ใต้เท้าชิงชะเง้อชะแง้รอคอยบุตรสาวกลับมาเดินวนไปวนมาจนฮูหยินเริ่มเวียนหัว
“ท่านพี่เจ้าคะเดี๋ยวเว่ยเว่ยก็มาถึงแล้วเจ้าค่ะเห็นว่าจะไปวังพยัคฆ์ขาวกับเพื่อนที่เรียนด้วยกัน”
“อืม...ก้าวหน้าดีนะพาเพื่อนไปเข้าเฝ้าท่านอ๋องกับพระชายา แต่ไม่พาเพื่อนมาหาข้า”
“ท่านพี่ล่ะก็ท่านเองก็มีงานมากมาย เด็กๆ ก็คงเกรงใจไม่กล้ามารบกวนน่ะสิเจ้าคะครั้งก่อนพวกเขาไปเล่นกันที่เรือนของเว่ยเว่ยท่านก็ไม่ว่าง”
ใต้เท้ายกมือขึ้นโบกสองสามที“ทำไมข้ารู้สึกว่าเจ้าเถียงเก่งขึ้นทุกวัน? แต่ก่อนเจ้าไม่ค่อยพูดค่อยจานะฮูหยิน”
ฮูหยินจังเยว่ยกพัดกลมที่ทำจากผ้าโปร่งขึ้นบังเพราะกลั้นหัวเราะไม่ไหว
“นี่ท่านกำลังว่าข้าเป็นภรรยาขี้บ่นหรือเจ้าคะ?”
“หรือไม่จริง?เจ้าน่ะตอนนี้ไม่ว่าข้าจะพูดสิ่งใดก็ต่อปากต่อคำไปได้ทั้งสิ้นเจ้าเริ่มเหมือนฮูหยินของพวกขุนนางแก่ๆ ในกรมของข้าแล้วล่ะ”
“ทำไมหรือเจ้าคะ?”
“ขุนนางใกล้เกษียณพวกนั้นต่างก็พากันบ่นเรื่องภรรยาทุกครั้งที่ชวนกันล้อมวงดื่มชาข้าฟังจนหูชาพวกเขาบอกว่าพอภรรยาเริ่มเข้าสู่วัยกลางคนก็บ่นเก่งและต่อว่าเก่งจนพวกเขาเถียงไม่ทัน”
แม้ภาพภายนอกของขุนนางอาวุโสทั้งหลายจะดูเหมือนเป็นผู้ควบคุมดูแลคนในสกุลใหญ่แต่เอาเข้าจริงๆหลายครัวเรือนล้วนถูกครอบงำไว้โดยฮูหยินใหญ่ของท่านผู้เฒ่าเล่านั้น
จังเยว่กำลังคิดจะโต้เถียงเสียงของชิงเว่ยเว่ยก็ดังขึ้นเสียงก่อน
“ท่านพ่อกับท่านแม่ใหญ่กำลังเถียงกันเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?”เด็กหญิงยอบกายทำความเคารพ
“ท่านพ่อน่ะสิ กำลังกล่าวหาว่าแม่ใหญ่เป็นหญิงขี้บ่นเจ้ามาก็ดีแล้วช่วยตัดสินให้ทีว่าจริงหรือไม่?”
ใต้เท้าชิงเกรงว่าเรื่องราวจะบานปลายและสุดท้ายตนเองก็ต้องลำบากหากทางง้อภรรยาจึงได้รีบโบกมือ
“ไม่ต้องตัดสินจะดีกว่า พวกเรารอนางนานแล้วรีบออกไปกันเถอะ”
ชิงเว่ยเว่ยทำตาโตมองคนทั้งสอง “ไปไหนหรือเจ้าคะ?”
ฮูหยินใหญ่ยิ้มน้อยๆ “ท่านพ่ออยากพาเจ้ากับชิงเสี้ยวไปภัตตาคารบึงหงส์น่ะสินี่ก็รอเจ้าอย่างกระวนกระวายมาได้ครึ่งชั่วยามแล้ว”
“แล้วพี่สามล่ะเจ้าคะ?”
พี่ชายต่างมารดาของนางเกิดจากอนุภรรยาอีกคนของบิดาตั้งใจร่ำเรียนอย่างคร่ำเคร่งเพื่อให้ได้เป็นขุนนางตามรอยใต้เท้าชิง
“พี่เจ้าไปรออยู่สวนด้านหน้าตั้งนานแล้ว”
ชิงเว่ยเว่ยไม่ค่อยได้พูดคุยกับชิงเสี้ยวมากนักเพราะพี่ชายเอาแต่เก็บตัวอยู่เรือนอ่านหนังสือท่องตำรา
ท่านแม่ใหญ่ฝากบุตรชายตัวน้อยไว้กับท่านย่าเพื่อจะได้ตามสามีและลูกทั้งสองไปภัตตาคารบึงหงส์นางเองก็ไม่ค่อยได้ออกไปข้างนอกบ่อยนักครั้นสามีบอกว่าจะพาออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านนางจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก
“เหตุใดท่านพ่อต้องพาเราออกไปข้างนอกด้วยล่ะเจ้าคะ?”
ฮูหยินจังเยว่ยิ้มหวาน “ก็พี่ชายของเจ้าทำคะแนนได้เป็นที่น่าพอใจน่ะสิท่านพ่อถึงได้อารมณ์ดี”
ชิงเว่ยเว่ยยิ้มกว้าง “ดีจริงเจ้าค่ะพวกเราไม่ค่อยได้ไปภัตตาคารบึงหงส์ซะด้วย”
“เจ้าหน้าบานอย่างนี้คงจะนึกรายการอาหารเอาไว้แล้ว”
“เจ้าค่ะ น่าเสียดายที่พวกเราไม่ได้ชวนพี่รองมาด้วย”เด็กหญิงหมายถึงพระชายาชิงหลาน
“พี่เจ้าท้องใหญ่ขึ้นทุกวัน อย่าไปรบกวนจะดีกว่า”
ชิงเสี้ยวนั่งรถม้าคันหน้ากับใต้เท้าชิงส่วนฮูหยินจังเยว่กับชิงเว่ยเว่ยนั่งรถม้าคันหลังตามไป
ภัตตาคารบึงหงส์เป็นภัตตาคารใหญ่อันดับหนึ่งของเมืองหลวงตั้งอยู่ริมบึงกว้างที่มีหงส์ขาวจำนวนมากถูกเลี้ยงเอาไว้ด้านตรงข้ามกับภัตตาคารเป็นสวนป่าที่มีลานกว้างสำหรับจัดงานเทศกาลประจำปีกล่าวกันว่าอาหารในภัตตาคารนี้รสชาติเป็นรองเพียงในวังหลวงเท่านั้น
ที่นี่จึงเป็นสถานที่โอ่อ่าหรูหราสำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและเป็นที่รวมตัวของเหล่าชนชั้นสูง
ใต้เท้าชิงสั่งให้บ่าวรับใช้ออกมาจองโต๊ะตั้งแต่สองชั่วยามก่อนโต๊ะที่พวกเขานั่งจึงเป็นโต๊ะที่มองเห็นภัตตาคารบึงหงส์ได้เกือบจะทั่ว
“ท่านพ่อเจ้าค่ะ ตรงนี้น่านอนจริงๆ เลยเจ้าค่ะ”
“อืม...พ่อมากับพวกที่กรมครั้งก่อน เห็นว่าตรงนี้น่านั่ง พอคิดว่าจะพาพวกเจ้ามาด้วยก็เลยส่งคนมาจองเอาไว้ก่อน”
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ” เด็กหญิงหันไปทำท่ายอบกายให้กับบิดา
ใต้เท้าชิงหัวเราะพอใจ ทั้งยังยิ้มกว้างเว่ยเว่ยเป็นบุตรสาวคนเดียว ใบหน้าของนางน่ารัก ช่างพูดช่างประจบจนผู้เป็นบิดาเมตตาและเอ็นดูยิ่งกว่าลูกทุกคน ช่วงเวลาที่นางเจ็บป่วยคราวนั้นใต้เท้าชิงเดือดเนื้อร้อนใจตามหาหมอมารักษานางจากทั่วทุกสารทิศ
“เสี่ยวเสี้ยว เจ้าชอบที่นี่หรือไม่?”
ชิงเสี้ยวผู้เป็นบุตรคนที่สามดวงตาเป็นประกายวาบเขาเป็นคนพูดน้อยและเก็บตัว หลังจากพี่ชายคนโตเปลี่ยนแซ่ไปใช้สกุลเก่าของมารดาและออกจากสกุลชิงไปคุณชายสามสกุลชิงจึงรู้ว่าตนเองกลายเป็นบุตรชายคนโตที่ต้องทำให้คนในตระกูลภาคภูมิใจเขาตั้งใจเรียนมากขึ้นและตั้งปณิธานที่จะเดินตามรอยบิดาแม้ว่าฮูหยินคนใหม่จะมีน้องชายตัวน้อยเพิ่มขึ้นอีกคนแต่บิดาก็ยังให้ความสำคัญกับเขาในฐานะพี่ชายคนโตอยู่เช่นเดิม
“ชอบขอรับ” คำตอบสั้นๆกับแววตาที่แสดงความปลาบปลื้มก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ชิงเว่ยพึงพอใจ
“พวกเจ้าสั่งอาหารที่ตัวเองชอบตามสบายเลยนะ”เจ้ากรมกลาโหมหันไปมองเสี่ยวเอ้อที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่สองคน
ชิงเสี้ยวกับชิงเว่ยเว่ยกางรายการอาหารในสมุดเล่มเล็กที่เสี่ยวเอ้อยื่นให้พวกเขาหันไปสั่งอาหารโปรดของตนคนละสองอย่าง
“ท่านพี่ ท่านเลือกอาหารอย่างเดิมใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“อืม...เอาแบบเดิมนั่นล่ะเพราะที่ไหนก็ทำไม่อร่อยเท่าที่นี่”
ชิงเว่ยเว่ยสั่งอาหารเสร็จก็มองไปรอบๆนางเหลือบไปเห็นโต๊ะริมสุดอีกฝั่งมีบุรุษแต่งกายภูมิฐานหลายคนนั่งอยู่แต่เด็กหญิงสะดุดร่างบุรุษที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ
คล้าย...ช่างคล้ายเหลือเกิน...รูปร่างอย่างนี้ท่าทางอย่างนี้
“เว่ยเว่ย เจ้าไม่สั่งของหวานหรือ?”
“อ้อ...เจ้าค่ะ ข้าลืม”นางรับเอาสมุดรายการอาหารจากมือท่านแม่ใหญ่ รีบสั่งอย่างส่งเดชก่อนจะลอบสังเกตคนที่โต๊ะนั้น
*****************************

