หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 3 บทที่ 71 โจมตีเพื่อป้องกัน

            บทที่ 71 โจมตีเพื่อป้องกัน

            “ข้ารู้ดีว่าข้าทำให้เจ้าผิดหวังกับเรื่องครั้งนี้ อันที่จริงไม่ใช่แค่เจ้า คนอื่นๆ ที่อยู่ที่นี่ล้วนผิดหวังเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่มีป้ายลัญจกรชิงหวาง เจ้าคิดว่าหลัวเจินจะได้กุมอำนาจส่วนใหญ่ในสำนักชิงหยุนแบบนี้หรือ หากไม่มีป้ายลัญจกรชิงหวาง เขาก็จะถูกขับไล่ออกจากสำนักชิงหยุนเช่นกัน เรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้ถือว่าเป็นด่านทัณฑ์ทดสอบของสำนัก เป็นการชำระล้างครั้งใหญ่ หากผ่านทัณฑ์อุปสรรคครั้งนี้ไปได้ด้วยดี ชีวิตอันรุ่งโรจน์หลังการชำระล้างครั้งใหม่จักมาเยือนสำนักชิงหยุนอย่างแน่นอน” โม่เต้าจื่อมองหน้าฉินชูพลางเอ่ย

            ฉินชูหันไปโค้งคำนับให้หลัวเจิน “ขอบพระคุณท่านอาวุโสเป็นอย่างยิ่ง”

            “เจ้าไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก เจ้าทำในสิ่งที่ลูกศิษย์ควรทำ ข้าทำในสิ่งที่ปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาควรทำ” หลัวเจินยกมือขึ้นปรามหลังจากฉินชูพูดขึ้น

            “ลู่หยวน การสืบข้อมูลของอีกฝ่ายเป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก พวกเราต้องการรู้แผนการของอีกฝ่าย เพื่อจะได้คิดกลยุทธ์ป้องกันได้อย่างเหมาะสม” โม่เต้าจื่อหันไปพูดกับลู่หยวน

            ลู่หยวนประสานมือ “ศิษย์ลุงโปรดวางใจ ศิษย์ได้สั่งคนจากหออาณัติเข้าไปสืบอย่างลับๆ แล้ว แต่ว่าจงฮั่นกับซูซานเหอได้เรียกสายลับที่ส่งไปก่อนหน้านี้กลับมาแล้ว ศิษย์อยากสั่งการให้พวกเขาแฝงตัวอยู่ต่อ แต่เหมือนว่าคำสั่งจะไปไม่ถึง”

            “ดูเหมือนว่าพวกนั้นต้องการจะขัดแข้งขัดขาพวกเรา แต่อย่าสนใจพวกนั้นเลย เอาไว้จบศึกครั้งนี้แล้วค่อยว่ากัน” ดวงตาโม่เต้าจื่อเรืองรอง จากนั้นก็ค่อยๆ จางลง ตอนนี้เป็นเวลาสำคัญ ไม่ใช่เวลาจะไปสะสางกับจงฮั่นกับซูซานเหอ ไม่เช่นนั้นจะยิ่งส่งผลเสียต่อสำนัก

            “ไฉนต้องวางกลยุทธ์ป้องกันตามโดยอิงตามกลยุทธ์ของอีกฝ่าย ในเมื่อรู้แล้วว่าอีกฝ่ายจะบุกถล่ม เช่นนั้นพวกเราก็ควรชิงบุกพวกมันให้กองกำลังเสียสมดุลก่อน จู่โจมสวนทางกับกลยุทธ์พวกมัน” ฉินชูพูดขึ้น

            พลังปราณของโม่เต้าจื่อพลุ่งพล่าน มือพลันยื่นออกมาเขกกะโหลกฉินชูอีกครั้ง

            ฉินชูจนปัญญา โม่เต้าจื่อแข็งแกร่งเกินไป เขาไร้เรี่ยวแรงจะต่อต้าน

            เขกกะโหลกฉินชูเสร็จ โม่เต้าจื่อก็กลับไปนั่งประจำที่ “จะว่าไป แผนการของเจ้าก็ไม่เลว พวกเราไม่จำเป็นต้องเดินหมากตามกลยุทธ์ของศัตรู ไฉนต้องตั้งรับป้องกัน ในเมื่อพวกเราสามารถเป็นฝ่ายชิงบุกโจมตีก่อนได้”

            “มีเหตุผล พวกเราสามารถชิงบุกโจมตีก่อนได้ โจมตีก่อนย่อมได้เปรียบ การโจมตีที่ดีที่สุดคือการป้องกันที่ดีที่สุด ตีให้กองกำลังของพวกมันแตก เมื่อไร้ความเสถียรภาพ พวกมันก็ยิ่งโต้ตอบได้ยาก” หลัวเจินเอ่ย

            ขณะที่โม่เต้าจื่อกับคนอื่นๆ กำลังคิดเรื่องกลยุทธ์การทำศึกกันอยู่ ฉินชูก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมารำไร เพราะความคิดเห็นของตัวเองถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียง แต่ตัวเองกลับถูกเขกกะโหลก มันมีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ

            ไม่นานก็ได้ข้อสรุปถึงกลยุทธ์การทำศึก หลิงหยุนจื่อรับหน้าที่บัญชาการกองกำลังแนวหน้าที่ประกอบด้วยลู่หยวนและเหล่ายอดฝีมือจากยอดเขาทั้งห้า กองกำลังแนวหน้าจะทำหน้าที่บุกโจมตีและบดขยี้กองกำลังของศัตรูที่กำลังเดินทางมา

            หลังจากจัดแจงทุกอย่างเสร็จสรรพ ทุกคนก็ออกจากตำหนักหลัก เหลือเพียงโม่เต้าจื่อกับฉินชู

            ฉินชูก็กำลังจะจากไปเช่นกัน กลับมาทั้งที แต่เขายังไม่ได้ไปที่หอศิษย์รับใช้เลย

            “เจ้าหนู อย่าเพิ่งไป หลังจากนี้การต่อสู้จะอลหม่าน ในระหว่างนั้น เจ้าต้องอยู่ข้างๆ ข้าเอาไว้” โม่เต้าจื่อพูดกับฉินชู

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ขอรับ การที่ศิษย์รับปากว่าจะไม่แอบหนีจากไปยังไม่เพียงพออีกหรือขอรับ” ฉินชูไม่อยากอยู่ข้างๆ โม่เต้าจื่อตลอดเวลา เพราะเขารู้สึกว่าโม่เต้าจื่อเป็นพวกหัวรุนแรงและใช้กำลังบีบบังคับ

            “ข้ารู้ว่าเจ้าจะไม่ทำแบบนั้นอีก แต่ข้าขอถามเจ้าหน่อย หากซูซานเหอกับพวกจางจี้ลอบสังหารเจ้าขึ้นมา หรือไม่ก็หาโอกาสจับตัวเจ้าไปส่งให้สำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกขึ้นมาจะทำอย่างไร เจ้าจัดการคนเดียวไหวหรือ” โม่เต้าจื่อมองเหยียดฉินชู

            ฉินชูตะลึงเล็กน้อย “พวกเขาคงไม่กล้าทำเช่นนั้นหรอกกระมัง”

            “พวกเขาจะไม่กล้าได้ยังไง ไยเจ้าถึงคิดว่าพวกเขาไม่กล้าทำ ดังนั้นจงอยู่ข้างๆ ข้าแต่โดยดี ตอนนี้พวกเราจะกลับไปที่จวนพำนักของข้ากัน” พูดจบ โม่เต้าจื่อก็พาฉินชูมุ่งหน้ามาที่จวนพำนักของตัวเอง

            หลังจากถึงที่พำนัก โม่เต้าจื่อก็บอกฉินชูว่าจวนพำนักของเขาคือใจกลางมหาตราเวทย์คุ้มครองบรรพตศิขรของสำนักชิงหยุน ก่อนหน้านี้หลัวเจินได้มอบป้ายลัญจกรชิงหวางให้เขา เพื่อหวังให้เขาใช้มันเปิดกลไกมหาตราเวทย์คุ้มครองบรรพตศิขรในช่วงเวลาที่เห็นแก่สมควร

            ฉินชูฟังพลางต้มชาอย่างเงียบๆ

            โม่เต้าจื่อนั่งมองพินิจฉินชูอยู่ครู่หนึ่ง “เจ้าหนูอย่างเจ้าไว้ใจไม่ได้ ติดหนี้แต้มคุณูปการข้าอยู่แท้ๆ ยังมีหน้าเอาไปแลกตำรากายยุทธ์และโอสถหนิงหยวนแล้วแอบหนีไป ไหน! จงแสดงวิชากายยุทธ์และวิชากระบี่ให้ข้าดูเดี๋ยวนี้”

            ทันทีที่ได้ยินคำพูดของโม่เต้าจื่อ ฉินชูก็รู้สึกอายขึ้นมาเล็กน้อย ตอนที่ไปจากสำนักชิงหยุน เขาคิดว่าจะไม่กลับมาอีกแล้ว

            กระบี่เทพบูรพาถูกชักออกจากฝัก ใบกระบี่แวววาวตวัดวาดขึ้นในอากาศ แสดงเป็นกระบวนท่าจากเคล็ดวิชากระบี่กายสิทธิ์ ในเวลาเดียวกันฝีเท้าพลันเคลื่อนไหวด้วยวิชาก้าวไร้เงา

            ฉินชูฝึกฝนขัดเกลาวิชาก้าวไร้เงามาอย่างแตกฉาน ตอนนี้ไม่ใช่แค่กระบวนท่ากระบี่ที่ไหลลื่นเชื่อมต่อกันเป็นสายน้ำ แต่ฝีเท้าของเขายังรวดเร็วพลิ้วไหวดั่งลมกรด

            “ใช้ได้ ต่อไป จงแสดงพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ออกมา” หลังจากมองดูอยู่พักหนึ่ง โม่เต้าจื่อก็สั่งฉินชูต่อ

            ฉินชูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก พลังแห่งเจตจำนงกระบี่พลันถูกอัดลงไปในกระบี่เทพบูรพาทันที

            กระบี่เทพบูรพาในมือของฉินชูเริ่มส่งเสียงกังวาน รังสีและมวลพลังทั่วร่างทรงพลังขึ้นหลายเท่าตัว

            หลังจากสำแดงพลังออกมาได้พักหนึ่ง ฉิไฉนนชูก็เก็บกระบี่เข้าฝัก

            ทว่าโม่เต้าจื่อกลับส่ายหน้าไปมา

            “ท่านผู้เฒ่าโม่ วิชากระบี่ของศิษย์ยังมีตรงไหนที่ทำให้ท่านไม่พอใจอยู่อีกหรือ” ฉินชูเอ่ยถาม

            “ข้าไม่เข้าใจว่าไฉนเจ้าหนูอย่างเจ้าถึงบรรลุวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงได้ ซ้ำยังเข้าถึงพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ได้อีก ทั้งที่ข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้ามาก แต่กลับไร้วาสนากับพลังแห่งเจตจำนงกระบี่” โม่เต้าจื่ออุทานอย่างใจหาย

            ฉินชูมองโม่เต้าจื่ออย่างไม่เข้าใจเช่นกัน

            “สำหรับผู้ฝึกตนสายวิถีกระบี่ วิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงคือจิตแห่งกระบี่ เป็นสภาวะทางจิตที่ฝึกฝนไม่ได้ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับวาสนา ดังนั้นผู้ฝึกกระบี่จึงไม่แสดงสภาวะเจี้ยนหลิงนี้ เพราะพวกเขาจะไม่มีวันได้มันมา แต่ผู้ฝึกกระบี่สามารถแสวงหาและเข้าถึงเจตจำนงแห่งกระบี่ได้ สามารถสัมผัสเข้าถึงพลังนี้และขัดเกลาพลังนี้ให้แข็งแกร่งขึ้นได้ เจตจำนงกระบี่เก้าชั้นฟ้า เมื่อบรรลุทั้งเก้าชั้น พลังแห่งเจตจำนงกระบี่ขั้นสมบูรณ์จักตื่นขึ้น ในประวัติศาสตร์ของสำนักชิงหยุน มีเพียงสองท่านเท่านั้นที่ครอบครองพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ขั้นสมบูรณ์ แต่น่าเสียดายที่วาสนาของข้าไปไม่ถึง” โม่เต้าจื่อพูดกับฉินชู

            “พลังแห่งเจตจำนงกระบี่ขั้นสมบูรณ์เป็นอย่างไรหรือขอรับ” ฉินชูถามโม่เต้าจื่อด้วยความอยากรู้

            “พลังขั้นนั้นสามารถทำลายปณิธานอันแรงกล้าและดวงวิญญาณของอีกฝ่ายได้ แต่แน่นอนว่าจะทำได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับพลังของอีกฝ่ายด้วย” โม่เต้าจื่อตอบ

            ฉินชูสูดลมหายใจเข้าหนึ่งเฮือก “แล้วพลังที่เหนือกว่าพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ขั้นสมบูรณ์ขึ้นไปเป็นอย่างไรขอรับ”

            “นั่นเป็นพลังอีกระดับ พลังแห่งเจตจำนงกระบี่ของเจ้าเพิ่งแบเบาะ ดังนั้นอย่าคิดไปไกลกว่านี้ จงตั้งใจฝึกขั้นแรกให้ดีก่อนเถอะ” โม่เต้าจื่อถลึงตาใส่ฉินชู

            ฉินชูคลี่ยิ้มก่อนรินชาให้โม่เต้าจื่อ เขารู้สึกขอบคุณที่โม่เต้าจื่อคลายความสงสัยให้เขา แม้บางครั้งโม่เต้าจื่อจะชอบใช้ความรุนแรงกับเขา แต่ฉินชูรู้ดีว่านั่นเป็นการแสดงออกภายนอกเท่านั้น แต่ในใจของเขาเอ็นดูฉินชูยิ่งนัก

            “ไหน จงเล่าให้ข้าฟังหน่อยว่าเจ้าหนีไปอยู่ไหนมา” โม่เต้าจื่อจิบชาพลางถาม

            “หลังจากศิษย์จากที่นี่ไป ศิษย์กลับไปยังสถานที่ที่เติบโตมาและได้พบกับเรื่องประหลาดเข้า หลุมศพของศิษย์ถูกทำความสะอาด มีคนคอยดูแลและกำจัดวัชพืชรอบหลุมศพให้ศิษย์ขอรับ” ฉินชูเล่าเรื่องที่ตัวเองเจอมาให้โม่เต้าจื่อฟัง

            “เหลือเชื่อจริงๆ คนที่เลี้ยงดูเจ้ามารู้ดีว่านั่นเป็นหลุมเปล่า ไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้แน่นอน หรือว่าคนที่ทำแบบนี้จะเป็นคนในครอบครัวเจ้า” ใบหน้าของโม่เต้าจื่อเต็มไปด้วยความแปลกใจ

            “ศิษย์คิดเช่นนี้เหมือนกัน คนที่รู้ว่าที่นั่นมีหลุมศพ ซ้ำยังทำความสะอาดอย่างใส่ใจแบบนั้น จะต้องเป็นคนในครอบครัวของศิษย์แน่นอน” ฉินชูพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น

            “ตระกูลของเจ้ายังคงอยู่ ตอนที่เจ้าเพิ่งจะเข้าสำนักมา มีคนตามมาฆ่าเจ้าถึงที่ แล้วมาตอนนี้ มีคนโผล่มาทำความสะอาดหลุมศพของเจ้า แสดงว่าปัญหาค้างคาของตระกูลเจ้ายังคงอยู่” โม่เต้าจื่อลูบเคราพลางเอ่ย