หลังจากที่ฉินฟงหลับพวกศิษย์พี่ที่ตามมาได้สำเร็จเขาก็เลือกที่จะหลบซ่อนตัวอยู่เงียบเพื่อรอให้ถึงเวลาที่ได้นัดกับปรมาจารย์ไท่หยวนอี้เอาไว้ เขาจึงได้ออกมาจากที่ซ่อนและตรงขึ้นในป่าบนูเา เมื่อมาถึงฉินก็ได้พบกับร่างจิตของไท่หยวนอี้ที่ยืนรออยู่แล้ว “มาแล้วสินะพ่อหนุ่ม ตรงตามเวลาที่เรานัดกันไว้พอดีเลย” ไท่หยวนอี้แยมยิ้มพร้อมกับลูปเคราและกล่าวขึ้นด้วยท่าทางอารมณ์ดี ฉินฟงในร่างจูต้าเยียนยกสองมือขึ้นและค้อมตัวคารวะปรมาจารย์าุโอย่างนอบน้อม “ขอรับผู้าุโ ท่านเอ่ยปากว่าจะสอนวิชาให้ข้า เช่นนี้แล้วข้าจะมาสายได้อย่างไร” “เอาล่ะ ๆ ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลามาเริ่มกันเลยดีกว่า”
ไท่หยวนอี้กล่าวขึ้นก่อนจะก้าวถอยออกมาจากฉินฟงเล็กน้อยเพื่อเตรียมที่จะสอนวรยุทธ์ของพรรคเก้าัพิทักษ์ธรรมให้ แต่ฉินฟงกลับคุกเข่าลงต่อหน้าเขาแทน ไท่หยวนอี้รู้สึกประหลาดใจยิ่งนักจึงได้เอ่ยปากถามถึงสิ่งที่ฉินฟงกำลังทำอยู่ “ก่อนที่ข้าจะเรียนวรยุทธ์จากผู้าุโ ข้าควรจะคำนับท่านเป็อาจารย์เสียก่อน ถึงร่างภายนอกจะเป็ศิษย์ในสำนักของท่านก็จริงแต่ภายในข้าก็เป็คนของพรรคมารฉะนั้นหากมีใครรู้เขาข้าเกรงว่าท่านจะเสื่อมเสียเอาได้” พอไท่หยวนอี้ได้ฟังเขาก็หัวเราะเบาๆ ในลำคอก่อนจะพูดขึ้น “ข้าก็นึกว่าเื่อะไรที่แท้ก็เื่เล็กน้อยพวกนี้เอง จะทำหรือไม่ทำข้าก็ไม่ได้สนใจหรอกพ่อหนุ่มชื่อเสียงก็เป็แค่คำคำหนึ่งข้าไม่เคยยึดติดแม้แต่น้อย และอีกอย่างก็คงไม่มีใครรู้ด้วย แต่ก็เอาเถอะถ้าเ้าอยากจะคำนับข้าเป็อาจารย์ก็ทำเถอะ”
พอไท่หยวนอี้กล่าวจบ ชายหนุ่มก็ก้มหัวคำนับให้ไท่หยวนอี้สามครั้งเป็การแสดงว่าเข้าเป็ลูกศิษย์คนหนึ่งของพรรคเก้าัพิทักษ์ธรรมเต็มตัว “เอาล่ะ ๆ เ้าลุกขึ้นได้แล้วข้าจะได้อธิบายวิชาขั้นพื้นฐานให้เ้าฟังก่อนที่จะเริ่มฝึกอย่างเป็เื่เป็ราว “ขอรับท่านอาจารย์” ฉินฟงกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะเริ่มใช้สมาธิฟังเคล็ดวิชาพื้นฐานจากปากของไท่หยวนอี้
สิ่งที่ไท่หยวนอี้สอนฉินฟงมีทั้งเื่พลังลมปราณ มีทั้งเื่เพลงกระบี่แบบเดียวกับที่ลูกศิษย์ในพรรคต้องรู้เหมือนๆกันทุกคน ส่วนวิชาที่นอกเหนือกว่านี้ไท่หยวนอี้ไม่ได้สอนให้ เพราะเนื่องด้วยเวลามีไม่มากพอ ตัวฉินฟงซึ่งมีพื้นฐานวรยุทธ์เดิมจากพรรคมารอยู่นิดหน่อยบวกกับเป็คนหัวไวเขาจึงเรียนรู้ทุกอย่างได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม ไท่หยวนอี้ที่นั่งมองอยู่ก็ได้แต่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจและมองว่าฉินฟงเป็คนที่มีพร์จริงๆ ภายภาคหน้าหากเข้าได้ฝึกวิชาระดับที่สูงกว่านี้จะต้องก้าวหน้าและทำประโยชน์ให้กับผู้คนได้อีกมากมายแน่นอน แต่พอคิดมาถึงตรงนี้ไท่หยวนอี้ก็อดเสียดายไม่ได้ ตัวของเขานั้นเหลือเวลาอีกไม่มากแล้ว เขาคงจะไม่มีโอกาสเห็นวันที่ลูกศิษย์คนนี้จะประสบความสำเร็จเป็แน่ แต่ไท่หยวนอี้ก็ยังดีใจที่ได้มีโอกาสพานพบลูกศิษย์ดี ๆ ใน่เวลาสุดท้ายบนโลก นี้อาจจะเป็ชะตาที่ฟ้าลิขิตไว้ก็เป็ได้..
ในขณะที่ฉินฟงกำลังฝึกเพลงกระบี่อยู่นั้น จู่ ๆ เขาก็รับรู้ได้ถึงฝีเท้าของใครบางคนทำกำลังใกล้เข้ามา ไท่หยวนอี้เองก็รู้เช่นกัน ฉินฟงหยุดมือทันทันก่อนจะหันไปมองที่ไท่หยวนอี้ด้วยความสงสัยใคร่รู้ บนนี้เป็สถานที่ที่เขานัดกับไท่หยวนอี้แค่สองคน ไฉนเลยถึงมีผู้อื่นล่วงรู้ได้ ไท่หยวนอี้เอามือลูบเครายาวก่อนจะถอนหายใจยาวและบ่นพึมพำ “เป็นางจริงๆ สินะ…ก็เอาเถอะอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด คนผู้นี้คือ ชายหนุ่มที่ชื่อฉินฟงหาใช่จูต้าเหยียน เขาคงจะไม่หลงกลนางง่าย ๆ เหมือนครั้งที่แล้ว”
ฉินฟงที่ได้ยินไท่หยวนอี้บ่นพึมพำก็เกิดความสงสัยหนักขึ้นไปอีกและกำลังจะเอ่ยปากถามว่า 'นาง' ที่ว่าหมายถึงผู้ใดกันและอะไรคือไม่หลงกลซ้ำสอง แต่ไท่หยวนอี้ก็ลุกขึ้นยิ้มให้ก่อนจะโบกมือไปมา
“ไม่มีอะไรหรอกพ่อหนุ่ม เดี๋ยวเ้าก็จะได้รู้ความจริงทุกอย่างเอง ข้าขอตัวไปก่อนล่ะ อ๋อ อีกอย่างที่ข้าอยากจะบอก ไม่ว่าต่อจากนี้เ้าจะทำสิ่งใด ขอให้มีสติไตร่ตรองรอบคอบ คุณธรรมกับความถูกต้องเป็เื่ดี แต่เ้าต้องใช้ปัญญาในการตัดสินควบคู่ไปด้วยจงจำไว้” ฉินฟงไม่เข้าในสิ่งที่ไท่หยวนอี้กล่าวออกมาแต่เขาก็ยกสองมือขึ้นและกล่าวขอบคุณในคำสั่งสอนของอาจารย์ “ขอรับท่านอาจารย์ศิษย์จะจำไว้”
พอกล่าวจบร่างของไท่หยวนอี้ก็ค่อยๆ เลือนหายไป เหลือทิ้งไว้แต่ฉินฟงที่ยังยืนทำหน้างุนงงเช่นเดิมและเพียงไม่กี่อึดใจต่อมา เ้าของเสียงฝีเท้าที่ได้ยินก็ปรากฏตัวขึ้นจากเงามืดพร้อมกับเอ่ยวาจาทักทายฉินฟงในร่างของจูต้าเหยียนด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเย้ายวนสุดๆ
“ต้าเหยียนนนเ้ามาหลบอยู่ที่นี่เองปล่อยให้ข้าหาอยู่เสียนาน” น้ำเสียงออดอ้อนของหญิงสาวดังออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่มพร้อมกับใบหน้าอันงดงามใต้แสงจันทร์ มันเป็ใบหน้าที่ทำให้ฉินฟงรู้สึกใเล็กน้อย อันที่จริงั้แ่ที่นางเอ่ยวาจาทักทายครั้งแรก เขาก็จำได้แล้วว่าเป็เสียงของ ิเจียวจู ศิษย์พี่คนสวยของจู่ต้าเหยียนนั้นเอง..
ฉินฟงรู้สึกประหลาดใจมากกว่าเหตุใดกันนางถึงได้ตามเขามาถึงบนูเาแบบนี้ แถมเป็เวลากลางดึกอีกด้วย นางต้องมีจุดประสงค์อะไรสักอย่าง..ไม่สิ นางไม่ได้มาหาเขาแต่มาหาจู่ต้าเหยียนต่างหาก ถ้าเช่นนั้นเขาก็จะแกล้งเล่นละครตามน้ำไปเพื่อดูว่านางมีจุดประสงค์ใดกันแน่..
“เอ่อ…ศิษย์พี่มีธุระอันใดกับข้าหรือครับถึงได้ตามมาบนเขาเช่นนี้” ฉินฟงในร่างของจู่ต้าเหยียนกล่าวขึ้นด้วยแววตาใสซื่อ แต่ิเจียวจูไม่ตอบนางได้แต่ยิ้มที่มุมปากและส่งสายตายั่วยวนให้ฉินฟง นั้นทำให้ยิ่งรู้ประหลาดใจหนักขึ้นไปอีก เสน่ห์ความสวยของนางใช้กับเขาไม่ได้ผลเพราะภายในใจของชายหนุ่มมีแต่เสี้ยวอี้หลานผู้เดียวเท่านั้น ฉินฟงจึงไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมามากนัก จนิเจียวจูมีสีหน้าบึ้งตึงไปชั่วขณะก่อนที่นางจะยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ใหม่อีกครั้งและคราวนี้นางก็เดินเข้ามาใกล้ตัวของฉินฟงจนเข้าใ ไม่ใช่แค่เข้ามาใกล้เพียงอย่างเดียว นางยังเอามือมาลูบไล้ตามเนื้อตัวของชายหนุ่มจนเขาขนลุกซู่ แม้ฉินฟงจะไม่ได้คิดอะไรแต่เจอแบบนี้เข้าไปต่อให้เป็เป็ชายหนุ่มคนไหนก็คงเก็บอาการไม่อยู่
“เอ่อ…เอ่อ..ศิษย์พี่…ท่าน…ท่าน..จะทำอะไรครับ…” ฉินฟงหน้าแดงกำก่อนกล่าวถามิเจียวจู่ด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ิเจียวจูก็อมยิ้มและหัวเราะเบาๆ ก่อนจะมองมาที่ฉินฟงแล้วพูดขึ้น
“แหม่ๆ เ้านี่ละก็ทำเป็เขินข้าไปได้..ใช่ว่าข้าจะไม่เคยแบบนี้สักหน่อยเ้าทิ่ม” ยิ่งนางพูดฉินฟงก็ยิ่งไม่เข้าใจ “ข้านะน่ะเสียใจมากรู้ไหมตอนที่เ้าจากไปแต่พอมีปาฏิหารย์ที่ทำให้เ้าฟื้น ข้านะดีใจมากเลยเ้ารู้หรือเปล่า” วาจาออดอ้อนที่ิเจียวจู่เปล่งออกมาแต่ล่ะคำไม่ทำให้ฉินฟงหวั่นเลยสักนิดและเขาก็พอจะเดาได้ว่าก่อนที่จู่ต้าเหยียนจะตายนางก็คงเคยทำแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว “ข้า…ข้าเองก็ดีใจที่ฟื้นขึ้นพบท่านอีก…” ฉินฟงแกล้งพูดขึ้นและรอยยิ้มของิเจียวจู่ก็ปรากฎชัดขึ้นบนใบหน้าทันที
“เ้าเนี่ยปากหวานขึ้นเยอะเลยั้แ่ฟื้นขึ้นมา ถ้างั้นแบบนี้…เื่ที่เราคุยกันไว้ก็ยังเหมือนเดิมสินะ”
ฉินฟงไม่รู้ว่านางพูดถึงสิ่งใดเขาจึงแกล้งถามออกไปว่า “ ศะ…ศิษย์พี่ คือข้าต้องขอโทษท่านด้วยข้าจำไม่ได้จริงๆ ว่าก่อนตายข้ารับปากอะไรท่านไว้ช่วย…ช่วยบอกข้าอีกทีได้หรือไม่” พอิเจียวจู่ได้ยินแบบนั้นนางก็ทำตาโตใไปเล็กน้อยแต่ก็พูดต่อทันที” เอ๋? งั้นเหรอ เ้าจำเื่ที่ได้พวกเราคุยกันไม่ได้สินะ งั้นไม่เป็ไร ข้าจะบอกอีกครั้งก็ได้ เื่ที่เราคุยกันไว้ก็คือ เ้าต้องเข้าไปในห้องลับของอาจารย์เพื่อขโมยตำราโอสถเก้าเทวะ์ออกมายังไงล่ะ..”
“ตำรายาโอสถเก้าเทวะ์งั้นรึ!!” ฉินฟงอุทานในใจเบาๆ เขาเคยได้เื่มันมาบ้าง ว่ากันว่ามันเป็โอสถวิเศษที่ปรมาจารย์ ฟู่เทียนซาน พยายามจะกลั่นขึ้นมาอยู่ หากทำสำเร็จผู้ที่กินยานี้เข้าไปจะมีอายุยืนยาวและมีพลังวัตรเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลโดยที่ไม่เสียเวลาฝึกเป็สิบ ๆ ปี “ใช่แล้วเ้าศิษย์น้องยอดรักของข้าที่นี่เ้าพอจะจำได้หรือยัง…ข้อตกลงก็คือว่าหากเ้าสามารถนำตำราของอาจารย์ออกมาให้ข้าได้ ข้าก็จะยอมทำตามที่..เ้า…ต้อง..การ..ทุกอย่าง…” ิเจียวจูด้วยน้ำเสียงเบาบางที่ข้างหูของฉินฟงจนเขาขนลุกไปทั้งตัว พร้อมทั้งยังเอาเรือนร่างของนางมาแนบชิดกับแผ่นหลังของเขาอีก
ทั้งหมดทำเอาจิตใจของฉินฟงไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาไม่คิดเลยว่า ิเจียวจู่จะกล้าทำถึงเพียงนี้
หลังจากทำแบบนี้อยู่สักพักนางก็ผละออกตัวเขาและถอนหายใจก่อนบ่นอุบอิบอย่างหัวเสีย
“หึ ถ้าไม่ใช่เพราะคราวก่อนเ้าตะกละ ห่วงแต่จะหาของกินจนเผลอไปกินสมุนไพรพิษเข้า ป่านนี้ข้าก็คงได้ตำราเรียบร้อยแล้วและพวกเราก็คงจะมีความสุขเหมือนอยู่บน์เป็แน่” พอิเจียวจูเล่ามาถึงตรงนี้ฉินฟงจึงได้เข้าใจเื่ราวทุกอย่างแจ่มชัด
ที่แท้สาเหตุที่จูต้าเหยียนตายก็เพราะถูกิเจียวจูใช้เสน่ห์ยั่วยวนหว่านล้อมให้เขาไปขโมยตำราโอสถเก้าเทวะ์ออกมานี่เอง แต่ต้าเหยียนเกิดความตะกละจึงไปเผลอกินสมุนไพรพิษของอาจารย์เข้าจนได้เสียชีวิตลง เื่ทั้งหมดเป็เพราะคำโกหกหลอกลวงของผู้หญิงคนนี้ จากที่ฉินฟงเห็นการกระทำของิเจียวจูที่ผ่านมา นางไม่มีทางที่จะมาชอบชายอ้วนอย่างจู่ต้าเหยียนได้เลยสักนิด ที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อหลอกใช้เขาชัดๆ
“ยัยผู้หญิงแพศยาเอ๋ย…” ฉินฟงกำหมัดและก้มหน้าพูดออกมาเบาๆ “หือ เมื่อกี้เ้าว่าไงนะ? ” ฉินฟงเงยหน้าขึ้นและยิ้มเจื่อนๆ ให้ิเจียวจู “อ๋อ เปล่า ครับ ศิษย์พี่ข้าแค่จะบอกว่า ไม่น่าเลย..ข้านี่มันแย่จริงๆ ที่ทำให้ท่านผิดหวัง คราวหน้าข้าจะไม่พลาดแน่นอน” พอิเจียวจูได้ยินแบบนั้นนางก็ดีใจมากและวิ่งมากอดฉินฟงทันทีแต่ก็เพียงแค่ครู่เดียวก่อนที่นางจะปล่อยมือและถอยห่างก่อนจะบอกว่านางรอวันที่ฉินฟงจะเอาตำรามาให้จากนั้นจึงหันหลังให้แล้วจากไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
“หึ คิดว่าข้าคงจะหลงกลแบบเดียวกับที่เ้าทำกับจูต้าเหยียนสินะ ไม่มีทางซะหรอก...คอยดูเถอะข้าจะต้องฉีกหน้ากากจอมปลอมของเ้าออกมาและคืนความยุติธรรมให้กับจูต้าเหยียนให้ได้!!”
ฉินฟงมองเข้าไปในความมืดยังทิศที่ิเจียวจูหายเข้าไปด้วยแววตาที่มุ่งมั่นและแน่วแน่ จนทำให้เขาลืมคำสอนสุดท้ายของไท่หยวนอี้เป็จนหมดสิ้นและนี่ก็จะกลายเป็จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิตของฉินฟง…
จบตอน
ตอนหน้า ห้องลับสุดอันตราย…