บทที่ 36 ลาออก
เช้าวันถัดมาหลินเสี่ยวเฉินเดินเข้าไปในเมืองตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างนักอากาศยามเช้าของต้นฤดูใบไม้ผลิยังคงเย็นอยู่เล็กน้อย ไอหมอกบาง ๆลอยอ้อยอิ่งเหนือถนนในเมือง ผู้คนเริ่มออกมาตั้งร้านขายของกันประปรายเด็กชายเดินตรงไปยังร้านอาหารของเถ้าแก่หลิวอย่างคุ้นเคย
เมื่อผลักประตูเข้าไปเสี่ยวเอ้อที่กำลังกวาดพื้นอยู่ก็ร้องขึ้นทันที “อ้าว เสี่ยวเฉิน...วันนี้มาเช้าเชียวนะ”
“เถ้าแก่หลิวอยู่ไหมพี่เยี่ย” หลินเสี่ยวเฉินยิ้มบาง ๆ
“อยู่ ๆ กำลังดูบัญชีอยู่ด้านใน” เสี่ยวเอ้อเงยหน้าขึ้นมาตอบแต่มือก็ยังกวาดพื้นไปด้วย
เด็กชายพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปยังห้องด้านหลัง
เถ้าแก่หลิวนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้กำลังเปิดสมุดบัญชีหนา ๆ ดูอยู่ พอเห็นหลินเสี่ยวเฉินเข้ามาก็เงยหน้าขึ้นพลางยิ้ม “มาแล้วหรือ วันนี้ไม่ต้องรีบช่วยงานหรอก เดี๋ยวค่อย...”
“เถ้าแก่” หลินเสี่ยวเฉินเอ่ยแทรกขึ้นเบา ๆ “ข้ามีเรื่องจะคุยด้วยขอรับ”
น้ำเสียงจริงจังนั้นทำให้เถ้าแก่หลิวชะงักเขาวางพู่กันลงแล้วมองเด็กชายตรง ๆ “มีอะไรอย่างนั้นหรือ”
“ข้าจะมาลาออกขอรับ” เด็กชายพูดตรง ๆ
“เจ้าว่าอย่างไรนะ” เถ้าแก่หลิวเบิกตากว้าง
“ครอบครัวของข้าอยากให้ข้าไปเรียนหนังสือข้าคงไม่สามารถมาทำงานทุกวันได้อีกแล้ว” เด็กชายตอบสีหน้าแสดงความเสียดายออกมาชัดเจน
ห้องทั้งห้องเงียบลงไปชั่วครู่เถ้าแก่หลิวมองเด็กชายตรงหน้าอยู่นาน จากนั้นก็ถอนหายใจแล้วหัวเราะเบา ๆ “ข้านึกว่าเรื่องใหญ่เสียอีก”
“เถ้าแก่ไม่โกรธหรือขอรับ” หลินเสี่ยวเฉินงุนงงเล็กน้อย
“โกรธได้อย่างไรกัน” ชายวัยกลางคนส่ายหน้า“เจ้ามีหัวไวกว่าเด็กทั่วไปตั้งมาก ถ้าได้เรียนหนังสือจริงจังอนาคตย่อมไปได้ไกลแน่”
“พูดตามตรงข้าเองก็คิดอยู่หลายครั้งว่าเด็กอย่างเจ้าไม่ควรอยู่ล้างจานกับยกอาหารไปตลอดชีวิต”เขามองหลินเสี่ยวเฉินด้วยแววตาชื่นชม
“ขอบคุณเถ้าแก่มากขอรับที่ดูแลข้ามาตลอด”เด็กชายยิ้มกว้างเขารู้ว่าอยู่แล้วว่าเถ้าแก่หลิวใจดีแต่ครั้งนี้ใจดียิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
“ไม่ต้องพูดเช่นนั้น” เถ้าแก่หลิวโบกมือ“ที่ผ่านมาเจ้าก็ช่วยข้าได้มากเหมือนกัน”
จากนั้นเขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “แต่การเข้าเรียนในสำนักศึกษาคงใช้เงินไม่น้อย เจ้าวางแผนไว้แล้วหรือ”
“ข้ามีเรื่องอยากเสนอเถ้าแก่พอดี”หลินเสี่ยวเฉินพยักหน้า สีหน้าเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นขึ้นมา
“เจ้ามีอะไรอีกล่ะทีนี้”
“ข้าจะขายไก่กับปลาให้ร้านของท่าน”
เถ้าแก่หลิวเลิกคิ้วทันที“ไก่กับปลา?”
“ใช่ขอรับ”
“แล้วเจ้าจะไปเอามาจากไหน ตอนนี้แม้แต่ในเมืองเองยังหาของพวกนี้ยากต้องรอจากพ่อค้าต่างเมืองที่นาน ๆ จะมาที บางทีก็ปาเข้าไปสิบยี่สิบวัน”
“ข้าจะเลี้ยงเองขอรับ”
“เลี้ยงเองเช่นนั้นหรือ เจ้าจะเลี้ยงได้อย่างไรเจ้าก็รู้นี่ว่าเมืองที่เราอยู่นี่มันแห้งแล้งถึงเพียงใด”เถ้าแก่หลิวพูดเหมือนกับว่ำไม่เชื่อหลินเสี่ยวเฉินเลยแม้แต่น้อย
“รู้ขอรับ” เด็กชายพยักหน้า “แต่ข้าคิดว่าข้าทำได้ ข้าจะซื้อพันธุ์มาเลี้ยงรับรองว่าไม่เกินหนึ่งเดือนจะมีไก่กับปลามาส่งให้ร้านท่านได้แน่นอน”
เถ้าแก่หลิวมองเขาเหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง “เจ้ามั่นใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
“แน่นอนขอรับ” เด็กชายตอบอย่างไม่ลังเล
ความมั่นใจในดวงตาคู่นั้นทำให้เถ้าแก่หลิวถึงกับหัวเราะออกมา “ดี! ในเมื่อเจ้าเอ่ยปากแล้วเช่นนั้นพวกเราก็มาลองดูกันสักตั้ง”
“ถ้าเจ้าส่งของดีมาได้ ข้าก็รับซื้อ” เขาตบโต๊ะดังปัง
“ขอบคุณขอรับ”หลินเสี่ยวเฉินยิ้มกว้าง
หลังจากคุยกับเถ้าแก่หลิวเสร็จหลินเสี่ยวเฉินก็ไม่ได้รีบกลับบ้านเขาเดินไปตามร้านอาหารต่าง ๆ ในอำเภอที่เคยรับซื้อผักจากเขาเมื่อได้ยินว่าเขาจะส่งไก่กับปลาให้ร้านพวกนั้นต่างก็ตาเป็นประกาย
“เจ้าจะมีปลาเป็น ๆ มาส่งจริงหรือ”
“ไก่สดด้วย?”
“ถ้ามีจริงข้ารับซื้อแน่นอน”
วัตถุดิบพวกนี้ในยุคที่บ้านเมืองยังกันดารเช่นนี้ถือเป็นของหายากยิ่งร้านอาหารที่อยากดึงลูกค้าก็ยิ่งต้องการของสดคุณภาพดีหลินเสี่ยวเฉินใช้เวลาทั้งวันคุยกับร้านต่าง ๆ จนกระทั่งได้ข้อตกลงเกือบทุกร้านในเมืองตอนเดินกลับหมู่บ้านเด็กชายอดยิ้มไม่ได้
ในใจของเขาวางแผนเอาไว้มากมายเริ่มแรกก็ต้องทำเล้าไก่ก่อนแล้วเอาไก่ออกมาเลี้ยงจากนั้นก็ขุดบ่อปลาเอาปลาลงอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็หาเวลาไปตามหมู่บ้านต่าง ๆเอาข้าวกับผักที่ปลูกได้สด ๆ ใหม่ ๆไปให้ชาวบ้านดูแล้วก็ขายปุ๋ยกับเมล็ดพันธุ์ผักให้พวกเขา เขายังไม่หยุดเพียงเท่านั้นยังจินตนาการไปไกลถึงขั้นที่ว่าจะรับซื้อผลผลิตจากชาวบ้านแปรรูปผักกับเนื้อสัตว์ที่มีส่งไปขายยังเมืองหลวงยิ่งคิดก็ยิ่งมีอะไรมากมายเต็มหัวไปหมด