The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๑๓๖ จุดอ่อนของวิฬาร์

            ส่วนอีกด้านกลุ่มของเบอร์เบิลฟังพาราฟินเล่าเหตุการณ์การต่อสู้เมื่อครู่จบไปแล้วสองรอบจึงแย่งกันถามโน่นนี่นั่นอย่างตื่นเต้น พาราฟินเองเป็นคนชอบความโดดเด่น เรื่องที่มีเขาเป็นตัวเอกหรือมีส่วนร่วมรับรองว่าเล่าได้สามเดือนครึ่งปี จึงหันไปตอบให้ทุกคนฟังได้อย่างไหลลื่นซ้ำยังใช้มายาเวทในมือสร้างแสงสีเสียงประกอบฉากราวนักมายากล เสียงระเบิด ละอองเวทรูปจำลอง ต่างมาครบ แทบไม่ต่างกับการฉายหนังสามมิติ ทั้งหมดจึงยิ่งฟังยิ่งติดลม

             จากนั้นไม่รู้ว่าเป็นคนต้นคิดเพราะมีคำถามหนึ่งลอยมาว่า เรื่องเล่าในสมัยก่อนที่บอกว่าวิฬาร์เทพอย่างนั้นเทพอย่างนี้ มันจริงแค่ไหน

            ได้ทีโฆษณาเพื่อนมีหรือพาราฟินจะยอมปล่อย

            เขาเล่าจนเพื่อนใหม่ทั้งสิบหูอื้อตาลายในหัวจินตนาการภาพว่าวิฬาร์มีสี่เศียรแปดกร แทบจะหาวเป็นดาวเป็นเดือน จินมยองโรเกอร์ หรือคีตา พวกกลุ่มยอดฝีมือจากกิลด์ต่างๆ สิบคนยังไม่พอมือวิฬาร์ข้างเดียว ขอเพียงแค่เขาเปิดเนตรที่สามรับรองว่าพวกนั้นต้องกลายเป็นขี้เถ้าทันที

            เรื่องแบบนี้ใช้หัวแม่เท้าคิดดูก็รู้ว่าเชื่อไม่ได้ ทั้งหมดจึงเบ้ปากใส่พาราฟินจนมันหัวเราะร่วนแต่แล้วไม่รู้เบอร์เบิลเกิดพุทธิปัญญาขึ้นมาได้อย่างไร เพราะเจ้าตัวเอ่ยถามด้วยประโยคสั้นๆ

            ประโยคสั้นๆที่ทำเอาพาราฟินขึ้นอาการจอฟ้าไปเลยทีเดียว

            “แล้วระหว่างลูกพี่พาราฟินกับลูกพี่วิฬาร์ใครเก่งกว่ากันหรอครับ?”

            พอได้ยินประโยคนี้เข้าไปบรรยากาศโดยรอบก็เหนียวหนืดขึ้นมาทันที

            พาราฟินหมุนคอหันมามองเบอร์เบิลอย่างเชื่องช้าราวตุ๊กตาไขลานสองตาจับแน่นิ่ง เผยรอยยิ้มหวานฉ่ำออกมา

            เอื๊อก…

            ทั้งหมดพากันกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเฝื่อนเบอร์เบิลเองถึงกับอุทานคำว่าฉิบหายแล้ว วนในใจหนึ่งร้อยยี่สิบหกรอบ

            ธาร์สที่นั่งอยู่ห่างสุดพยายามหมุนตัวไปจะตะโกนหาวิฬาร์เพื่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทว่าอากาศรอบด้านกลับจับตัวแข็ง สองแขนขาราวถูกปูนโบกไว้จนทั่วแม้แต่นิ้วยังกระดิกไม่ได้

            เหตุการณ์นี้ดำเนินไปเพียงชั่วพริบตาเดียวก่อนที่ใบหน้าเปื้อนยิ้มของพาราฟินจะคลายออก

            จากนั้นเขาก็เล่าต่อ

            สู้กับวิฬาร์น่ะหรอยังไงเขาก็ชนะมากกว่าแพ้อยู่แล้ว

            พาราฟินบอก

            ชนะมากกว่าแพ้?

            ทั้งหมดพากันเหล่มองพาราฟินด้วยสายตาเหยียดหยามที่แทบปิดไม่มิด

            ถ้ามันจริงไอ้เรื่องเมื่อกี้คงไม่เกิดขึ้นหรอกมั้ง

            คนทั้งหมดรู้สึกเหมือนว่าความจริงควรเป็นตรงกันข้ามเสียมากกว่า

            แต่การแหกหน้านพเคราะห์ตัวซวยแห่งเหล่าเศียร ไม่ใช่เรื่องที่คนอยากมีหัวไว้บนบ่ากล้าทำพวกเขาจึงกลืนคำพูดนั้นลงคอเกออนเองที่เห็นสถานการณ์มาคุแบบนี้จึงพยายามหาทางออกด้วยการแอบถามเรื่องอื่นเพื่อเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา

            “ว่าแต่ลูกพี่มีจุดอ่อนบ้างมั้ยครับ พวกผมไม่เคยชนะลูกพี่ได้เลยสักครั้ง”

            เลือกเจาะเข้าจุดอ่อนของวิฬาร์นับว่าถามได้ตรงประเด็น พาราฟินถึงกับยิ้มชั่วร้ายออกมาก่อนจะหันไปชะเง้อคอมองวิฬาร์ที่นั่งควันขึ้นอยู่อีกฝั่งกับกริมม์

            จากนั้นเมื่อเห็นว่าเพื่อนรักไม่รู้ตัวว่ากำลังจะโดนเผาก็ก้มหน้าเข้ามากลางวงแล้วเอ่ยเสียงแผ่วทันทีทำให้คนทั้งแปดต้องโน้มตัวลงมาฟังใกล้ๆบางคนถึงกับเปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาจดรายละเอียด

            “จุดอ่อนของหมอนั่นก็คือ…”

            “…หมอนั่นน่ะเป็นพวกรถบรรทุก เครื่องร้อนช้า กว่าจะขึ้นได้แต่ละเกียร์ต้องรอแล้ววววว รออีก”พาราฟินลากเสียงยาว

            สายความถนัดของวิฬาร์เป็นการร่ายยาวจำพวกการประสานเวทมนตร์หลายๆ บทเข้าด้วยกันดังนั้นจึงเหมาะกับการยืนสนับสนุนจากชั้นกลางไม่ก็แนวหลัง โดยให้พวกหนังหนาเนื้อหยาบอย่างพวกพาราฟินเข้าชนเพื่อถ่วงเวลาแต่เมื่อเขาร่ายเสร็จ รับรองได้เลยว่าต่อให้เรื่องไม่จบอย่างน้อยก็ต้องถึงตอนสุดท้ายแล้ว แน่นอนเรื่องนี้พวกเกออนย่อมรู้สังเกตได้จากการใช้มนตร์ประสานส่วนตัวที่วิฬาร์เป็นคนใช้ให้พวกเขาเห็นในครั้งก่อน

            “เป็นพวกเครื่องร้อนช้า?”

            “ใช่ ดังนั้นจุดอ่อนของมันคือช่วงออกตัวนี่แหละขอแค่เปิดปุ๊บ ใส่ปั๊บ อย่าให้มันหายใจ รับรองว่าหน้าทิ่มแน่นอน”เจ้าตัวเผยเคล็ดลับออกมาพร้อมสีหน้าสุดมั่นใจซ้ำยังเม้มปากยิ้มแล้วพยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วยกับตัวเองอย่างถึงที่สุด

            สมาชิกทั้งแปดมองหน้ามองตากันเลิ่กลั่กจุดอ่อนนี้มีจริงด้วยหรอ?

            อยู่กับวิฬาร์มานานผ่านทั้งวิธีอัพเลเวลแบบปีศาจมาก็มาก ประลองกันเองมาก็ไม่น้อยพวกเขาย่อมเคยขอลองฝีมือกับลูกพี่บ้างเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์แน่นอนว่าระหว่างการฝึก พวกเขาก็แอบเก็บสถิติกันเองเพื่อเอามาบลัฟใส่กันในวงเหล้าไม่ก็เอามาข่มกันขำๆ เอาฮา แต่ละคนเองก็ทั้งหัวเราะและเจ็บใจที่แพ้บ้างชนะบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของสายที่แพ้ทางกันหรือเสียเปรียบในเชิงสายพลัง โดยมีสถิติสำคัญอันหนึ่งที่พวกเขาเอามาอวดกันบ่อยๆก็คือจำนวนการชนะระหว่างกัน

            ซึ่งตอนนี้คนที่นำอยู่คือเกออน นักเวทธาตุประจำกลุ่ม

            และตามมาติดๆด้วยซิกมา ที่ครองอันดับสองร่วมกับทันยา ห่างจากอันดับหนึ่งเพียงสองแมทช์

            ทว่านั่นเป็นเพียงสถิติสูงที่สุดที่วัดกันเองในพวกเขาเก้าคนเท่านั้นแต่หากรวม ‘ลูกพี่’ สุดโหดของพวกเขาเข้าไปด้วยแล้ว เกรงว่าสถิติที่พวกเขาผลัดกันเบียดขึ้นเบียดลงจะเหมือนถูกกั้นด้วยแม่น้ำไนล์เพราะมันทิ้งห่างกันไกลสุดกู่

            จำนวนชัยชนะของวิฬาร์นั้นมากพอๆ กับอันดับที่หนึ่ง สอง และสามรวมกัน

            มันช่างเป็นจำนวนที่ทำให้พวกเขาสิ้นหวังเอาได้ง่ายๆ

            แล้วไอ้เรื่องเครื่องร้อนช้าเนี่ยพวกเขาเคยสังเกตมากันแล้วไม่รู้กี่หนต่อกี่หน เปิดมาปุ๊บใส่ปั๊บ มีหรือจะไม่เคยทำทว่าไอ้คนที่จอดไม่ต้องแจว กลับเป็นพวกเขาทั้งนั้น หนึ่งในผู้มากประสบการณ์อย่างซิกมาจึงเอ่ยปากเตือนเนื้อหาที่พาราฟินอาจลืมไป

            “พี่พาฯลืมไปหรือเปล่าครับว่าลูกพี่เขาใช้ยุทธเวทหอกได้ด้วย”

            “อ้อ…เรื่องนั้นเองสินะ” เขาเอ่ยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า คล้ายรู้อยู่แล้วว่าปัญหานี้จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูด

            “ความจริงจะโทษวิฬาร์มันฝ่ายเดียวก็ไม่ได้อะนะบางทีมันก็มีความแตกต่างนิดหนึ่งระหว่างรถบรรทุกกับจักรยานน่ะ”เจ้าตัวยักไหล่แล้วเหลือบมองสมาชิกโดยรอบด้วยสายตาประมาณว่า

            ก็พวกนายกากเองนี่หว่า

            ทุกคนพังทลาย

             

            ………………..

             

            สุดท้ายหลังจากความพยายามอันเหนื่อยยากของวิฬาร์ในที่สุดกริมม์ก็หยุดเล่าเรื่องของตัวเอง

            วิฬาร์ที่ถูกกริมม์เล่าเรื่องกรอกหูไปหมื่นประโยคล้านคำแอดเพื่อนกับกริมม์ด้วยสภาพจิตใจล่องลอย สมองลัดวงจรจนควันแทบขึ้น ทำทุกสิ่งไปแบบงงๆก่อนจะนึกหาวิธีผูกสัมพันธ์กับเพื่อนคนนี้เพิ่มด้วยการมอบไอเทมอะไรให้สักหน่อยเพื่อเป็นสินน้ำใจพร้อมทั้งบอกว่าหากมีอะไรขาดเหลือ เขาจะยื่นมือช่วยเหลืออย่างเต็มที่

            แม้เขาจะเล่าแล้วว่ากริมม์แหย่เท้าเข้ามาระหว่างปัญหาของสองกิลด์ท็อปสุดของเกมจนอาจสร้างปัญหาได้ในภายหลังทว่าเจ้าตัวไม่แม้แต่จะชายตามอง ปัดไม้ปัดมือไปมาคล้ายคร้านจะสนใจแต่วิฬาร์ไม่ใช่คนไม่สำนึกบุญคุณ หลังจากยื้อยุดกันอยู่นานในที่สุดกริมม์ก็ยอมรับไมตรีจากเขาจนได้

            จากนั้นเขาก็ชวนกริมม์กินอาหารร่วมกันแต่เจ้าตัวกลับปฏิเสธ บอกว่ามีธุระเรื่องอื่นต้องไปจัดการ สุดท้ายจึงแยกจากกันไปเสียอย่างนั้น

            วิฬาร์ที่ยังมึนๆอยู่พอเห็นกริมม์หายแวบไปก็นึกขึ้นได้ว่าดีเหมือนกันที่หมอนี่ไม่จู้จี้จุกจิกถามเรื่องเขากับพาราฟินหรือพวกเรื่องอนันตนาคราชว่ามาทำอะไรที่นี่ จึงนึกชมอยู่ในใจ

            เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันแถมยังโดนพ่นใส่ไฟแลบไปขนาดนั้น วิฬาร์ยิ่งต้องการสารอาหารไปเติมพลังชีวิตเขาจึงหันกลับมาร่วมวงกับพาราฟินและสมาชิก แต่น่าแปลก ที่ทั้งหมดมีสีหน้าพิกลซ้ำพาราฟินยังมองเขาด้วยสายตาหลุกหลิก

            ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

            ไม่นานทันยาก็กลับมาจากอีกมุมเมืองที่วิฬาร์ส่งเธอไปช่วยดูแลและพอเธอเข้าร่วมวงได้ไม่นาน ก็มีคนรีเควสขอเรื่องเล่าเกี่ยวกับการผจญภัยในตำนานจากพาราฟินดูท่าคงยังอยากรู้เรื่องราวอันเป็นตำนานต่อ

            มีแฟนคลับขอมาขนาดนี้มีหรือพาราฟินรูปหล่อจะขัดศรัทธา เจ้าตัวเล่าพลางใช้มายาเวทของตัวเองสร้างแสงสีเสียงประกอบในทันทีทำให้ทั้งหมดตั้งใจฟังราวกับกำลังดูการถ่ายทอดสดจากสถานที่จริงต่างคนต่างตื่นตะลึงไปตามเรื่องที่พาราฟินเล่า บางคนถึงกับสะดุ้งจนตัวโยนเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์ในช่วงเบต้าเทสต์ ในสมัยที่ทุกคนมีเลเวลสูงกว่านี้มีสภาพสังคมโหดเหี้ยมแค่ไหน

            วิฬาร์มองภาพตรงหน้าอย่างมีความสุขก่อนจะได้ยินพาราฟินเล่าเนื้อหาบางส่วนเกินจริงไปหน่อยเจ้าตัวจึงแกล้งขัดจังหวะด้วยการเล่าความจริงจากปากเขาทำเอาหมอนั่นหันมาด่าอย่างหงุดหงิดที่โดนเปิดเผยความลับ เรียกเสียงฮาครืนใหญ่

            ทั้งหมดยิ่งคุยก็ยิ่งสนิทกันโดยเฉพาะพวกเด็กๆ ที่ไม่มีโอกาสกระทบไหล่ดาราดังอย่างพาราฟินบ่อยๆ ซ้ำไอ้ตอนที่แอบคุยกันเมื่อครู่ยังถามกันได้ไม่จุใจบวกกับตอนนี้มีลูกพี่นั่งเป็นยันต์กันภัยแล้ว จึงแอบซุบซิบถามโน่นนี่นั่นเป็นการใหญ่พาราฟินเองก็เป็นคนมนุษยสัมพันธ์ดี เจ้าตัวจึงพยายามตอบทุกคำถาม แม้ว่าจะมีบางเรื่องที่ทำเอาเขาถึงกับต้องกำหมัดตอบก็ตามคำตอบจึงมีทั้งเรื่องจริง เรื่องมั่ว ผสมๆ กันไป

            “แล้วคุณพาราฟินกับลูกพี่รู้จักกันได้ยังไงหรอครับ”อาเมียร์ที่หัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหลหันมาถามพาราฟินหลังจากฟังเรื่องตลกเรื่องหนึ่งจบไป

            สมาชิกแต่ละคนที่ได้ยินคำถามนี้ก็หันมาฟังกันอย่างสนใจเรื่องราวส่วนนี้จะต้องตื่นเต้นมากแน่ๆ

            พาราฟินและวิฬาร์ที่ได้ยินคำถามนี้เข้าไปหันมามองหน้ากันด้วยท่าทีหลุกหลิกครั้นจะเล่าความจริงก็กลัวว่าจะเปิดเผยความลับสำคัญที่เขาเก็บเอาไว้มาเนิ่นนาน ไอ้จะไม่เล่าก็คันปากขึ้นมายิบๆ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนั้นคือตำนานบทหนึ่งที่เขาแสนจะภาคภูมิใจเป็นที่สุด

            เพราะนั่นคือตำนานWorldWar I อันระบือลือลั่น!



            ใครอยากรู้ความลับของ World War I ละก็ เข้าไปอ่านได้ในตอนพิเศษนะครับ รับรองว่ามันส์กระจายยยย

    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน