จุติเทพกระบี่

    ตอนที่ 55 ปล้นซ้ำซ้อน


            หลิวอี้ยังคงติดตามขบวนของกลุ่มนักหลอมโอสถต่อไปเพราะว่าเขาไม่รู้เส้นทาง


            การต่อสู้ของชายหนุ่มกับสัตว์อสูรระดับปรมาจารย์ได้สิ้นสุดลง เป็นชายหนุ่มที่มีสายเลือดมังกรสามารถสังหารสัตว์อสูรตนนั้นได้สำเร็จ จึงทำให้ขบวนที่หยุดชะงักสามารถเดินทางต่อได้ กลุ่มคนคุ้มกันขบวนของหลิวอี้เร่งรีบควบม้าติดตามกลุ่มของหลิวอี้ไป


            กลุ่มนักหลอมโอสถได้หยุดแวะพักที่โรงเตี้ยมข้างทาง 


            หลิวอี้เห็นแบบนั้นก็ค่อนข้างที่จะแปลกใจ กลางป่ากลางเขาแบบนี้แถมยังเป็นเขตของสัตว์อสูรทำไมถึงมีคนกล้าที่จะมาเปิดโรงเตี้ยมอยู่แถวนี้ แถมยังเป็นโรงเตี้ยมที่ใหญ่มากอีกด้วย หลิวอี้ไม่ได้เข้าไปข้างในโรงเตี้ยม เขาหยุดรถม้าอยู่ที่ด้านหน้า จากนั้นเขาเข้าไปภายในรถม้า


            “ทำไมท่านถึงไม่เข้าไปภายในโรงเตี้ยมละ”เย่เอ๋อพูดขึ้นมา


            “เจ้าไม่รู้สึกว่ามันแปลกบ้างหรือไง กลางป่าเขาแบบนี้กลับมีโรงเตี้ยมเปิดอยู่”


            “มันก็ไม่เห็นแปลกอะไร”


            หลิวอี้เอานิ้วดีดไปที่หน้าฝากของเย่เอ๋อ นางร้องออกมาเบาๆ


            “เจ้าช่างโง่ยิ่งนัก เดียวอีกไม่นานเจ้าจะได้รู้เอง”


            เย่เอ๋อนางไม่เข้าใจในสิ่งที่หลิวอี้ต้องการจะสื่อ คงทำได้เพียงแค่รอดูต่อไป


            ที่หลิวอี้ไม่ยอมเข้าไปเพราะว่าเขาเห็นม่านพลังที่ถูกกางปกคลุมโรงเตี้ยมเอาไว้ ต้องมีพลังระดับจักรพรรดิจึงจะสามารถสร้างม่านพลังที่เเข็งเเกร่งแบบนี้ขึ้นมาได้ ที่นี่ยังเป็นเขตเเดนของสัตว์อสูร ระดับจักรพรรดิที่เป็นมนุษย์จะมาอยู่ในที่แห่งนี้ทำไม หลิวอี้มีเพียงแค่ความคิดเดียว จักรพรรดิที่กางม่านพลังคงจะเป็นสัตว์อสูรแน่นอน


            ภายในโรงเตี้ยมกลุ่มของนักหลอมโอสถกำลังกินอาหาร พนักงานภายในโรงเตี้ยมมีเพียงแค่คนเดียวเขาเป็นเพียงชายแก่คนหนึ่งเท่านั้น หลังจากที่กลุ่มของนักนักหลอมกินอาหารเพียงไม่นานพวกเขาทุกคนก็หลับไป


            ชายแก่เจ้าของโรงเตี้ยมทำการขโมยแหวนมิติของกลุ่มนักหลอมโอสถทุกคน จากนั้นเขาเดินออกมาจากโรงเตี้ยม อยู่ๆโรงเตี้ยมขนาดใหญ่ก็หายไป เหมือนกับว่ามันไม่มีอยู่ตั้งแต่แรก ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกชายแก่ที่เป็นสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิสร้างขึ้นมา


            หลิวอี้กับเย่เอ๋อยืนมองเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เย่เอ๋อนางไม่เคยเห็นสิ่งที่ประหลาดเช่นนี้และที่สำคัญนางยังไม่เคยพบเจอสัตว์อสูรระดับจักรพรรดิที่สามารถกลายร่างเป็นมนุษย์มาก่อน ตอนแรกหลิวอี้เล่าให้นางฟังนางก็ยังไม่เชื่อจนนางได้เห็นด้วยตาตัวเอง


            แปะ แปะ แปะ เสียงปรบมือดังขึ้นมา


            ชายแก่มองไปยังทิศทางที่หลิวอี้กับเย่เอ๋อยืนอยู่ เขาเห็นชายหนุ่มกำลังยืนปรบมือและยังยิ้มให้กับเขาอีกด้วย


            “หลิวอี้ พวกเรารีบไปจากที่นี่กันเถอะ ไม่งั้นพวกเราอาจจะถูกเขาสังหาร”เย่เอ๋อตอนนี้นางรู้สึกกลัวเป็นอย่างมากถึงแม้ว่านางจะรู้ว่าหลิวอี้ไม่ธรรมดาแต่ระดับพลังของเขาอยู่เพียงแค่ระดับเดียวกับนางคือระดับนักรบขั้นสูง ส่วนสัตว์อสูรที่อยู่ตรงหน้ามีระดับที่ห่างจากพวกเขาทั้งสองมากมายยิ่งนัก


            “เจ้าไม่ต้องกลัว วันนี้เป็นวันที่เจ้าและข้าได้พบกับโชควาสนาครั้งใหญ่”

            

            เย่เอ๋อตอนนี้นางอยากจะวิ่งไปจากที่ตรงนี้ไปให้ห่างจากหลิวอี้


            ชายแก่ที่เป็นสัตว์อสูรเดินเข้าไปหาหลิวอี้


            “การที่เจ้าปรบมือแบบนี้มันหมายความว่ายังไง”


            “ข้าเพียงแค่ชอบใจในแผนการของเจ้าที่สามารถหลอกพวกกลุ่มนักหลอมโอสถพวกนั้นได้ แถมเจ้ายังปล้นพวกเขามาจนหมดตัว”


            ชายแก่ตกใจ ทำไมชายหนุมคนนี้ถึงสามารถมองเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ ทั้งๆที่เขากางม่านพลังเอาไว้แล้ว


            “ในเมื่อเจ้าเห็นทุกอย่าง วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายของเจ้า”


            ฝ่ามือที่มีพลังระดับจักรพรรดิพุ่งเข้ามาหาหลิวอี้กับเย่เอ๋อด้วยความรวดเร็ว สัตว์อสูรไม่กล้าที่จะประมาทเข้าใช้พลังทั้งหมดของเขาในการสังหารพวกเขา


            หลิวอี้วาดกระบี่ขึ้นจากพลังปราณและเข้าปะทะกับพลังฝ่ามือของชายแก่

            

            กระบี่และฝ่ามือเข้าปะทะกัน เป็นชายแก่ที่กระเด็นถอยหลังกลับไปสิบกว่าก้าว เขาล้มลงกับพื้นพร้อมทั้งกระอักเลือดออกมา

            

            หลิวอี้รีบเขาไปหาชายแก่จากนั้นก็ทำการปล้นชิงเเหวนมิติของชายแก่ทั้งหมดรวมทั้งแหวนมิติที่ชายแก่ขโมยมาจากกลุ่มนักหลอมโอสถ


            “วันนี้ข้าอารมณ์ดี ข้าจะปล่อยเจ้าไป”


            ชายแก่ได้ยินเช่นนั้นเขารีบกลับร่างเป็นงูยักษ์และรีบเลื่อยออกไปด้วยความรวดเร็ว

            

            เย่เอ๋อได้แต่เอามือปิดปากตัวเอง นางไม่อยากจะเชื่อว่าหลิวอี้จะสามารถเอาชนะคนที่มีพลังระดับจักรพรรดิได้


            “เย่เอ๋อพวกเราออกเดินทางต่อได้แล้ว”


            เย่เอ๋อพึ่งจะได้สติจากการเรียกของหลิวอี้


            “แล้วพวกเขาละ”เย่เอ๋อชี้ไปยังทิศทางของกลุ่มนักหลอมโอสถ


            “พวกเขาจะไม่เป็นไร ขนาดสัตว์อสูรยังไม่กล้าที่จะสังหารพวกเขา”


            หลิวอี้ขับรถม้าออกไปจากที่ตรงนี้ เขาเริ่มรู้สึกขี้เกียจขับรถม้าแล้ว เขาอยากจะเข้าไปภายในรถม้าและนอนกอดสาวงามในระหว่างเดินทาง แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีใครมาขับรถม้าแทนเขา


            ขบวนของกลุ่มชายหนุ่มที่ต่อสู้กับสัตว์อสูรมาถึงบริเวณโรงเตี้ยม พวกเขาพบเห็นกลุ่มนักหลอมโอสถนอนไม่ได้สติจึงรีบเข้าไปดูและช่วยเหลือพวกเขา


            “พวกท่านเป็นยังไงบ้าง เกิดอะไรขึ้นกับพวกท่าน”ชายหนุมคนนั้นถามกลุ่มของนักหลอมโอสถ


            “พวกเราแวะกินอาหารที่โรงเตี้ยม นอกนั้นพวกเราจำอะไรไม่ได้”ชายวัยกลางคนพูดขึ้นมา บนเสื้อของเขามีดาวติดอยู่เจ็ดดาว บ่งบอกว่าเขาเป็นนักหลอมโอสถระดับ เวหาขั้นต่ำ


            ทุกคนเริ่มสำรวจแหวนมิติ พวกเขาจึงได้รู้ว่าแหวนมิติของพวกเขาถูกขโมยไปจนหมด


            “เเย่แล้ว พวกเราทุกคนถูกขโมยเเหวนมิติ”เสียงของชายหนุ่มวัยกลางคนพูดขึ้นมา

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพกระบี่ ที่คุณอ่าน