คัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3)

    ตอนที่ 35 บททดสอบผ่านพ้น แต่ใจยังไร้คำตอบ

    บนสะพานเดินเรือภายในห้องบัญชาการ สัญญาณเสียงดังขึ้นจากแผงควบคุมทางด้านซ้าย “เข้าสู่เขตทดสอบอาวุธแล้วค่ะ” เสียงรายงานจากต้นหน นาวาเอกหญิงฟักแฟงเอ่ยขึ้น

    ผบ.มันตราเพ่งมองแผนที่ตรงหน้า จุดทดสอบคือเทือกเขาหมอกอันรกร้าง สภาพเป็นชั้นหินอันแข็งแกร่งซ้อนกันเป็นชั้นๆ

    “จีรภา เริ่มทำการทดสอบจรวดใต้น้ำสู่อากาศ” ผบ.มันตราสั่งการ

    นาวาเอกหญิงจีรภาก้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉงไปยังแท่นควบคุมระบบยิงด้วยท่วงท่าอันสง่างาม เธอใช้ปลายนิ้วกดปุ่มเปิดระบบกลไกเวทอันสลับซับซ้อนบนแผงจอควบคุมขึ้นมา

    “อาวุธ: จรวดใต้น้ำสู่อากาศ A-88 เงายมทูต

    ระบบขับเคลื่อน: พลังเวทควอนตัม

    หัวรบ: หัวเจาะโลหะดำแบบผสม สามารถเจาะทะลวงชั้นหินได้สูงสุดถึง 1,000 เมตรก่อนจะระเบิดแบบควบแน่น ทำลายทุกสิ่งจนระเหยกลายเป็นฝุ่น

    ระยะยิงสูงสุด: 15,000 กิโลเมตร

    เป้าหมาย: พิกัด G-9, ผืนแผ่นดินบริเวณเทือกเขาหมอก”

    เสียงเครื่องจักรใต้ท้องเรือเริ่มสั่นสะเทือน แสงสีม่วงเข้มเปล่งจากท่อยิงใต้ท้องเรือ นาวาเอกไป๋เซี่ยนจื่อแสดงภาพข้อมูลออกทางจอภาพขนาดใหญ่ในห้องบัญชาการ “เส้นทางขีปนาวุธประมวลผลเสร็จสิ้นแล้ว คำนวณมุมเฉียงทะลุน้ำ 47 องศา ความเร็วพุ่งทะลุพื้นดินใช้เวลา 3.7 วินาที”

    มันตราหันไปสั่งการนายทหารทุกนาย “เตรียมสังเกตแรงกระเพื่อมของแผ่นดินเป้าหมาย และวัดระดับผลกระทบต่อสนามแม่เหล็ก ใครได้รับข้อมูลผิดปกติให้รีบรายงานผมทันที”

    “รับทราบ!” นายทหารทุกนายรับคำสั่ง

    “ยิง!!”

    เสียงสั่งการสั้นๆของ ผบ.มันตราแต่ทุกคนก็เข้าใจตรงกัน วัตถุสีเงินแล่นทะลุจากพื้นผิวน้ำขึ้นสู่อากาศ เส้นทางของมันสะท้อนให้เห็นได้จากจอเรดาห์ จรวดใช้เวลาไม่ถึง 4 วินาที ก็สามารถเจาะเข้าสู่พื้นผิวหินแข็งของเทือกเขาในพิกัด G-9 ทะลุเข้าสู่เปลือกโลกชั้นแรกได้อย่างแม่นยำ ไม่นานนักเสียงระเบิดของเป้าหมายก็ดังตามมา

    “ตูมมมม!!”

    เสียงระเบิดอัดแน่นเกิดขึ้นใต้พื้นโลก กล้องจากโดรนที่ถูกปล่อยไปก่อนหน้านี้เพื่อสังเกตการณ์ ได้เก็บภาพเหตุการณ์ทั้งหมดไว้อย่างชัดเจนและถ่ายทอดมาแสดงยังจอภาพขนาดใหญ่ภายในห้องบัญชาการ แรงระเบิดทำให้ภูเขาทั้งลูกทะลายลงมา เหลือไว้แค่เพียงกลุ่มควันที่ปกคลุมไปทั่วทั้งพื้นที่ และคลื่นแม่เหล็กที่กระเพื่อมเป็นวงกว้าง

    จีรภา รายงานเสียงชัดเจน “เป้าหมายถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ ไม่มีการเบี่ยงเบน แรงสั่นสะเทือนระดับ 4.2 บนสเกลเวท ก่อหลุมลึก 1,320 เมตร ความแม่นยำ ±0.1 เมตรจากศูนย์กลางเป้า ระบบควบคุมเวทย์ตอบสนอง 100% ไม่มีความคลาดเคลื่อน”

    พลเรือเอกมันตราพยักหน้า “สั่งเก็บข้อมูลทั้งหมดเข้ารหัสระดับ X ส่งกลับกองบัญชาการผ่านเส้นสื่อสารพลังจิต ห้ามถอดรหัสกลางทาง”

    นาวาเอกเซียวหยางเซินพยักหน้า “กำลังอัดข้อมูลลงคลื่นพลังจิตขั้นลึกพร้อมอักขระลวงตาเรียบร้อยครับ”

    ท้องฟ้าเหนือมหาสมุทรเปลี่ยนเป็นสีเงินเรืองรองขณะเรือเหาะยักษ์ทะยานขึ้นสู่ความสูงระดับกลุ่มเมฆ “ความเร็วคงที่ ความสูง 3,200 เมตร” นายทหารแผนกนำร่องรายงาน

    ผบ.มันตราพยักหน้า ก่อนสั่งการต่อเนื่อง “เปิดประตูท้ายปล่อยฝูงบินขับไล่ หมวดมังกรเหล็กสี่ ออกทำการบินทันที!”

    ประตูท้องเรือเปิดออก เผยให้เห็นฝูงบินขับไล่สีเทาเข้มลำแล้วลำเล่าถูกปล่อยออกมาอย่างเป็นระเบียบ ปีกเครื่องบินแวววาวตัดกับแสงแดดเหนือกลุ่มเมฆก่อนจะแยกตัวออกเป็นฝูง ประสานรูปแบบการบินสามเหลี่ยมอย่างพร้อมเพรียง เสียงกรีดอากาศของเครื่องยนต์ปะทะท้องฟ้าราวสายฟ้าฟาด

    “เชื่อมข้อมูลกับกลุ่มบินสำเร็จ สัญญาณสมบูรณ์” พลเรือตรีหญิงปิ่นหทัยรายงานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

    ฝูงบินขับไล่ทั้งเจ็ดลำที่แยกตัวจากเรือเหาะก่อนหน้านี้ ทยอยเคลื่อนขบวนบินวนกลับเข้าหาเรือเหาะลำยักษ์ท่ามกลางม่านหมอกบางเหนือชั้นเมฆ ลำแสงอาทิตย์ยามบ่ายสะท้อนผิวโลหะของเครื่องบินเป็นประกายราวกับใบมีดแห่งเทพสงคราม

    “หมวดมังกรเหล็กสี่ขออนุญาตนำเครื่องกลับเข้าจอด ระบบนำทางพร้อมหรือไม่?” นักบินผู้นำฝูงแจ้งทางคลื่นความถี่พิเศษ

    “อนุญาตให้เข้าจอดบริเวณกราบขวา ช่องจอดที่ 1 ถึง 7 พร้อมแล้ว เปิดระบบนำทางอัตโนมัติ” เสียงเจ้าหน้าที่แผนกควบคุมการบินบนเรือเหาะตอบกลับอย่างมั่นคง

    ภายในเสี้ยวนาทีเดียว ช่องรับเครื่องบินขับไล่ใต้ท้องเรือบริเวณกราบเรือด้านขวาก็พลันเปิดออกพร้อมแสงสัญญาณไฟกระพริบสีฟ้า ฝูงบินทั้งเจ็ดเปลี่ยนตำแหน่งอย่างปราดเปรียว บินวนเป็นเกลียวลดระดับผ่อนความเร็วแล้วร่อนลงอย่างแม่นยำ พื้นที่ภายในอู่จอดเครื่องบินเต็มไปด้วยแรงลมหมุนวน แต่เจ้าหน้าที่ประจำจุดยังคงยืนประจำตำแหน่งด้วยสีหน้าแน่วแน่

    เสียงล้อยางแตะพื้นโลหะดังกึกก้อง ฝูงบินทั้งหมดลงแตะพื้นอย่างนุ่มนวลทีละลำ เมื่อเครื่องบินลำสุดท้ายลงจอดสำเร็จ ประตูก็ถูกปิดลงอย่างช้าๆ พร้อมล็อกประตูด้วยระบบสนามแม่เหล็ก สัญญาณไฟสีเขียวก็พลันปรากฏขึ้นเบื้องหน้าโต๊ะทำงานของหัวหน้าหน่วยซ่อมบำรุง

    “ฝูงบินขับไล่ทั้งหมดลงจอดเรียบร้อย ไม่มีความเสียหาย ระบบขับดันทำงานสมบูรณ์” หัวหน้าหน่วยซ่อมบำรุงรายงาน

    มันตราพยักหน้าช้าๆ ก่อนหันกลับไปมองจอมอนิเตอร์หลัก

    “ดี...เรือเหาะ ลดระดับลงสู่ระดับเหนือผิวน้ำ 2 เมตร เตรียมปฏิบัติการปล่อยหน่วยนาวิกโยธิน”

    “รับทราบ ลดระดับตามคำสั่ง” นายทหารควบคุมการบินขานรับทันที

    เสียงเครื่องยนต์เปลี่ยนจังหวะ เรือเหาะทั้งลำค่อยๆ ลาดลง ฝ่าทะลุผ่านม่านเมฆอีกชั้นหนึ่งลงสู่เบื้องล่าง แสงสีฟ้าของอุปกรณ์ต้านแรงโน้มถ่วงเปล่งประกายใต้ท้องเรือ หมอกเหนือทะเลค่อยๆจางลง ปรากฏผืนทะเลอันกว้างใหญ่เบื้องหน้า

    เรือเหาะค่อยๆ ลดระดับลงมาสู่ระดับเพียง 2 เมตรเหนือผืนน้ำ เสียงคลื่นแตกกระเซ็นเมื่อกระทบเข้ากับแรงลมจากเครื่องยนต์กลายเป็นสายไอหมอก

    “นาวิกโยธินกองกำลังสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก หมวดฉลามเงินหนึ่งเตรียมปล่อยตัวพร้อมสกู๊ตเตอร์น้ำ!” ไป๋เหยียนจื่อตะโกนสั่ง หน่วยประสานแผนที่จากศูนย์ควบคุมรายงานพิกัดหมู่เกาะเป้าหมายถัดไปห่างออกไป 32 กิโลเมตร

    ลำแสงสีฟ้าอ่อนพุ่งลงจากใต้ท้องเรือเหาะยังจุดปล่อย หมวดฉลามเงินหนึ่งในชุดพรางทะเลและสกู๊ตเตอร์ความเร็วสูงทุกนายก็ถูกวาร์ปลงทะเลอย่างแม่นยำ กลุ่มทหารกระจายตัวเข้าหาหมู่เกาะพร้อมกลยุทธ์ตีวงเข้าประกบจากสามด้าน

    “การยกพลขึ้นบกสำเร็จใน 7 นาที 42 วินาที!” เสียงรายงานดังจากหมวดฉลามเงินผ่านช่องสื่อสาร

    ขณะดวงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า สายลมเย็นพัดแรง เรือเหาะลำมหึมาวกกลับเข้าหาหมู่เกาะ ทะยานต่ำเหนือยอดคลื่น ฝูงสกู๊ตเตอร์ที่รออยู่กลางทะเลส่งสัญญาณด้วยควันสีส้ม

    “รับหมวดฉลามเงินหนึ่งขึ้นเรือเหาะ!” มันตราออกคำสั่ง

    ลำแสงวาร์ปพุ่งลงจากใต้ลำเรืออีกครั้ง สกู๊ตเตอร์และทหารนาวิกทั้งกลุ่มถูกยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนสายฟ้าฟาดกลับสู่สวรรค์ ภารกิจฝึกเต็มรูปแบบวันนี้จึงสิ้นสุดลงด้วยความเรียบร้อย ปราศจากผู้บาดเจ็บ และพร้อมสำหรับสงครามที่รออยู่ภายหน้า

    “การซ้อมรบเสร็จสิ้น หัวหน้าหน่วยทุกหน่วยเตรียมพร้อมเข้าประชุมภายใน 5 นาที ที่ห้องประชุมในห้องบัญชาการยุทธศาสตร์ชั้นกลาง” พลเรือตรีหญิงปิ่นหทัยประกาศผ่านระบบเสียงตามสาย

    ภายในห้องประชุมทรงรี ผนังโลหะประดับตราสัญลักษณ์แห่งอาณาจักรสมุทรเมฆา มีจอเวทย์ขนาดใหญ่แสดงแผนที่การซ้อมรบอยู่ด้านหน้า โต๊ะบัญชาการกลางห้องรายล้อมด้วยนายทหารระดับสูงหลายนายในชุดเต็มยศ

    พลเรือเอกมันตรา นั่งหัวโต๊ะในตำแหน่งประธาน เปิดประชุมด้วยเสียงหนักแน่น “ผมขอประกาศว่า การทดสอบขีดความสามารถของเรือเหาะหลวงประกายเทวัญ ผ่านไปด้วยดี ทุกหน่อวย ทุกระบบ สมบูรณ์แบบและมีความแม่นยำสูง”

    เสียงปรบมือดังขึ้นบางเบาในหมู่นายทหาร

    “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง… ผมต้องขอชื่นชม พลเรือโทองค์หญิงไป๋เหยียนจื่อ ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษที่ 207 ที่สามารถนำ กองบินขับไล่หมวดมังกรเหล็ก เข้าร่วมปฏิบัติการกลางเวหาได้อย่างเฉียบขาด บินฝ่าพายุ และกลับเข้าลงมาจอดได้อย่างปลอดภัย”

    สายตาทุกคู่หันไปยังหญิงสาวในเครื่องแบบภาคสนามนาวิกโยธิน เธอพยักหน้าเล็กน้อยอย่างสง่างาม

    “รวมถึงการนำ กองกำลังสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกหมวดฉลามเงิน ยกพลขึ้นเกาะฝึกและประสานงานกลับขึ้นเรือในเวลาเพียง 7 นาที 42 วินาที นับว่าเป็นผลงานที่สะท้อนการฝึกฝนอย่างเข้มงวด และต่อเนื่องของหมวดฉลามเงินทุกนาย”

    เสียงปรบมือคราวนี้แน่นขึ้นอย่างมีพลัง

    “ทุกคน… คือกำลังหลักที่จะพาเรือลำนี้ให้ไปได้ไกลขึ้นอย่างน่าภาคภูมิใจ” พลเรือเอกมันตรากล่าวด้วยเสียงหนักแน่นและดวงตาเปล่งประกาย เขาลุกขึ้นยืน ประสานมือไว้ด้านหลัง มองทั่วห้อง ก่อนกล่าวปิดประชุมอย่างสงบ

    “การฝึกครั้งนี้… ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงจิตวิญญาณของทหารแห่งอาณาจักร ขอทุกคนจงรักษาความสามารถนี้ไว้และพัฒนามันให้ดียิ่งๆขึ้น… เลิกประชุม” พลเรือเอกมันตราก้าวออกจากโต๊ะประชุม พลันสายตาของเขาสะดุดลงที่องค์หญิงไป๋เหยียนจื่อที่กำลังก้มลงเก็บเอกสารบนโต๊ะ ความสง่างามของเธอนั้นชวนให้เขานึกถึงใครบางคน ใช่… คนผู้นั้นก็คือ เทพีชิงอี้… เขาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย หันกลับอย่างเงียบงัน แล้วก้าวออกจากห้องประชุม โดยมิได้ปริปากกล่าวคำใดออกมาเลย

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3) ที่คุณอ่าน