บทที่ 86
แอบเข้าเมือง
รถม้าที่ดูไม่หรูหรามากนัก พร้อมทหารและกลุ่มคนที่คล้ายกับพ่อค้ากลุ่มใหญ่ กำลังเข้าคิวรับการตรวจสอบที่กำแพงเมืองรัสเซลด้วยความอดทน หัวหน้าทหารอารักขากำลังหงุดหงิดที่พวกตนจำต้องเข้าคิวพร้อมกับกลุ่มการค้าอื่น ๆ ที่กำลังหลั่งไหลมายังแดนเหนือไม่หยุดหย่อน
“ท่านลุงออดริคทุ่มเงินมากขนาดไหนกัน ถึงเปลี่ยนที่นี่ให้สะดวกสบายได้รวดเร็วเช่นนี้”
“นั่นสิ แม่ไม่เคยเขตไหนในเซริสที่มีลอร์ดใส่ใจการเป็นอยู่ของชาวบ้านรอบนอกมากขนาดนี้...” หญิงสูงวัยที่ดูมีอำนาจมากสุดในคันรถพูดกับบุตรชายพร้อมชายตามองความคับคั่งภายนอก “แม้แต่หมู่บ้านรอบนอกยังได้รับการปรับปรุงจนเป็นระเบียบเรียบร้อย ถ้าไม่ได้ใช้เงินส่วนตัวของตระกูลรัสเซลคงจะทำไม่ได้แน่ ๆ”
“เสด็จแม่ คนเยอะขนาดนี้... ข้าเกรงว่าพวกเราอาจไม่ได้ที่พักในเรดวู้ด ไม่ใช่ว่าเราควรรีบเปิดเผยฐานะหรอกหรือ การเดินทางจะได้รวดเร็วมากขึ้น”
“แม่ไม่ได้ออกจากเซริสตั้งหลายปี ขอเที่ยวเล่นประสาชาวบ้านหน่อยเถิด พวกเราจะได้ตรวจสอบได้อย่างแน่ชัดว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนแดนเหนือที่แท้จริงเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าเจ้าสนใจสิ่งเดียวกับที่แม่คิดหรอกรึ?”
“ก็การรอคอยมันน่าเบื่อนี่ขอรับ...” เด็กหนุ่มดวงตาสีเทาเหลือบเงินหันไปมองใบหน้าที่เริ่มเหี่ยวย่นของท่านหญิงผู้สูงศักดิ์ที่กำลังมีรอยยิ้มสนุก มันเป็นอารมณ์บนใบหน้าของราชินีแห่งเซริสที่ไม่มีให้เห็นบ่อยนัก “หวังว่าท่านพี่ทั้งสองจะจับจองที่พักให้พวกเราได้นะขอรับ”
“ถ้าไม่เถลไถลละก็นะ... เจ้าก็รู้ดีว่านิสัยของเอเรียส กับเอสเตอร์เป็นเช่นไร แม่กังวลว่าพวกเขาจะก่อเรื่องวุ่นวายเสียจริง”
การสนทนาระหว่างแม่ลูกทั้งสองที่กำลังปกปิดฐานะของตนเอาไว้ยังคงดำเนินต่อไปตลอดช่วงเช้า ไม่นานนักพวกเขาก็ได้รับการแนะนำและยินยอมให้ทหารแห่งรัสเซลปฏิบัติตามข้อกำหนดของการเข้าเมือง
หลังการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเสร็จสิ้นลง ขบวนรถถึงสิบคันก็ถูกปล่อยตัวเข้าสู่รัสเซลตามลำดับ ผู้สูงศักดิ์ทั้งสองมองดูบ้านเมืองแห่งใหม่ที่ผู้อพยพเพิ่งเข้าอยู่อย่างตื่นตาตื่นใจ เบื้องหลังกำแพงใหญ่ของรัสเซลช่างงดงามและเป็นระเบียบเรียบร้อยนัก
“ขนาดผังเมืองของเซริสยังไม่งดงามเช่นนี้เลยเสด็จแม่!” แม้จะยังไม่เจริญรุ่งเรืองเทียบเท่าเมืองใหญ่อย่างเซริส แต่รากฐานที่วางเอาไว้อย่างดีก็ทำให้ชายหนุ่มซึ่งเล่าเรียนวิชาปกครองดินแดนของราชวงศ์มานานพูดออกมาด้วยความชื่นชม ตะแกรงหน้าต่างถูกเปิดออกเพื่อให้เขาสามารถดันตัวออกไปชมเมืองภายนอกได้สะดวกขึ้น “สุดยอด... ถนนหนทางสะอาดมาก แถมกลิ่น...อืม แทบไม่มีกลิ่นเหม็นเลยขอรับ”
“ระวังหน่อยอลัน พวกเรากำลังอยู่บนถนนนะ...”
“เสด็จแม่... เมืองหลวงของอินเซนเดียสวยแบบนี้หรือเปล่าขอรับ” ผู้ถูกถามชะงักไปเล็กน้อยเมื่อนึกถึงบ้านเกิดของตนเอง
“อาจจะเคยสวยกระมัง... ความจำของแม่เลือนรางเต็มทีแล้ว” สีหน้าของเธอเศร้าลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงความหลัง
“ข้าขออภัยที่ถามถึงสถานที่แห่งนั้นขอรับ ทำให้ท่านเศร้าอีกแล้ว...”
“ตั้งสิบกว่าปีมาแล้ว แม่ทำใจได้แล้วล่ะ...” เธอนึกถึงเหตุการณ์ปฏิวัติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบหกปีก่อน ราชวงศ์อินเซนเดียที่เป็นครอบครัวของเธอล่มสลายไปแล้ว ไม่มีผู้ใดเหลือรอดสักคน ทว่าสายเลือดสูงส่งนั่นยังคงไหลเวียนอยู่ในลูก ๆ ของเธอทั้งห้าคน
ดังนั้น... เธอจึงไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าตนเองโดดเดี่ยว อย่างน้อยก็ยังมีลูกสาวทั้งสองคนที่สืบทอดสายเลือดอันเข้มข้นของอินเซนเดีย ดวงตาสีม่วงเหมือนอเมทิสต์ที่หม่นหมองลงจึงแสดงแววความผ่อนคลายได้บ้าง
ขบวนปลอมตัวของราชินีซาบิน่า และเจ้าชายอลันได้พักชมเมืองรัสเซลเป็นเวลาสามวัน เพื่อทำทีเป็นจับจ่ายใช้สอยและซื้อขายระหว่างเที่ยวชมผังเมืองอันตระการตา มันเป็นรูปแบบที่ทั้งสองได้อ่านในหนังสือการวางผังเมืองและการดูแลประชากรของลอร์ดเดวิดแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าหนุ่มน้อยคนนั้นจะสามารถสร้างมันให้เป็นจริงได้รวดเร็วเช่นนี้
อาหารการกินของประชาชนทั่วไปช่างเอร็ดอร่อยและยั่วน้ำลายมากกว่าอาหารในดินแดนอื่น แถมพวกมันยังมีหลากหลายจนทำให้พวกเขาต้องอุทิศหนึ่งวันที่พักอยู่ในรัสเซลให้กับการแวะร้านอาหารชื่อดังภายในเมืองหลายร้าน
“ข้านำอาหารที่สั่งชุดสุดท้ายมาส่งขอรับ ท่านลูกค้าได้รับทุกอย่างครบนะขอรับ?” พนักงานเสิร์ฟบริการอย่างดีหลังจากได้ฝึกฝนและเรียนรู้มาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน มันเป็นวิธีการทำงานที่ยอดเยี่ยมซึ่งมีเป้าหมายที่จะสร้างความประทับใจให้ลูกค้าไปในตัว
“ครบจ๊ะ... พ่อหนุ่ม ข้าขอถามอะไรหน่อยได้ไหม” ซาบิน่าเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ทราบว่างานฉลองที่เรดวู้ดจะถูกจัดขึ้นในอีกกี่วันหรือ?”
“ในอีกห้าวันขอรับ แต่... ข้าเกรงว่า ถ้าพวกท่านไม่ได้จองที่พักล่วงหน้าเอาไว้ที่เรดวู้ด คงต้องทิ้งสัมภาระไว้ที่เมืองนี้ แล้วเดินทางด้วยรถขนส่งระหว่างเมืองเพื่อไปร่วมงานนะขอรับ ทางเรดวู้ดไม่มีห้องพักว่างตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้วขอรับ”
“โฮ่... เฟื่องฟูขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย ข้าแปลกใจจริง ๆ ...” อลันมีสีหน้าไม่เชื่อ แล้วพูดออกมาด้วยท่าทางสูงส่งตามความเคยชิน
“แสดงว่าพวกท่านเพิ่งเคยมาเยือนแดนเหนือสินะ... ถ้าหากข้าทราบจุดประสงค์ อาจจะพอช่วยแนะนำได้นะขอรับ”
“พวกเรามาค้าขายจ้ะ มีเครื่องประดับและสิ่งทอมากมายทีเดียว อืม...” ราชินีซาบิน่าในคราบแม่ค้าสูงวัยมองไปยังเครื่องแต่งกายของพนักงานเสิร์ฟอาหารและคนทั่วไปในเมือง เธอไม่อาจเก็บความคิดสงสัยเอาไว้ได้อีกต่อไป “ข้าขอบังอาจถามหน่อยเถอะนะ พวกเจ้าไม่รู้สึกหนาวกันหรือ? ทำไมถึงใส่เสื้อผ้าบางกว่าปกติและรัดกุมเช่นนี้เล่า”
ในสายตาของเธอ คนเหล่านี้ช่างแต่งตัวไม่เข้ากับฤดูกาลเสียเลย ปกติชาวบ้านมักจะสวมเสื้อคลุมเทอะทะหลายชั้นในฤดูกาลนี้ ประสบการณ์ที่มีเกี่ยวกับสิ่งทอมาตลอดชีวิตทำให้เมื่อมองเนื้อผ้าแล้ว ก็ทราบได้ทันทีว่าพวกมันไม่ใช่ขนแกะที่ช่วยให้ความอบอุ่น แต่เป็นเส้นใยอะไรนั้น... เธอเองก็ไม่ทราบเช่นกัน
หรือลอร์ดแห่งแดนเหนือจะปล่อยให้ประชาชนอยู่กันอย่างหนาวเหน็บ ไม่เหมือนกับข่าวลือที่กล่าวเอาไว้
“ข้าขอตอบทีละข้อนะขอรับ... ถ้าหากมาค้าขาย พวกท่านน่าจะพลาดงานประมูลสินค้าแห่งเรดวู้ดครั้งที่หนึ่งและครั้งที่สองของปีไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนงานประมูลครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นสุราโกลเด้นฮันนี่ และเมเปิ้ลดรีม จะมีขึ้นในอีกสามวันขอรับ...”
“ขณะนี้เครื่องประดับและสิ่งทออาจจะขายได้ยากเสียหน่อย เพราะว่าชาวเมืองชื่นชอบเสื้อผ้ารุ่นใหม่จากกลุ่มการค้าวาเรนมาก พวกมันทำมาจากผ้าฝ้ายที่ผลิตโดยเลดี้แอนนาแห่งเรดวู้ดขอรับ”
เป็นเพราะกลุ่มควบคุมแรงงานของเรดวู้ด เทราส และรัสเซล ตกลงสร้างกลุ่มพนักงานเดินข่าวสารภายในดินแดน การข่าวที่ส่งถึงกันทั่วทุกแห่งในแดนเหนือจึงค่อนข้างแม่นยำและไม่ค่อยคลาดเคลื่อนมากนัก บอร์ดประกาศและเผยแพร่ข่าวสำคัญจึงมีอยู่ทุกกลุ่มหมู่บ้านทั้งเก่าและใหม่ หัวหน้าหมู่บ้านทั้งหลายที่ต้องคอยรักษาการณ์อยู่ในเขตของตน จึงต้องทำหน้าที่เผยแพร่ข่าวสำคัญสำหรับผู้ที่อ่านหนังสือไม่ออกไปในตัว
ข่าวสำคัญเหล่านี้ ช่วยตอบสนองความต้องการให้กับผู้มาเยือนจากต่างแดนได้ยอดเยี่ยม แม้มันจะเป็นเรื่องดีสำหรับคนจากต่างแดน แต่ซาบิน่ากลับเห็นแตกต่างไป คิ้วของเธอขมวดเล็กน้อยเมื่อความคิดอันตรายผุดขึ้นมาแวบหนึ่ง
(มิใช่ว่ามีคนจ้องทำลายชื่อเสียงของแดนเหนือหรอกหรือ เหตุใดพวกเขาถึงไม่ควบคุมข่าวสารภายใน) เธอตระหนักดีว่ามีใครเป็นศัตรูบ้าง และมันเป็นเหตุผลสำคัญที่เธอจะต้องมาคุยด้วยตนเองในครั้งนี้ โชคดีที่เสียงพูดของบุตรชายช่วยดึงความสนใจในระหว่างนั้นได้ดี พฤติกรรมของเธอจึงไม่เป็นที่สงสัยมากนัก
“เลดี้แอนนา? ท่านหญิงบ้านไหนกัน ภรรยาของลอร์ดเดวิดหรือ? แล้วฝ้ายคือสิ่งใด?”
“อ๋า? เป็นชื่อเรียกของเจ้าของกิจการฝ้ายและสิ่งทอน่ะขอรับ หนูแอนนาเป็นพี่สาวร่วมโบสถ์ของลอร์ดเดวิด ไม่ใช่ภรรยานะขอรับ...”
“น่าสนใจ... ยังเด็กอยู่แท้ ๆ แต่มีกิจการใหญ่โตขนาดนี้... ขอบคุณที่ช่วยเล่าเรื่องให้พวกเราทราบนะจ๊ะ ช่วยรับนี่ไว้ด้วยเถอะนะ” เหรียญทองหนึ่งเหรียญถูกยื่นให้ อีกพนักงานเสิร์ฟคนนั้นมีท่าทีเลิกลักเล็กน้อยก่อนจะคำนับอย่างรวดเร็ว ค่าอาหารมื้อนี้มีราคาเพียงแปดสิบเหรียญเงินสำหรับคนทั้งโต๊ะ เงินทอนส่วนที่เหลือจึงถูกส่งคืนมาไม่นานหลังจากนั้น
“โธ่... ข้าให้เจ้าเป็นค่าข่าวสาร ไม่ใช่ค่าอาหารหรอกนะ”
“ไม่ได้หรอกขอรับ เป็นกฎของทางเมืองที่ท่านลอร์ดตั้งเอาไว้ จริงแล้ว ๆ เรื่องพวกนั้นท่านสามารถหาอ่านได้ตามบอร์ดข่าวสารอยู่แล้วขอรับ ไม่ลำบากอะไรเลย...”
ไม่กี่วันต่อมาซาบิน่าก็ต้องถอนหายใจเมื่อทุกสิ่งในแดนแห่งนี้ช่างดีเกินกว่าที่คาดคิดไว้ ผลการประเมินดินแดนแห่งรัสเซลช่างเป็นที่น่าพอใจ เธอยอมรับว่าการตัดสินใจลงทุนช่วยเหลือแดนเหนือของสวามีเป็นสิ่งที่คุ้มค่า
วันถัดมา ขบวนเดินทางขนาดเล็กลงตามความต้องการของเจ้าของขบวน ได้ออกเดินทางพร้อมของขวัญล้ำค่าไว้เต็มรถม้า เหล่าทหารนำขบวนจำต้องเร่งฝีเท้าให้ถึงเรดวู้ดเร็วกว่าเดิมเพื่อให้ทันเวลาดูงานประมูลสุราครั้งสำคัญของปี
ไม่น่าเชื่อว่าระหว่างทาง เธอจะเจอกับคนคุ้นหน้าจนฐานะถูกเปิดเผยตั้งแต่ก่อนถึงรั้วเรดวู้ดเสียอีก
“โฮ่... เป็นบุญตาของข้าแล้ว ที่ได้เห็นราชินีแห่งเซริสนั่งเขี่ยกองไฟข้างทางแบบนี้ หืม... เจ้าหนูคนนี้? อายุพอ ๆ กับเดวิดของข้า คงเป็นเจ้าชายอลันกระมัง?” ชายชราดวงตาสีฟ้าสดใสพร้อมผมขาวโพลนทักทายอย่างเป็นกันเอง รอบด้านยังมีทหารอารักขาส่วนหนึ่ง
“หมดกัน... ข้ารึอุตส่าห์ปลอมตัว” ซาบิน่าถอนหายใจเมื่อเห็นสหายเก่าที่คุ้นเคยดี “ข้าเลือกเวลานี้เพราะนึกว่าพวกท่านจะเข้าเมืองไปแล้วเสียอีก”
“หลานข้ามีภารกิจให้ตาแก่คนนี้ทำตั้งเยอะ กว่าจะปลีกตัวมาได้ก็แทบแย่ทีเดียว”
“แล้วนี่... เจ้ายักษ์อีลิอาสไม่มาด้วยรึ?”
“ปีที่แล้วได้เที่ยวงานจนหนำใจแล้ว รอบนี้ต้องเป็นทีของข้าสิ ฮี่ ๆ ...” คนแก่กลั้นขำเมื่อนึกถึงท่าทางโวยวายอย่างน่าปวดหัวของบุตรชายเมื่อต้องรับภาระจัดการเรื่องเอกสารสำคัญและงานบริหารภายในเมือง “ท่านมีชุดสำรองไหม? เข้าเมืองด้วยเสื้อผ้าแบบนี้... ออกจะไม่สมฐานะกระมัง?”
“จะให้ข้าเปลี่ยนชุดในรถม้าหรือ? ไม่เอาน่า...”
“ก็... ใช่ว่าจะไม่เคยกระทำเสียเมื่อไหร่? ว่าแต่... มาด้วยตัวเองหนนี้ เจ้าเอริคคงมีความคืบหน้าฝากมาด้วยใช่ไหม?”
“มี... แต่รอให้ข้าพูดพร้อมหน้ากับออดริคเถอะ เรื่องมันยาว”
“เดวิดด้วย... เรดวู้ดใหญ่กว่าเมืองของข้าแล้วนะ รีบ ๆ ขึ้นทะเบียนเมืองอย่างเป็นทางการด้วยเล่า”
ช่วงเวลาพูดคุยรอบกองไฟระหว่างพักเดินทางทำให้เจ้าชายอลันสัมผัสได้ถึงสายสัมพันธ์บางอย่างระหว่างบิดามารดาของตนกับลอร์ดแห่งแดนเหนือ เขาเข้าใจดีว่าตระกูลเซริสเกิดขึ้นหลังจากตระกูลเทราส และตระกูลรัสเซล ต้นตระกูลของลอร์ดแห่งแดนเหนือทั้งสองมีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในอาณาจักร
แต่อลันยังคงไม่เข้าใจว่า ทำไมดินแดนที่เคยแร้นแค้นและส่งออกแต่ไม้ฟืนแห่งนี้ จึงมีความสำคัญระดับเป็นเขตแดนของมาร์ควิสถึงสองคน
ช่างน่าสงสัยนัก... กลับเซริสเมื่อใด เขาคงต้องถามอาจารย์ของตนเองเสียหน่อย