เล่มที่ 1 บทที่ 28 ภารกิจปลอม
หลังจากชายอ้วนเตี้ยตกใจไปครู่หนึ่งเพียงไม่นานก็สงบใจลง กล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ “ไอ้หนูข้าย่อมรู้ว่าเจ้ามาหาข้าทำไม คงเป็นเรื่องของนังหนูนั่นใช่ไหมเล่า? แต่ว่า ข้าไม่บอกเจ้าจะทำอันใดกับข้าได้? เจ้าจะหักคอข้าตรงนี้เลยหรือ?เจ้ากล้าทำเช่นนั้นจริงๆ หรือ?”
ภายในนิกายแสวงมรรคนั้นห้ามการฆ่าฟันศิษย์ร่วมนิกายเด็ดขาดอีกทั้งที่นี่ยังเป็นลานกว้าง รอบข้างมีสายตานับพันจับจ้องเขาไม่เชื่อว่าเจียงอวิ๋นจะกล้าทำร้ายเขาจริง จึงไม่ได้เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย
“ข้าย่อมไม่กล้าทำอันใดเจ้าที่นี่อยู่แล้ว ดังนั้นพวกเราเปลี่ยนที่แล้วกัน!”
สิ้นเสียงของเจียงอวิ๋นชายอ้วนเตี้ยพลันรู้สึกว่าฝ่ามือที่บีบคอของตนอยู่ได้ออกแรงมากขึ้นต่อจากนั้นตัวเขาก็เบาหวิว ถูกเจียงอวิ๋นหิ้วตัวไปอย่างไม่สามารถขัดขืนได้โดยสิ้นเชิง
ขณะเดียวกันมืออีกข้างของเจียงอวิ๋นก็ขยับอย่างรวดเร็วดุจสายลม กดลงบนลำคอของชายอ้วนเตี้ยทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถส่งเสียงได้อีกต่อไป
วินาทีต่อมา เจียงอวิ๋นก็หิ้วหลังคอเขาพุ่งทะยานออกไปจากฝูงชน
เพราะว่าได้เสื้อผ้าตัวใหญ่ปิดบังไว้ทำให้ในสายตาคนอื่นๆ เห็นภาพเป็นเจียงอวิ๋นกำลังกอดไหล่ของคนผู้นี้เอาไว้จึงไม่มีใครสงสัยอะไรเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้เองเจียงอวิ๋นจึงสามารถจับตัวอีกฝ่ายแล้วพาออกจากลานกว้างไปได้อย่างเปิดเผย
บัดนี้ลูกศิษย์ในนิกายแสวงมรรคแทบทั้งหมดได้มารวมตัวกันเพื่อชมการทดสอบซ้ำที่ลานกว้างการหาสถานที่ไร้ผู้คนจึงมิใช่เรื่องยากอันใด
ด้วยความเร็วของเจียงอวิ๋น เพียงครู่เดียวเท่านั้นเขาก็หิ้วชายอ้วนเตี้ยมาถึงยังสถานที่เปลี่ยวร้างแห่งหนึ่งเขาปล่อยให้อีกฝ่ายได้เหยียบเท้าลงบนพื้น ทว่าฝ่ามือกลับไม่ได้ผ่อนแรงลง ซ้ำยังออกแรงยิ่งกว่าเดิม“พูด!”
ชายอ้วนเตี้ยตอนนี้ได้ถูกพละกำลังของเจียงอวิ๋นทำให้ตกใจจนเสียขวัญไปแล้วตัวเขาเองมีพลังมากน้อยเพียงใด เขาย่อมรู้ดีแก่ใจ จึงรู้ว่าการที่เจียงอวิ๋นหิ้วเขาขึ้นมาได้ด้วยฝ่ามือเดียวทั้งยังพามาไกลเพียงนี้ อีกฝ่ายย่อมต้องหักคอของเขาได้อย่างง่ายดายเป็นแน่
“ข้าไม่กล้าฆ่าเจ้าก็จริง!” เจียงอวิ๋นประทับฝ่ามือข้างหนึ่งลงบนตำแหน่งตันเถียนของอีกฝ่ายกล่าวเสียงเรียบว่า “ทว่าหากข้าซัดฝ่ามือนี้ลงไปเช่นนั้นเจ้าก็จบสิ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว”
ตันเถียนเป็นจุดรวบรวมพลังปราณเอาไว้เป็นรากฐานการบำเพ็ญของคน ทันทีที่บาดเจ็บ อย่างเบาคือระดับบำเพ็ญลดลง อย่างหนักก็อาจจะสูญเสียพลังปราณทั้งหมดกลายเป็นคนพิการไร้พลังอย่างสมบูรณ์ กระทั่งคนธรรมดาก็ยังเทียบไม่ได้
เมื่อเห็นว่าในดวงตาเจียงอวิ๋นมีประกายอำมหิตเปล่งออกมาทั้งยังสัมผัสได้ถึงความอุ่นของฝ่ามือที่ประทับอยู่บริเวณตันเถียนแล้วชายอ้วนเตี้ยก็ตื่นตกใจจนรีบส่งเสียงตะโกนร้อง “ข้าพูดแล้วข้าพูดแล้วเจ้าอยากรู้อะไรข้าจักบอกเล่าทั้งหมด!”
เดิมทีชายอ้วนเตี้ยก็ไม่ใช่คนที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวอะไรอยู่แล้วเมื่อตอนนี้ถูกข่มขู่จนขวัญหนีดีฝ่อ เจียงอวิ๋นจึงแทบไม่ต้องรีดถามอันใดอีกอีกฝ่ายก็บอกเล่าเรื่องเกี่ยวกับลู่เซี่ยวอวี๋ออกมาเองทั้งหมด
อันที่จริงเรื่องราวก็เรียบง่ายอย่างมาก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดแม้ลู่เซี่ยวอวี๋จะผ่านการทดสอบได้เพียงด่านเดียว ได้กลายเป็นเพียงศิษย์จิปาถะแต่กลับถูกผู้อาวุโสคนหนึ่งบนยอดเขาร้อยสิงสาจับตามอง หากว่าลู่เซี่ยวอวี๋ผ่านการทดสอบซ้ำได้อย่างราบรื่นก็จะรับลู่เซี่ยวอวี๋เป็นศิษย์ทันทีเช่นนั้นลู่เซี่ยวอวี๋ก็จะเลื่อนขั้นจากศิษย์จิปาถะขึ้นเป็นศิษย์สายในโดยตรง
เรื่องเช่นนี้แม้จะพบเห็นได้ไม่บ่อยในนิกายแสวงมรรคทว่าในอดีตก็เคยมีมาก่อนเช่นกัน เดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดอย่างมากก็เพียงแค่ทำให้ผู้คนอิจฉาในดวงของลู่เซี่ยวอวี๋เท่านั้นทว่าเรื่องนี้กลับรู้ไปถึงหูของศิษย์พี่หญิงคนหนึ่งบนยอดเขาร้อยสิงสาเข้า
และว่ากันว่าเดิมทีลูกศิษย์ในใจของผู้อาวุโสคนนั้นคือนางทว่าตอนนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นลู่เซี่ยวอวี๋แทนแล้ว นั่นทำให้นางจะมิได้กลายเป็นศิษย์สายในอีกต่อไปดังนั้นเมื่อนางได้รู้ข่าวนี้ นางย่อมต้องเดือดดาลและไม่พอใจอยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีเรื่องที่หมาป่าแสงเขียวอายุยี่สิบปีหลุดเข้าไปในฝูงหมาป่าเกิดขึ้น
ศิษย์พี่หญิงคนนั้นคิดจะยืมโอกาสนั้นขับไล่ลู่เซี่ยวอวี๋ออกจากนิกายแต่บังเอิญว่าเจียงอวิ๋นได้ปรากฏตัวออกมาช่วยแก้ไขปัญหาให้ลู่เซี่ยวอวี๋เสียก่อน
เรื่องนี้ยิ่งทำให้ศิษย์พี่หญิงคนนั้นเดือดดาลกระทั่งพาลเกลียดเจียงอวิ๋นไปด้วย นางจึงให้สวี่เฉิงซานที่เป็นลูกศิษย์สายนอกเหมือนกันไปสั่งสอนเจียงอวิ๋นเสีย
แต่คาดไม่ถึงว่า นอกจากจะไม่สามารถสั่งสอนได้แล้วสัตว์เลี้ยงของสวี่เฉิงซานกลับยังถูกเจียงอวิ๋นทำร้ายจนบาดเจ็บกลับไปด้วย!
ทั้งสองยิ่งไม่มีทางปล่อยเจียงอวิ๋นกับลู่เซี่ยวอวี๋ได้มากกว่าเดิมทว่าเมื่อสามเดือนก่อน การฝ่าห้ายอดที่จัดขึ้นปีละครั้งได้เริ่มต้นพอดีและในฐานะที่เป็นศิษย์สายนอกย่อมไม่มีทางพลาดโอกาสที่จะได้เป็นศิษย์สายในเช่นนี้ไปอยู่แล้ว
ดังนั้นทั้งสองจึงร่วมมือกันไปฝ่าห้ายอดก่อนและผลก็คือล้มเหลวกลับมาทั้งคู่ ทั้งยังได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยดังนั้นช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาจึงไม่ได้มาหาเรื่องเจียงอวิ๋นกับลู่เซี่ยวอวี๋ต่อ
เมื่อเห็นว่าวันนี้เป็นวันทดสอบซ้ำขอเพียงลู่เซี่ยวอวี๋ผ่านการทดสอบไปได้ก็จะได้กลายเป็นลูกศิษย์ของผู้อาวุโสคนนั้นเรื่องนี้ย่อมทำให้ศิษย์พี่หญิงผู้นั้นนั่งไม่ติดจึงได้มอบภารกิจปลอมมาให้ลู่เซี่ยวอวี๋เพื่อหลอกให้ออกจากนิกาย
หลังจากได้รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวเจียงอวิ๋นก็ถามต่อ “ศิษย์พี่หญิงคนนั้นมอบภารกิจอะไรให้ลู่เซี่ยวอวี๋?”
ชายอ้วนเตี้ยส่ายหน้า“เรื่องนี้ข้าไม่อาจรู้ได้แล้วไม่ว่าอย่างไรเป้าหมายของศิษย์พี่หญิงก็คือการทำให้ลู่เซี่ยวอวี๋ไม่สามารถเข้าร่วมการทดสอบได้จนถูกไล่ออกจากนิกายไป”
หลังกระแทกเสียงหึเล็กน้อย เจียงอวิ๋นก็มองไปทางชายอ้วนเตี้ยอย่างเย็นชาอีกครั้ง“เจ้าปิดบังเรื่องอะไรอยู่ใช่ไหม?”
“ไม่มี!” ชายอ้วนเตี้ยรีบฉีกยิ้มกล่าวทันที“ศิษย์พี่เองก็เห็นแล้ว ข้ามีระดับบำเพ็ญต่ำต้อยทั้งยังมีฐานะเป็นเพียงศิษย์จิปาถะเพียงรับผลประโยชน์มาจากศิษย์พี่หญิงผู้นั้นเล็กน้อยคอยจับตาดูลู่เซี่ยวอวี๋เท่านั้น ข้าไม่ได้ทำอะไรอื่นเลยนะสิ่งที่ข้ารู้ข้าก็บอกหมดแล้วด้วย”
เจียงอวิ๋นกล่าวด้วยสีหน้าเย็นยะเยือกยิ่งกว่าเดิม“ไม่มี? หึแม้เซี่ยวอวี๋จะยังเยาว์วัย แต่นางมิได้โง่งมนางไม่มีเหตุผลให้เชื่อศิษย์พี่หญิงสายนอกคนหนึ่งง่ายดายเพียงนี้ทั้งยังรับภารกิจที่นางมอบให้อีก!”
ชายอ้วนเตี้ยกะพริบตาปริบกล่าว “เรื่องนี้ศิษย์พี่ท่านก็ใช่ว่าจะไม่รู้ในนิกายเราความต่างทางชนชั้นของลูกศิษย์ทั้งสามรูปแบบนั้นมากเพียงใดพวกเราที่มีฐานะเป็นเพียงศิษย์จิปาถะ ต่อให้ไม่เชื่อก็ไม่กล้าไม่ขัดคำสั่งของศิษย์สายนอกอยู่ดีนะ!”
นี่ถือเป็นความจริงเจียงอวิ๋นย่อมเข้าใจดีเช่นกันว่าหากมีศิษย์สายนอกมาหาเขา บีบให้เขาทำอะไรสักอย่างแม้เขาจะไม่ต้องการ แต่หากปฏิเสธไปตรงๆ ย่อมเป็นการล่วงเกินอีกฝ่ายด้วยเช่นกันยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ลู่เซี่ยวอวี๋เดิมทีก็ไม่ค่อยกล้าสู้คนอยู่แล้ว
ทว่าในใจเจียงอวิ๋นก็ยังมีความสงสัยอยู่เล็กน้อยเพราะหลิวซิ่นบอกไว้อย่างชัดเจนว่าตอนที่ลู่เซี่ยวอวี๋มาบอกลานั้น นางตั้งใจกำชับให้หลิวซิ่นเก็บเป็นความลับไว้ด้วยเมื่อนางได้กลายเป็นลูกศิษย์สายนอกแล้วก็จะได้มาทำให้เขาตกใจเล่นหากดูจากจุดนี้แล้ว นางก็ดูไม่ค่อยเหมือนถูกบีบบังคับแต่อย่างใดนางดูตั้งใจไปทำภารกิจอย่างยินยอมพร้อมใจมากกว่า
แต่ถึงจะคิดเรื่องเหล่านี้ไปตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์สิ่งสำคัญเร่งด่วนคือต้องรีบหาลู่เซี่ยวอวี๋ให้พบแล้วพานางกลับมาซึ่งการจะรู้ได้ว่าลู่เซี่ยวอวี๋ถูกหลอกไปที่ใดก็มีแต่ต้องตามหาตัวศิษย์พี่หญิงสายนอกหรือสวี่เฉิงซานให้พบเท่านั้น
เมื่อเห็นเจียงอวิ๋นจมอยู่ในห้วงความคิดแม้ใบหน้าของชายอ้วนเตี้ยจะยังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มแต่ในใจกลับกำลังหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา
เพียงครู่หนึ่งเจียงอวิ๋นก็มองไปทางชายอ้วนเตี้ยอีกครั้ง“ศิษย์พี่หญิงสายนอกคนนั้นมีนามว่าอะไรบัดนี้นางกับสวี่เฉิงซานอยู่บนยอดเขาร้อยสิงสาใช่หรือไม่?”
เพราะในฝูงชนบนลานกว้างเมื่อครู่นี้เจียงอวิ๋นไม่พบเห็นสวี่เฉิงซานจึงคิดว่าศิษย์พี่หญิงคนนั้นเองก็น่าจะไม่อยู่เช่นกัน
ชายอ้วนเตี้ยกล่าวด้วยสีหน้าเจื่อนๆ “ข้าจะบังอาจถามนามของนางได้อย่างไรทว่าทั้งสองน่าจะอยู่บนยอดเขาร้อยสิงสากันทั้งคู่!”
“บอกหน้าตาของนางมา!”
“หน้าตา?” ชายอ้วนเตี้ยกลอกตาไปมา “ศิษย์พี่ท่านคงมิได้คิดจะไปหาพวกเขาที่ยอดเขาร้อยสิงสาใช่ไหม? พวกเขาเป็นถึงศิษย์สายนอกนะด้วยฐานะของท่าน ไม่มีทางเข้าไปในยอดเขาร้อยสิงสาได้แน่ นอกจากนี้ท่านไม่จำเป็นต้องไปหาพวกเขาหรอก อีกเดี๋ยวท่านก็น่าจะได้พบเจอพวกเขาแล้วล่ะ!”
เจียงอวิ๋นขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร?”
“การประลองเล็ก หลังการทดสอบซ้ำ ทั้งห้ายอดได้ส่งศิษย์สายนอกจำนวนหนึ่งเข้าร่วมด้วยหากข้าคาดเดาไม่ผิดละก็ ในบรรดาศิษย์สายนอกที่ยอดเขาร้อยสิงสาส่งออกมาน่าจะมีสวี่เฉิงซานและศิษย์พี่หญิงคนนั้นด้วย เป้าหมายของพวกเขาเหมือนว่าจะเพื่อจัดการท่านนั่นเอง!”