หลังจากที่ชาวบ้านแย่งกันซื้อไส้ย่างจนหมดห้าสิบชิ้น ในอกเสื้อของลู่เซียวมีเงินอยู่เกือบแปดร้อยเหรียญ แต่ใบหน้าของลู่เซียวดูเหมือนจะไม่มีความสุขเลย
ทั้งสองคนพ่อลูกมาถึงบ้านตอนเกือบจะเที่ยงแล้ว ฮุ่ยเหนียงที่เตรียมอาหารรอรีบจัดโต๊ะและบอกให้พวกเขากินข้าวก่อน นางจะไปตามอวิ๋นซีที่อยู่แปลงผักหลังบ้าน
หลังกินข้าวอิ่มแล้ว ทั้งสี่คนยังนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะกลม ลู่เซียวเทเงินที่ขายขนมบัวลอยเสียบไม้ของวันนี้และเงินที่ขายไส้ย่างลงบนโต๊ะ ฮุ่ยเหนียงที่เห็นเงินเหรียญมากมายกองอยู่บนโต๊ะก็ตื่นเต้นเป็อย่างมาก
“วันนี้เราขายบัวลอยเสียบไม้ไปหนึ่งร้อยไม้ แล้วก็มีไส้ย่างยัดต้นหอมอีกห้าสิบชิ้นได้เงินมาทั้งหมดเจ็ดร้อยห้าสิบเหรียญนี่เป็เงินเกือบหนึ่งตำลึงเลยนะ” ลู่เซียวตื่นเต้นแทบจะร้องไห้ เขาไม่เคยหาเงินได้มากขนาดนี้มาก่อน
“ท่านพ่อ ท่านอย่าลืมว่าเราต้องหักต้นทุนและค่าแรงด้วยนะ”
“ต้นทุนก็ต้องหักอยู่แล้ว แต่ค่าแรงนี่ต้องหักด้วยรึ?”
“หักสิเ้าคะ ค่าสึกหรอของรองเท้าและค่าเหน็ดเหนื่อค่าเดินทาง ท่านไม่คิดหรือ?”
“มันจะสักกี่เหรียญกันเชียว หากคิดแค่กำไรก็ได้ตั้งหลายร้อยเหรียญแล้ว”
เฮ้อออ ช่างเถอะถึงอย่างไรนางก็จะแบ่งค่าแรงให้เหมือนเดิมนั่นแหล่ะ ทุกคนจะได้มีเงินส่วนตัวเอาไว้ใช้ซื้อของที่อยากได้ ส่วนเงินส่วนกลางก็ให้มารดาเก็บเหมือนเดิม
ฮุ่ยเหนียงเห็นว่าก่อนหน้านี้ที่บ้านมีรายรับของลู่เซียวที่ขายของป่าเล็กๆน้อยๆเพียงอย่างเดียว แต่ตอนนี้ลูกสาวลูกชายต่างออกไปขายของทำให้ที่บ้านมีรายรับมากขึ้น เงินที่ลูกๆหามานางย่อมต้องเก็บไว้ให้ลูกๆใช้จ่ายจึงจะถูก อีกอย่างนางมีความคิดว่าอยากส่งบุตรชายไปสำนักศึกษาแต่ไม่กล้าตัดสินใจเองต้องถามความคิดเห็นลูกทั้งสองคนก่อน
“ข้าตัดสินใจแล้วเ้าค่ะ ค่าแรงจะแบ่งให้ทุกคนเท่าๆกันคิดเป็วันละสิบเหรียญ วันไหนอากาศไม่ดีฝนตกหิมะตกไม่ได้ไปขายก็จะไม่จ่ายค่าแรงเ้าค่ะ ถือว่าเป็วันหยุดให้ทุกคนพักผ่อน”
ก็จริงนั่นแหล่ะ หากทำงานทุกวันอวิ๋นซีของข้าก็ต้องเหนื่อยมากอย่างแน่นอน
“เอาเช่นที่ลูกว่าก็แล้วกัน”ลู่เซียวรับคำ
หลังจากตกลงกันเรียบร้อยอวิ๋นซีกำลังจะกลับไปที่แปลงผักหลังบ้าน ตลอดทั้งเช้าหลังจากตื่นนอนนางเดินไปที่ชายป่าเพื่อขุดดอกไม้ป่ารอบๆตีนเขากลับมาปลูกไว้ที่บ้าน นางยังทำไม่เสร็จ แต่โดนลู่เซียวเรียกไว้
นางสังเกตุเห็นั้แ่เดินเข้ามาว่าเขามีสีหน้าไม่ค่อยดี ถึงแม้ว่าจะขายขนมได้เงินมามาก แต่ก็ไม่ได้ดีใจเท่าที่ควร
“ท่านพ่อยังมีเื่อะไรหรือเ้าคะ?”
“เอ่อคือ วันนี้ที่ตลาดพ่อพบกับป้าสะใภ้ของเ้าน่ะ” ลู่เซียวพูดเสียงเบา
“ป้าสะใภ้หรือ?” อวิ๋นซีมีสีหน้างุงนงง
“ใช่ และนางเห็นว่าครอบครัวเรามีสูตรขนมและขายดี นางจึงอยากจะ…..”
“ท่านพ่อ…” อวิ๋นซีร้องเรียก นางรู้ว่าเขาจะพูดอะไร
“พ่อปฏิเสธนางไปแล้วแต่ว่า…” เขาไม่รู้จะปฏิเสธนางได้อย่างไร นางพูดกับเขาเื่ที่เคยช่วยเหลือครอบครัวเขาเมื่อตอนลำบาก และตอนนี้นางเห็นว่าครอบครัวของเขาเริ่มดีขึ้นแล้วจึงอยากให้เขาช่วยเหลือนางบ้าง
“……..” ไม่ต้องให้เดาก็พอจะรู้ ป้าสะใภ้หรือ ไม่เคยเอ่ยถึงในนิยายมาก่อน คงจะเป็ตัวประกอบที่ไม่มีความสำคัญ แต่นางถือว่ามีบทบาทในครอบครัวนี้อยู่ไม่น้อยสินะ
“ป้าสะใภ้เคยช่วยครอบครัวเราอยู่หลายครั้ง แม้จะเป็การช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ” ลู่เซียวทำสีหน้าลำบากใจ
อวิ๋นซีมองเขาก็เข้าใจ ก็ใช่ละสิ เล่นบททวงบุญคุณสินะ !! ได้ !!
“นางจะมาตอนไหนหรือเ้าคะ ท่านป้าสะใภ้น่ะ” กล้าขอมาเรียนก็กล้าสอนให้
“นางจะมาบ่ายวันนี้ พ่อขอโทษนะอวิ๋นซีที่ลืมตัวไปรับปากนางทั้งที่ลูกลำบากมากแท้ๆ”
“ท่านพ่อ..ครั้งนี้ถือว่าตอบแทนที่นางช่วยเราเมื่อก่อน แต่จะไม่มีครั้งหน้า ไม่ว่าใครก็ไม่ได้ทั้งนั้น” ท่านพ่อของนางเป็คนดีเกินไป แต่นางไม่ใช่
ตอนนี้ครอบครัวนางไม่ได้มีกำลังมากพอที่จะช่วยเหลือใครทั้งนั้น
“พ่อเข้าใจแล้ว” ลู่เซียวตอบลูดสาวพร้อมทำคอตก
แต่ก็ดีเหมือนกัน มาตอนนี้ดีกว่ามาตอนที่กิจการเติบโตไม่อย่างงั้นความเสียหายคงมากเกินจะรับได้ ถึงเวลาสอนบทเรียนชีวิตให้ครอบครัวเ้าแล้ว อวิ๋นซี !!
หลังจากใช้เวลาปลูกดอกไม้ริมลำธารจนเสร็จ อวิ๋นซีก็กลับมาเดินเล่นรอบบ้าน จนกระทั่งแขกที่ไม่ค่อยอยากจะรับเชิญมาถึง ‘ท่านป้าสะใภ้’ หร้อมกับลูกสะใภ้คนโตของนาง
นางเป็หญิงครองเรือนวัยกลางคน รูปร่างอวบอย่างคนมีอันจะกิน ใส่ชุดผ้าฝ้ายกึ่งเก่ากึ่งใหม่แต่ดูสะอาดสะอ้านไม่เหมือนคนยากจนสักเท่าไหร่ ลูกสะใภ้นางก็รูปร่างผอมบาง หน้าตาก็งดงามอยู่ไม่น้อย
เมื่อทั้งสองมองเห็นอวิ๋นซีที่ใส่เสื้อผ้าที่แม้ไม่ได้ใหม่มาก แต่ไม่มีรอยปะชุนเลยสักแห่งก็มีสีหน้าริษยาอย่างปิดบังไม่ค่อยอยู่ คงจะขายขนมได้เงินมามากเลยละสิ
“โอ้ นี่ใครกันละ อวิ๋นซีหรือ โตขนาดนี้แล้ว?” ป้าสะใภ้ใช้ผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากแล้วหัวเราะ
ให้ตายเถอะนี่ถ้าฉันไม่เล่นบทร้ายมันจะไมสมบทบาทนางร้ายรึเปล่า
“โอ้ ท่านป้าสะใภ้เองหรือเ้าคะ ไม่นึกว่าจะได้เจอท่าน อวบอ้วนขึ้นไม่น้อยเลยเ้าค่ะ”คงจะอยู่ดีกินดีอยู่ทุกวันละสิท่าถึงได้อวบอั๋นขนาดนี้ อวิ๋นซีไม่มีผ้าเช็ดหน้าจึงทำเพียงยกมือปิดปากหัวเราะเลียนแบบนางบ้าง
“เ้า !!” นังเด็กนี่กล้าดียังไงมาว่านางอวบอ้วนกัน !! นางแค่เจริญอาหารไปหน่อยเท่านั้นเอง
“โอ้ นี่คือท่านพี่สะใภ้ใหญ่หรือเ้าคะ งดงามสมคำร่ำรือเ้าค่ะ” อวิ๋นซีคนก่อนไม่เคยเจอพี่สะใภ้ของบ้านป้าสะใภ้คนนี้ แม้แต่ป้าสะใภ้ก็ไม่เคยเจอ แต่เมื่อนางทำให้อะไรหลายๆอย่างเปลี่ยน เหตุการณ์ต่างๆก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วย
“น้องหญิงอวิ๋นซี เ้าสบายดีหรือ? ”พูดจบก็ยิ้มแย้ม อวิ๋นซีเดาไม่ออกว่าคนผู้นี้นิสัยใจคออย่างไร และนี่คือสิ่งที่น่ากลัว คนเงียบๆหงิมๆแบบนี้แหล่ะ มันร้ายยย !
“แล้วนี่ที่พวกท่านมาที่บ้านข้า มาทำอะไรกันหรือเ้าคะ?” อวิ่๋นซีทำเป็ถาม พลางยกมือขึ้นมาทำเป็แคะเล็บน้อยๆของนาง
แม้นางจะรู้ว่าแม่ผัวลูกสะใภ้คู่นี้มาทำไม ก็ต้องให้พวกนางเอ่ยปากให้ชัดเจน นางก็จะได้เอ่ยเงื่อนไขข้อตกลงของนางบ้าง การยอมให้คนอื่นเอาเปรียบเพียงฝ่ายเดียวซ้ำแล้วซ้ำเล่า … ไม่ใช่ทางของนาง
“พ่อเ้า ไม่ได้บอกไว้หรือ?” หืมนางก็บอกไว้แล้วเมื่อวานหรือว่าลู่เซียวจะลืม?
“บอกเ้าค่ะ ท่านพ่อบอกว่า ป้าสะใภ้จะมาขอสูตรทำขนมบัวลอยเสียบไม้ของข้า ข้ายังไม่เชื่ออยู่เลยว่าอยู่ๆจะมีคนกล้ามาขอสูตรอาหารซึ่งๆหน้าง่ายๆแบบนี้ เอ่อ แต่หากว่าท่านป้าสะใภ้อยากจะได้… ” อวิ๋นซีทำหน้าตาน่าสงสารพลางก้มหน้ากลั้นหัวเราะอย่างสุดกำลัง
ป้าสะใภ้เริ่มหน้าเขียว นี่กล้าด่าว่านางหน้าด้านไร้อยางอายรึ?
“ถ้าใช่แล้วจะยังไง หลายปีมานี้ทุกครั้งที่ครอบครัวเ้าลำบาก ล้วนเป็ครอบครัวข้าที่หยิบยื่นให้” ป้าสะใภ้พูดข่มตอนนี้หากนางหน้าบางออกไปก็ไม่ได้สูตรขนมเลยนะสิ
“อ้อ ครอบครัวท่านหมายถึงท่านลุงหรือเ้าคะ ก็ยังไม่ใช่ตัวท่านเองยู่ดีนี่!!” คิดจะเล่นลิ้นหรือ ง่ายไป
“นี่.. ยังไงก็ครอบครัวเดียวกันนี่อวิ๋นซี เ้า.. อย่ามากความไปเลย” ป้าสะใภ้เริ่มโมโหเอามือขึ้นค้ำเอว
“เ้าค่ะ” อวิ๋นซีจ้องป้าสะใภ้ตาเขม็ง ส่วนพี่สะใภ้ที่ยืนบิดมืออยู่ข้างๆนางไม่สนใจ
“งั้นก็ขอดูหน่อยได้หรือไม่ สูตรขนมที่ว่าอร่อยของเ้าน่ะ”
มันจะง่ายขนาดนั้นหรือท่านป้า - สะ-ใภ้ “ก่อนอื่นข้ามีเงื่อนไขเ้าค่ะ ….”
หลังจากตกลงเงื่อนไขกับป้าสะใภ้เรียบร้อยแล้ว นางยื่นสูตรขนมบัวลอยให้ และบอกว่าตนเองยุ่งให้นางทั้งสองรีบกลับไป เมื่อหมดปัญหาแล้วอวิ๋นซีก็เดินไปดูแปลงผักที่ตนเองปลูกไว้ที่หลังบ้านผักเริ่มโตมากแล้วอีกสักวันสองวันนางจะเก็บมาทำอาหาร จะได้กินของอร่อยๆแล้ว กินอาหารรสจืดมานานหลายวันไม่เจริญอาหารสะเลย
อวิ๋นซีนั่งพรวนดิน ถอนวัชพืชในแปลงผัก ไม่นานลู่เซียวกับลู่เซิงที่ไปเก็บผักป่าและหญ้ามาเลี้ยงสัตว์ในบ้านบนเขาก็กลับมา พวกเขาเดินมาหานางที่หลังบ้านปล่อยให้ฮุ่ยเหนียงยุ่งอยู่กับการเย็บปักเสื้อผ้าของนางต่อไป
“ท่านพี่ ท่านเจอัดินบ้างหรือไม่ข้าจะเอาไปเลี้ยงแม่ไก่ในเล้า” ลู่เซียวที่ยิ้มหน้าระรื่นร้องถาม แล้ววิ่งไปนั่งที่ชิงช้าตัวโปรด
“ัดิน? ไส้เดือน? ไม่มีสักตัว” อวิ๋นซีตอบน้องชาย ถ้าเจอนางคงวิ่งไปไกลแล้วล่ะ ฮ่า ฮ่า อ่า
ลู่เซียวมองลูกสาวแล้วถามนางเสียงอ่อน“อวิ๋นซีแล้วป้าสะใภ้ของเ้า..”
“ข้าให้สูตรขนมบัวลอยเสียบไม้นางไปแล้ว แล้วก็หากนางขายดีหรือขายไม่ได้ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา ทุกอย่างนางล้วนต้องยอมรับความเสี่ยงเอง แม้แต่หากมีคนทำขนมเลียนเเบบขึ้นมา ข้าย่อมช่วยอะไรไม่ได้” อวิ๋นซียังคงพรวนดินถอนวัชพืชไม่หยุด
อวิ๋นซีคิดเื่นี้ไว้นานแล้ว ความจริงนางคิดว่าบัวลอยเสียบไม้นี้อีกหน่อยก็คงมีสินค้าเลียนแบบขึ้นมา ยกสูตรให้คนอื่นไปขายเพื่อตัดปัญหาวุ่นวายในครอบครัว นางก็ไม่เสียดาย หากให้พวกนางไปเสีย แล้วตัดปัญหายุ่งยากทั้งหลายได้ นางก็ยอมเสีย ….