในเรื่องเดียวกัน

            สองแฝดสาวเธียรและปราณ กำลังจะเดินทางกลับผู้คนที่เดินผ่านเด็กทั้งสี่คนก็เรียกกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มที่สดใสเรียกคุณหนูเธียรธวัชและยุวาจารย์ปราณกันเป็นแถวพร้อมทั้งยังโน้มศีรษะให้เป็นการแสดงความนับถืออีกด้วย

             

            “ดังยังไม่ข้ามวันเลยนะทั้งสองคน...คิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยแม่พิมพ์ลภัสเป็นคนที่ไม่ยอมใครอยู่ด้วย”

             

            “เธอคิดว่าเป็นลูกสาวของอัครยุทธ์ดุสิต เจ้าสำนักเมฆมรกตจึงชอบอวดดีกับเพื่อนๆ ความจริงเนี่ย เพื่อนๆ ไม่ค่อยมีใครชอบเธอเท่าไหร่หรอก จะมีก็เจ้าห้าคนนั่นแหละที่เกาะเธอหนึบหนับจนแกะไม่ออก”

             

            เดือน-ดาวเล่าวีรกรรมของพิมพ์ลภัสให้ทั้งคู่ได้รู้ แล้วก็ค่อยๆเดินนำทั้งคู่ไปรอรถม้าที่ด้านนอกโรงเรียน

             

            รถม้าสีเขียวมรกตคันใหญ่โตประดับประดาด้วยเกล็ดแก้วทั่วทั้งคันใช้ม้าถึงสี่ตัวในการขับเคลื่อน

             

            พลม้าสวมชุดเกราะอ่อนสีเขียวมรกตนั่งบังคับ ค่อยๆ หยุดหน้าเด็กทั้งสี่คนแล้วแสดงพยักหน้าแสดงการทักทายเด็กทั้งสี่พยักหน้าทักทายกลับ  

            “สวัสดีจ้า...ปราณ...เธียรธวัช”

             

            เสียงเล็กๆสดใสกับใบหน้าหวานละมุนอมชมพูรับกับผมสีน้ำตาลอมเทาโผล่ออกมาทักทาย โดยเฉพาะเธอเรียกชื่อเธียรธวัชและปราณอย่างเป็นกันเอง

             

            ปราณหยุดนึกพักนึงก่อนที่จะยิ้ม แล้วโค้งคำนับให้กับสาวน้อยในรถม้าเขียวมรกตคันโต

             

            “สวัสดีครับองค์หญิงมุจรินทร์ ชาติภุชงค์”

             

            เท่านั้นแหละเธียรธวัชและสองแฝดจึงร้องอ๋อเสน่ห์อีกอย่างของปราณคือเขาเป็นคนที่จำชื่อและลักษณะท่าทางของคนได้แม่นยำยิ่งนักแม้จะเจอเพียงครั้งเดียว หรือได้ยินเพียงครั้งเดียว ก็จดจำรายละเอียดได้แทบทั้งหมด

             

            ซึ่งเป็นผลมาจากการฝึกอาณาปานสติในทุกๆวัน จนบ่มเพาะให้เกิดสมาธิ สติ และความจำที่แกร่งกล้าจนปราณไม่รู้ตัว

             

            ทำให้เขาสามารถบรรยายรูปร่างลักษณะของปรมาจารย์เศกเมฆมรกต ได้อย่างถูกต้องชัดเจน ทำให้พิมพ์ลภัสถึงกับมือไม้สั่นกันเลยทีเดียว

            “ฮ่าๆๆๆๆๆ ไม่ต้องเรียกข้าแบบนั้นหรอก เขินน่ะ...จะกลับบ้านกันหรือ?ให้ข้าไปส่งแล้วกันนะ ขึ้นมาด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ”

             

            ทั้งสี่มองหน้ากันว่าจะเอายังไงดี เพราะยังไม่ได้สนิทสนมกับองค์หญิง

             

            “ขึ้นมาเถอะ พวกเราไม่ฉกพวกเจ้าหรอกน่า ฮ่าๆๆๆๆ”

             

            เสียงเล็กๆทุ้มต่ำของเด็กผู้ชายก็ดังขึ้น พร้อมโผล่ศีรษะออกมาทักทายด้วยอีกคน

             

            “ขอบคุณครับ/ค่ะ องค์ชายนาคินทร์”

             

            เมื่อทั้งสี่เห็นหน้าเจ้าของเสียงก็โค้งคำนับพูดพร้อมกันทันที แล้วก้าวขึ้นรถม้าขนาดใหญ่ ภายในตกแต่งอย่างสวยงามมีรูปพญานาคเกล็ดมรกตเหลือบทองวาดไว้อย่างวิจิตรบรรจง

             

            ภายในรถม้ายังปรากฏร่างของชาย-หญิงในชุดมรกตทองเป็นเหลื่อมมันระยับ บนศีรษะของทั้งคู่มีมงกุฎทองพญานาคสวมเด่นเป็นสง่าทับผมน้ำตาลเทาทั้งคู่หันมองแขกทั้งสี่แล้วยิ้มให้ด้วยความชื่นชม

            “จักรพรรดิยุทธ์มหิธาและจักรพรรดิยุทธ์จงกลนีท่านพ่อ-และท่านแม่ของข้าสองคน!” องค์ชายนาคินทร์กล่าวแนะนำโดยมีองค์หญิงนั่งยิ้มอยู่ข้างๆ


             เด็กทั้งสี่โค้งคำนับแสดงความเคารพด้วยอาการเกร็งๆ

             

            “ตามสบายกันเถอะจ๊ะทุกคน” เสียงสดใสอบอุ่นกล่าวคลายความเครียดเกร็งของเด็กๆจักรพรรดิยุทธ์จงกลนียิ้มแล้วผายมือให้

             

            “ไม่น่าเชื่อว่าท่านปรมาจารย์บุญสามารถบ่มเพาะเลี้ยงดูบุตรชายได้ยอดเยี่ยมถึงขนาดนี้ช่างน่ายินดียิ่งนัก”

             

            “เออ...ขอบพระทัยฝ่าบาท” ปราณโค้งศีรษะขอบคุณคำชมของจักรพรรดิยุทธ์มหิธา

             

            “ฮ่าๆๆๆๆนอกจากจะสอนให้เป็นอัจฉริยะแล้วยังเป็นเด็กน้อยที่มีมารยาทงดงามยิ่งนัก...”

             

            “ฝ่าบาทกล่าวเกินไปแล้วขอรับ”

             

            “ฮ่าๆๆๆๆ ถูกใจข้ายิ่งนัก”

            จักรพรรดิมหิธาพิศมองปราณและแขกผู้ร่วมทางด้วยความเอ็นดูก่อนที่จะเอ่ยถามประวัติเป็นรายคน จนพวกเขาทั้งสี่หายเกร็งและสนทนากันต่อไปด้วยความสนุกสนาน

             

            เพียงเวลาไม่นานรถม้าคันโตก็เคลื่อนที่เข้ามายังบ้านสกุลโอฬารปฐพีท่ามกลางความสงสัยของเจ้าของบ้านทั้งสองคน

             

            โพล้เพล้ขนาดนี้กลับมีรถม้าสีเขียวมรกตคันงาม ผ่านเข้ามาจอดในบ้าน พลันร่างเล็กๆของปราณก็ปรากฏออกมา ตามด้วยเธียรธวัชและสองแฝด

             

            จากนั้นองค์ชายตัวน้อยองค์หญิงตัวเล็ก พร้อมทั้งเจ้าผู้ครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองก็ลงมายืนอยู่ต่อหน้าปรมาจารย์ยุทธ์บุญและอาจารย์ยุทธ์วรรณ

             

            “โอ้....ท่านมหิธาและท่านหญิงจงกลนี ทำไมไม่ส่งคนมาบอกก่อนข้าจะได้ต้อนรับท่านให้สมเกียรติ”

             

            ปรมาจารย์บุญรีบวิ่งเข้ามาโค้งคำนับทันทีเมื่อรู้ว่าคนที่ลงจากรถม้าทั้งสองเป็นใคร

            ‘ท่านพ่อท่านแม่รู้จักกับจักรพรรดิมหิธาและจักรพรรดิจงกลนีด้วยหรือเนี่ย?ท่านช่างกว้างขวางยิ่งนัก แล้วมีใครอีกเนี่ยที่ข้ายังไม่รู้จักแล้วพวกท่านก็ไม่บอกอะไรข้าเลย ฮ่าๆๆๆ’

             

            “ไม่ต้องมากพิธี อย่างไรเสีย เราก็เป็นมิตรสหายกันว่าแต่ท่านมีลูกโตได้ขนาดนี้ แล้วยังมีความอัจฉริยะเกินกว่าเด็กๆ คนใดในบรรณพิภพ ไฉนจึงไม่บอกให้พวกเราได้รู้จักล่ะ?”

             

            ท่านมหิธาตบบ่าปรมาจารย์บุญแล้วส่ายหัวยิ้มน้อยๆ ด้วยความเข้าใจ

             

            จากนั้นปรมาจารย์บุญจึงเชิญทุกคนเข้าไปรับรองในบ้านส่วนอาจารย์วรรณได้สั่งให้คนสนิทรีบส่งข่าวไปบอกบ้านสกุลฤชากรว่าเด็กๆ อยู่ที่นี่เสร็จจากตรงนี้แล้วจะให้รถม้าไปส่ง แล้วจึงเดินตามเข้ามาด้านใน

             

            เด็กๆทั้งสี่ รวมถึงแฝดสาวรุ่นพี่ จึงมีโอกาสได้พูดคุยทำความรู้จักกันมากขึ้น

             

            องค์ชายและองค์หญิงต่างประทับใจและชื่นชมความสามารถของปราณอย่างล้นเหลือต่างก็อยากจะให้ปราณช่วยฝึกสอนและพัฒนาฌานยุทธ์ให้พวกเขา ซึ่งปราณก็เต็มใจที่จะแนะนำให้โดยไม่ปิดบัง

            ในขณะที่องค์ชายดูท่าจะสนใจเรื่องอาหารการกินเป็นพิเศษโดยเฉพาะปลาน้ำจืดจากลุ่มน้ำโพสองแคว ก็เลยพูดคุยกับเธียรธวัชอย่างถูกคอ

             

            เธียรธวัชสัญญาว่าถ้ามีเวลาจะชวนองค์ชาย-องค์หญิงไปเยี่ยมที่เมืองของเขาบ้าง

             

            ส่วนแฝดสาวต่างผลัดกันเล่าเรื่องราวของพิมพ์ลภัสเพื่อให้ทุกคนได้รับรู้และเตรียมการรับมือ เพราะเธอทั้งสองคนเชื่อว่า ในวันพรุ่งนี้พิมพ์ลภัสจะต้องเล่นไม่ซื่อและจะต้องเชิญท่านพ่อของเธออัครยุทธ์ดุสิต เมฆมรกตมาร่วมชมการประลองด้วย แล้วอาจจะเกิดปัญหาวุ่นวายตามมา หากปราณเป็นฝ่ายชนะ