ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 85 ข่าวสารจากซีเลีย
วิญญาณบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์ลอยกลับไปที่ศาลบรรพชนด้วยใบหน้าที่เคร่งเครียด ตอนนี้เขาสามารถรับมือกับตระกูลหวงหลงได้แน่นอน แต่หากเพิ่มสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬเข้ามาด้วย เขาไม่อาจรับประกันได้ว่าความสามารถของเขาตอนนี้จะรับมือได้ไหว
อีกฝ่ายมีวิธีการแปลกๆ มากมาย ทั้งยังเชี่ยวชาญในศาสตร์การใช้พลังวิญญาณ แม้ตัวเขาจะมีสภาพเป็นดวงวิญญาณก็จริง แต่ความรู้ด้านการใช้พลังวิญญาณของจินนั้นมีไม่มาก หากต้องสู้กันจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าใครจะฝ่ายชนะ
จินพยายามนึกไปถึงว่าตอนนี้สมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬกำลังทำการใหญ่ บางทีชนชั้นผู้นำของสมาคมอาจจะไม่มีเวลาว่างมากพอมาจัดการกับตระกูลในเมืองเล็กๆ อย่างพวกเขา
แม้คิดแบบนี้จะทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น แต่หลังจากนี้ตระกูลพีไรซ์จำเป็นจะต้องพัฒนาต่อไปไม่หยุด ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ จินภาวนาให้ระบบส่งของดีๆ ออกมาช่วยเหลือตนมากกว่านี้ในพิธีเคารพบรรพชนครั้งต่อไป ความสามารถของตัวเขาจะได้เพิ่มมากขึ้น
ร่างวิญญาณโปร่งแสงนั่งคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆ อยู่ภายในศาลบรรพชน คิดวิธีการตอบโต้ศัตรูในกรณีต่างๆ ที่เขาอาจจะพลาดไป
ช่วงเช้าของอีกวันได้มาถึง
วันนี้กลุ่มนักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์ตัดสินใจเดินทางกลับ ภารกิจสำเร็จแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ต่อ ซึ่งนั่นรวมถึงไอด้าที่บ้านเกิดเมืองนอนอยู่ที่นี่ด้วย อีกไม่นานสถาบันอเวกเคนเนอร์ก็จะเปิดเทอมอีกครั้งหนึ่ง ทุกคนควรเตรียมพร้อมสำหรับภาคการศึกษาใหม่
กลุ่มวัยรุ่นชายหญิงทั้งสี่แวะไปขอบคุณเจ้าเมืองปากัส รวมถึงเดินทางไปตระกูลพีไรซ์เพื่อขอบคุณคาลอสที่ช่วยเหลือพวกตนเอาไว้เมื่อวาน
“เรื่องเล็กน้อย เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว” นั่นคือคำตอบที่คาลอสตอบกลับมายามกลุ่มคนทั้งสี่มาถึง
กลุ่มนักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์ชื่นชมชายหนุ่มผู้เก่งกาจอย่างคาลอสมาก พร่ำพรรณนาคำชมเชยไม่หยุด แม้กระทั่งตอนที่กำลังจะจากไป
จังหวะที่ทั้งสี่คนกำลังจะออกจากตระกูลพีไรซ์ ไอด้าที่ดูมีบางอย่างในใจ ตัดสินใจหันกลับมาถามคาลอสว่าทำไมชายหนุ่มถึงพัฒนาตนเองได้รวดเร็วขนาดนี้ ความรู้สึกที่ไม่อาจยอมรับยังเต็มเปี่ยมอยู่ในใจของหญิงสาว
สุดท้ายคำตอบของชายหนุ่มกลับทำให้หญิงสาวถึงกับหน้าสั่น
“ก็ต้องขอบคุณเจ้าส่วนหนึ่งที่เป็นแรงผลักดันให้ข้าไม่ท้อถอยต่อการฝึกฝน แต่สิ่งสำคัญที่แท้จริงคือการไม่ลืมรากเหง้าของตนเอง สำหรับข้าตระกูลคือทุกสิ่ง เป็นแรงผลักดันให้ข้าเดินหน้าต่อไปได้ เคารพตนเอง เคารพรากเหง้าของตัวเอง”
“คนที่ลืมรากเหง้า หลงลืมคนที่คอยสนับสนุนตนเอง ไม่มีทางหาความเจริญได้หรอก”
คาลอสกล่าวด้วยใบหน้านิ่งเฉย เสมือนว่าพูดออกไปเช่นนั้น ไม่ได้มีความหมายอะไร
แต่ปฏิกิริยาของหญิงสาวกลับเป็นตรงกันข้าม ใบหน้าของเธอหมองคล้ำ คิ้วขมวด กำหมัดแน่น ก่อนจะสะบัดตัวเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรกับชายหนุ่มอีก
สามคนที่เหลือสับสนเล็กน้อยกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปมาของไอด้า ก่อนจะมองหน้ากันแล้วเดินตามหลังหญิงสาวไป
...
“ข้ามาจากตระกูลแอบบอต ได้โปรดแจ้งนายของเจ้าด้วยว่า'ซีเลีย แอบบอต'มาขอพบคาลอส พีไรซ์”
เสียงหวานใสของหญิงสาวดังขึ้นขณะกลุ่มนักเรียนทั้งสี่กำลังจะเดินออกจากประตูหลักของคฤหาสน์ตระกูลพีไรซ์
ขบวนรถเล็กๆ พร้อมผู้คุ้มกันหลายคนมาจอดอยู่เบื้องหน้าตระกูลพีไรซ์ หญิงสาวในชุดสีเขียวเดินลงมาจากรถเกวียนด้วยตนเอง พูดคุยกับยามเฝ้าประตู
สามคนจากกลุ่มสถาบันอเวกเคนเนอร์เขต C ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมาก เพียงแค่สนใจเล็กน้อยว่าตระกูลพีไรซ์มีแขกอื่นนอกจากตนเองในเวลานี้ด้วยหรือ
มีเพียงไอด้าที่จ้องเขม็งไปที่หญิงสาวนางนั้น หูผึ่งขึ้นทันทีเมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายมาพบคาลอส
อีกฝ่ายเป็นหญิงสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ดูแล้วเหมือนจะรุ่นราวคราวเดียวกับตน ดูมีเสน่ห์น่ารักในแบบเด็กๆ และที่สำคัญบนอกเสื้อของนางติดเข็มกลัดของสถาบันอเวกเคนเนอร์เสียด้วย เพียงแต่ว่ามันเป็นของเขต B
'มาจากสถาบันอเวกเคนเนอร์เขต B!' สายตาของไอด้าจับจ้องไปที่เข็มกลัดเขม็ง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายต้องไม่อ่อนแอ และดูจากเหล่าผู้คุ้มกันและคนรับใช้แล้ว สถานะของอีกฝ่ายก็ดูจะสูงกว่าตนไปอีกระดับ
ไม่รู้ทำไม ไอด้าถึงเกิดความรู้สึกอิจฉาอีกฝ่ายขึ้นมา ความคิดหลายอย่างผุดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด ทั้งหญิงคนนี้เป็นใคร มาจากตระกูลไหน แล้วคาลอสไปรู้จักนางได้อย่างไร ทั้งคู่เป็นอะไรกัน
รู้ตัวอีกทีขบวนรถของหญิงสาวนางนั้นก็ได้เคลื่อนเข้าไปด้านในเป็นที่เรียบร้อย ไอด้าจึงทำได้เพียงสลัดความคิดที่มากมายอยู่ในหัว แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามคนที่เหลือ
คณะเดินทางจากอาณาเขต B ได้รับการต้อนรับอย่างดี ส่วนซีเลียถูกเชื้อเชิญให้ไปรอในเรือนรับรองแขกพร้อมกับผู้ติดตามสองสามคน
“ยินดีที่ได้พบนะจ๊ะหนูซีเลีย ได้ยินคาลอสเขาพูดถึงเจ้าอยู่บ้างก่อนหน้านี้ นั่งเถอะๆ ทำตัวตามสบายเลย” หญิงวัยกลางคนเป็นผู้ที่เดินเข้ามาก่อนพร้อมกับสาวรับใช้ที่นำขนมและน้ำชามาต้อนรับ
ซีเลียที่ลุกขึ้นยืนประสานมือคารวะ ก็ค่อยๆ นั่งลงที่เดิมตามที่หญิงวัยกลางคนบอก
“โอ้ บาบาร่า พอเป็นเรื่องเช่นนี้เจ้านี่เร็วตลอดเลยนะ” คนที่เข้ามาใหม่คือผู้อาวุโสหก มาร์ล พ่อแท้ๆ ของคาลอส
มาร์ลเดินยิ้มแย้มเข้ามาหาบาบาร่าภรรยาสุดที่รัก หยอกเย้ากันเล็กน้อยก่อนจะหันมาทักทายแขกที่อยู่เบื้องหน้า
“ข้ามาร์ล ส่วนนี่บาบาร่า คาลอสเป็นลูกชายคนโตของพวกเราเอง ก่อนหน้านี้เขาทำให้เจ้าลำบากน่าดูเลยล่ะสิ” มาร์ลแนะนำตนเองพร้อมกับชวนอีกฝ่ายคุย
“ไม่ลำบากเลยเจ้าค่ะ ท่านมาร์ล ท่านบาบาร่า ทุกสิ่งมันเป็นสถานการณ์เฉพาะหน้าทั้งนั้น” หญิงสาวส่ายศีรษะไปมารวดเร็ว ตอบรับสองสามีภรรยากลับไป
“เรียกท่านพ่อท่านแม่ก็ได้จ้ะ พวกเราไม่ถือหรอก ใช่ไหมที่รัก?” หญิงวัยกลางคนยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับซีเลีย ก่อนจะหันไปถามความเห็นของสามี
มาร์ลที่ไม่ทันตั้งตัว เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะผงกหัวรับอย่างรวดเร็ว “ถูกต้องแล้ว ไม่ต้องเกรงใจ ถือว่าพวกเรานั้นมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันแล้ว อย่าได้เกรงใจกันอีกเลย”
แขกที่นั่งอยู่กับที่ตัวเกร็งไปหมด มันก็รู้สึกได้ถึงความจริงใจและอบอุ่นของอีกฝ่ายล่ะนะ แต่...มันอบอุ่นไปนิด อุ่นจนเริ่มร้อนเสียแล้วล่ะ
“เจ้าค่ะ ท่าน...เอ่อ...ท่าน...ท่านพ่อ ท่านแม่” หญิงสาวพยายามอยู่นานกว่าจะบังคับตนเองให้พูดคำดังกล่าวออกมาได้ หลังจากพูดจบใบหน้าก็ร้อนผ่าวไปหมด แทบจะยกมือขึ้นมาตีปากตนเองว่าพูดอะไรออกไปกัน!
หญิงชายวัยกลางคนทั้งคู่ต่างหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นอาการดังกล่าวของหญิงสาว ดูเหมือนจะชอบใจกันไม่ใช่น้อย
ขณะที่บรรยากาศกำลังอยู่ในความอึดอัดปนสนุกสนาน ชายร่างสูงก็เดินเข้ามาจากด้านนอก
“ขอโทษที่มาช้า เผชิญว่าข้ากำลังฝึกฝนพลังอยู่” ชายร่างสูงประสานมือให้กับทุกคนในเชิงว่าขออภัย
“โอ้ มาเถอะ แม่ว่าจะไปเข้าครัวต่อแล้ว พ่อของเจ้าก็จะไปหาท่านเมทัสต่อ เดี๋ยวเจ้าสองคนคุยธุระกันไปนะ พ่อกับแม่ไม่รบกวนแล้ว ไปก่อนนะจ๊ะหนูซีเลีย” เมื่อเห็นคาลอสเดินเข้ามา บาบาร่าก็เดินมาจับไหล่ลูกชายให้เดินมานั่งฝั่งตรงข้ามกับแขก พร้อมกับพูดร่ำลาเสร็จสรรพ จากนั้นจึงดึงตัวมาร์ลออกไปพร้อมกัน
เมื่อบาบาร่าและมาร์ลได้จากไปแล้ว สาวรับใช้ที่นำอาหารมาบริการแขกก็เดินออกไปด้วย
ทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ คู่ชายหญิงนั่งมองหน้ากัน ไม่มีใครเปิดปากพูดอะไร
“พวกเจ้าออกไปก่อนไป ข้ามีเรื่องต้องคุยเป็นการส่วนตัว” ซีเลียหันไปบอกผู้ติดตามสองสามคนที่ยืนก้มหน้าอยู่ข้างประตู
ผู้ติดตามเดินออกจากห้องไปทันที พร้อมกับปิดประตูห้องตามหลัง
ที่จริงแล้วเรื่องที่ซีเลียต้องการมาคุยกับคาลอสไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอะไรขนาดนั้น เพียงแต่ว่า เมื่อเห็นท่าทางของพ่อแม่ของคาลอสแล้ว จะไม่ให้สานต่อก็กระไรอยู่ ในเมื่อญาติผู้ใหญ่ของอีกฝ่ายเปิดทางให้ขนาดนี้ นางก็คิดว่าควรจะทำตามความประสงค์ของผู้หลักผู้ใหญ่ให้ลุล่วง อย่างน้อยก็จะได้มีเวลาอยู่กับคาลอสเป็นการส่วนตัวแค่สองคน
เมื่อผู้ติดตามออกไปแล้ว ทั้งห้องก็กลับมาเงียบอีกครั้งหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าซีเลียจะสบายใจมากขึ้น ปล่อยตัวผ่อนคลายแล้วเริ่มเปิดปากพูดก่อนเป็นคนแรก
“ยินดีที่ได้พบเจ้าอีกครั้ง” ซีเลียยิ้มขณะที่พูด
“ข้าก็ยินดีที่ได้พบเจ้าเช่นกัน” คาลอสจ้องอีกฝ่ายกลับ แต่ใบหน้ายังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม
“อืม ความจริงแล้วที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อจะมาแจ้งข่าวต่อเจ้า มิติลึกลับในอาณาเขต B กำลังจะเปิดอีกครั้งในสิบเอ็ดวันข้างหน้า และข้าบังเอิญมีตั๋วหนึ่งใบอยู่ในมือ นับเป็นหนึ่งสิทธิ์ในการเข้าไปในมิติลึกลับแห่งนั้น” หญิงสาวเกริ่นเรื่องเข้าประเด็นทันที
“มิติลึกลับ?” คาลอสเหมือนจะไม่รู้จักสถานที่แห่งนั้นเท่าไหร่นัก เมื่อเห็นเช่นนั้นหญิงสาวจึงเริ่มอธิบาย
“ใช่ มิติลึกลับในอาณาเขต B เป็นสถานที่ที่มีมานานเป็นร้อยปีแล้ว และมันจะเปิดให้เข้าไปได้ทุกๆ สิบปี ครั้งหนึ่งอยู่ได้นานไม่เกินเจ็ดวัน หากเลยระยะเวลาเจ็ดวันแล้วยังออกมาไม่ได้ เจ้าก็จะไม่มีหนทางกลับออกมาได้อีก ข้าไม่รู้ว่าสถานการณ์ภายในของมันเปลี่ยนแปลงไปเช่นไรหลังจากปิดมิติ แต่คนที่ติดอยู่ภายใน ไม่เคยมีใครกลับออกมาได้สักคนเดียว ต่อให้มิติลึกลับเปิดขึ้นอีกครั้งในสิบปีให้หลัง คนที่ติดอยู่ก็เหมือนจะหายสาบสูญไปเลย”
“ทว่าคนมากมายก็ยังอยากจะเข้าไป เพราะภายในของมันเต็มไปด้วยสมบัติและโอกาสมากมายนับไม่ถ้วน หากรอดออกมาได้ แม้จะเป็นคนอ่อนแอก็อาจจะเติบใหญ่กลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งได้ไม่ยากเลย แต่น่าเสียดายที่มิติลึกลับมีข้อจำกัดที่เข้มงวด มนุษย์ที่อายุเกินกว่ายี่สิบห้าปีไม่สามารถเข้าไปได้ คนส่วนใหญ่ที่เข้าไปได้จึงมีเพียงคนจากกองกำลังใหญ่ๆ สำนักต่างๆ หรือสถาบันอเวกเคนเนอร์” ซีเลียอธิบายให้คาลอสเข้าใจ เมื่อเห็นว่าคาลอสยังตั้งใจฟังอยู่จึงพูดต่อ
“ท่านพ่อของข้าได้ตั๋วมาหนึ่งใบ มีสิทธิ์ให้คนหนึ่งคนเข้าไป แต่คนของข้าไม่มีอเวกระดับสูงที่อายุต่ำกว่ายี่สิบห้าปีเลยแม้แต่คนเดียว ตัวข้าเองก็เป็นเพียงอเวกระดับที่ห้า หากเข้าไปคนเดียวย่อมไม่ต่างไปจากการโหยหาความตาย ฉะนั้นตั๋วใบนี้จึงไม่มีประโยชน์กับข้าแม้แต่น้อย” หญิงสาวมองตรงเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่ม “แต่สำหรับเจ้าที่มีพลังระดับนั้น...ข้าคิดว่ามันคือโอกาส และข้าอยากจะมอบโอกาสนั้นให้แก่เจ้า”
คาลอสจ้องมองหญิงสาวนิ่งๆ ความรู้สึกหลายอย่างเกิดขึ้นในใจ
เขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน อาจเป็นเพราะตัวเขาอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ห่างไกลความเจริญมาโดยตลอด แถมวันๆ ก็เอาแต่ฝึกฝน จะไปมีความรู้ในโลกกว้างได้อย่างไร หญิงสาวตรงหน้าเองก็ไม่น่าจะมีเจตนาร้ายอะไร เขาจึงเชื่อได้ว่าที่อีกฝ่ายพูดมานั้นเป็นความจริง แต่ไม่ใช่ว่ามันอันตรายหรอกหรือ เหตุใดอีกฝ่ายจึงอยากให้ตนไปนัก?
หญิงสาวมองที่ใบหน้าของคาลอส ค่อยๆ ยิ้มออกมาแล้วพูดต่อไปว่า
“เหตุการณ์นี้นับเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว กองกำลังน้อยใหญ่ หรือแม้แต่สำนักที่เก็บตัวก็ล้วนส่งศิษย์ของตนเองมาเข้าร่วมด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสมบัติ ยา หรือเคล็ดวิชาที่ได้มาจากภายในนั้น อาจช่วยยกระดับให้กับกองกำลังต่างๆ ได้เลย ถึงแม้มันจะถูกสำรวจไปมากแล้วในช่วงร้อยปีที่ผ่านมา แต่สิ่งดีๆ ก็ยังมีเหลืออยู่อีกเยอะ” หญิงสาวหยุดไปชั่วครู่ สูดลมหายใจเข้าแล้วพูดต่อ
“สิ่งสำคัญคือตรงนี้...กองกำลังต่างๆ ส่งเยาวชนของตนมา สำนักจันทรานิรันดร์ก็ต้องส่งศิษย์ของตนให้มาเปิดหูเปิดตาด้วยเช่นกัน หากการตามหาศิษย์ผู้ทรงเกียรติจากสำนักจันทรานิรันดร์เป็นภารกิจที่เจ้าต้องทำจริงๆ ล่ะก็ การเปิดออกของมิติลึกลับในครั้งนี้นับเป็นโอกาสที่เจ้าหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว”
ซีเลียยิ้มให้คาลอส เธอเห็นว่าคาลอสให้ความสำคัญในการตามหาบุคคลผู้นี้มาก เป็นภารกิจจากบรรพบุรุษ เมื่อซีเลียรู้เรื่องสิทธิ์การเข้าไปในมิติลึกลับ ก็เร่งการเดินทางกลับสถาบันอเวกเคนเนอร์ให้ไวขึ้นหลายวัน เพื่อที่จะมีเวลาแวะมาหาคาลอสที่เมืองปากัสก่อน หวังว่าข่าวของตนจะทำให้คาลอสประหลาดใจ